ผู้เขียน หัวข้อ: รีวิวสายสัญญาณเสียง ราคา 6 แนวทางวิเคราะห์ประสิทธิภาพสาย audio cable คลิกเลย  (อ่าน 71 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออนไลน์ SEO.No1

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 479
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
6 แนวทางพิจารณาคุณภาพสายสัญญาณเสียง
สายสัญญาณเสียง คือวัสดุอุปกรณ์สำหรับเพื่อนำมาใช้ในการเชื่อมต่อเครื่องเสียงกับเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆโดยสายนี้จะเป็นตัวนำเสียงจากเครื่องใช้ไม้สอยอิเล็กทรอนิกส์ให้มาแสดงออกในเครื่องเสียง ช่วยทำให้สามารถเล่นไฟล์เสียงด้วยเสียงที่ดังขึ้นได้
ตอนนี้ เราสามารถหาซื้อสายสัญญาณเสียงได้ทั่วไปตามร้านค้าจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมทั้งวัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆมีสินค้าหลายรุ่น หลายแบรนด์ให้เราได้เลือกซื้อกัน ซึ่งแน่ๆว่าเมื่อสายสัญญาณเสียงบนตลาดมีอยู่หลายรุ่น หลายแบรนด์ ทำให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์มีความต่างกันด้วย ถ้าเกิดเราได้สายสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพดีมาใช้ก็ดีแล้วไป แม้กระนั้นถ้าพวกเราเผลอไปซื้อสาย audio cable ที่มิได้คุณภาพมาใช้งานเข้า ก็จะต้องประสบกับปัญหาระหว่างใช้งานหลายประการ ทั้งเสียงไม่ออก ประสิทธิภาพเสียงไม่ดี มีอายุการใช้แรงงานสั้น ใช้ไปได้เล็กน้อยก็เสียแล้ว ทั้งสายสัญญาณเสียงนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่บางทีอาจประเมินประสิทธิภาพด้วยราคาได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ราคาไม่แพงหรือสินค้าราคาสูง ต่างก็มีอีกทั้งคุณภาพดี คุณภาพไม่ดี และก็ปัญหาในตัวเองผสมปนเปกันไป ด้วยเหตุผลดังกล่าว เราก็เลยจำต้องมีวิธีการพื้นฐานสำหรับตรวจสอบคุณภาพสายสัญญาณเสียง เพื่อสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาใช้งานได้ต่อไป
.

.
การวิเคราะห์คุณภาพ สายสัญญาณเสียง พวกเราสามารถทำเป็น 6 วิธีดังนี้
1. สำรวจความแข็ง-ความอ่อนของสาย ข้อนี้เป็นสิ่งแรกที่พวกเราสามารถด้วยตัวเองได้ รวมทั้งควรเช็คเป็นสิ่งแรก เพราะสายสัญญาณเสียงในตอนนี้มีการผลิตสายออกมาให้มีความแข็งแรงแล้วก็ความอ่อนแตกต่างกัน โดยทั่วไป สายสัญญาณเสียงที่มีราคาถูกชอบมีสายออกจะแข็ง ในขณะที่สายสัญญาณเสียงราคาแพงๆชอบมีสายอ่อน คำแนะนำคือ ไม่ควรซื้อสายสัญญาณเสียงที่แข็งเหลือเกิน ด้วยเหตุว่าจะไม่อาจจะพับสายได้ แม้พับ ม้วนเก็บสายย่อมก่อให้เกิดปัญหา ในขณะเดียวกันก็ไม่สมควรซื้อสายสัญญาณเสียงที่อ่อนเกินไป เนื่องจากว่ายิ่งอ่อนนิ่มมาก สายก็จะยิ่งบอบบาง เมื่อใช้ประโยชน์งานเสมอๆย่อมมีการเสี่ยงสูงที่สายจะขาด หรือหักพับได้ง่ายๆสายสัญญาณเสียง ราคาที่ยอดเยี่ยม ควรจะเป็นสายที่อ่อนพอจะสามารถพับได้อย่างไม่เกิดการเสียหาย แม้กระนั้นในขณะเดียวกันก็มีความแข็งแรงพอที่จะใช้งานได้อย่างไม่มีการฉีกจนขาด หากเราพบว่าสายสัญญาณเสียงใดมีลักษณะแบบนี้ สามารถซื้อมาไว้ใช้งานได้เลย
2. วิเคราะห์อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับในการทำหัวสายว่าคืออะไร สายสัญญาณเสียงที่ผลิตออกมาขายในปัจจุบันนั้น มีการใช้โลหะอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆสำหรับเพื่อการทำหัวสาย ได้แก่ ทองเหลือง รวมทั้งอลูมิเนียม ขอแนะนำว่าควรเลือกใช้สายสัญญาณเสียงที่มีหัวสายเป็นทองสัมฤทธิ์จะดียิ่งกว่า เนื่องด้วยเป็นโลหะที่นำสัญญาณได้ดีกว่าอลูมิเนียม ไม่ค่อยมีปัญหาเสียงขาดเสียงหาย แม้ว่าจะทิ่มสายไม่แน่นก็ตาม ในขณะที่อลูมินัม เป็นโลหะที่นำสัญญาณได้ไม่ดีนัก ถ้าทิ่มไม่แน่นจะไม่สามารถที่จะนำสัญญาณเสียงได้ นอกจากนั้น ทองเหลืองยังเป็นโลหะที่มีความทนทานสูง มีอายุการใช้งานนาน ไม่ค่อยมีปัญหาประเด็นการหัก หรือการโค้งงอผิดรูปผิดรอย ในขณะที่สายสัญญาณเสียงที่มีหัวสายเป็นอลูมิเนียมนั้นจำต้องใช้งานอย่างรอบคอบ หากไม่ทะนุถนอม หัวสายจะหักหรือโค้งงอได้ง่ายในเวลาอันรวดเร็วทันใจ
3. สำรวจการยึดระหว่างหัวสายกับสายไฟว่าเป็นอย่างไร มีการเชื่อมต่ออย่างสนิทดีไหม โดยปกติสายสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพดีจะยึดจุดเชื่อมต่อระหว่างสายไฟกับหัวเสียบได้อย่างสนิท ในขณะสายสัญญาณเสียงคุณภาพต่ำมักยึดท่อนหัวสายกับสายไฟได้ไม่แน่น บางรุ่นทำเพียงแค่เอาสายใส่เข้าไปในหัวแบบมิได้ยึด สิ่งที่จะตามมาเมื่อใช้งานไปได้สักระยะ ก็คือ สายไฟหลุดออกมาจากอารมณ์เสียบ รวมทั้งถ้าหากสายสัญญาณเสียงใดมีปัญหานี้ขึ้นมาย่อมไม่สามารถที่จะซ่อมแซมได้ จำต้องทิ้งอย่างเดียว ดังนั้นสำหรับการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียง เราจึงจำเป็นต้องสำรวจจุดเชื่อมต่อระหว่างหัวเสียบกับสายไฟด้วย
4. สำรวจความยาวของโลหะหัวเสียบว่ามีความสั้นยาวเท่าใด โดย สายสัญญาณเสียงที่ดี ต้องมีความยาวระหว่างโลหะหัวเสียบอยู่ที่ 2-5 เซนติเมตร เพราะว่าเป็นความยาวที่เหมาะสมในการแทงเข้ากับเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆได้โดยไม่มีการคลอนหรือหลวม ทั้งยังยังทิ่มได้สนิท ไม่มีโลหะหัวเสียบโผล่พ้นขึ้นมา แม้เป็นสายสัญญาณเสียงที่มีความยาวของโลหะหงุดหงิดบสั้นเกินไป จะไม่สามารถที่จะแทงกับเครื่องไม้เครื่องมือได้ กำเนิดปัญหาเสียงไม่ออก หรือเสียงมาเป็นตอนๆจะต้องคอยประคองไว้ ส่วนหากโลหะที่ศีรษะทิ่มมีความยาวมากจนเกินไป เมื่อทิ่มกับเครื่องมือจะก่อให้มีโลหะบางส่วนโผล่ขึ้นมา แม้เผลอไปชนเข้าอาจจะเป็นผลให้สายมีการหักได้
5. ตรวจสอบความยาวของสายไฟว่ามีมากมายน้อยเพียงใด ข้อนี้แม้จะไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพการใช้แรงงานโดยตรง แม้กระนั้นก็สำคัญ เนื่องจากการซื้อสายสัญญาณเสียงที่มีความยาวเพียงพอต่อการใช้งาน จะช่วยให้สามารถต่อเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสะดวก ไม่เกิดปัญหาสายตึงรั้งเกินความจำเป็นกระทั่งเสี่ยงต่อการหัก หรือหย่อนเกินความจำเป็นจนเกิดความรู้สึกขวาง ซึ่งความยาวที่เหมาะสมของสายไฟขึ้นอยู่กับการใช้งานของเราว่าเป็นยังไง ถ้าเกิดเป็นสายสัญญาณเสียงสำหรับแทงเครื่องใช้ไม้สอยเครื่องเสียงในรถยนต์ หรือลำโพงทั่วๆไป ควรมีความยาวอยู่ที่ 30-60 เซนติเมตร ส่วนถ้าหากเป็นสานสำหรับต่อลำโพงขนาดใหญ่ ต้องลากสายยาวๆก็ต้องมีความยาวตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป
6. ตรวจตราแบรนด์ของสาย ส่วนยี่ห้อนี้ก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กันสำหรับการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียง โดยควรที่จะเลือกซื้อสายสัญญาณเสียงที่สร้างขึ้นโดยแบรนด์อันเป็นที่รู้จัก เลี่ยงสินค้าจากแบรนด์แปลกๆหรือสินค้าโนเนม เนื่องจากว่ามักจะเป็นสินค้าที่มิได้คุณภาพ ได้โอกาสทรุดโทรมเสียหายได้ง่าย
วิธีการสำหรับเลือกซื้อ สายสัญญาณเสียง ให้ได้คุณภาพถือเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความใส่ใจ เพื่อให้การเชื่อมต่อเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์กับเครื่องเสียงสามารถำได้อย่างมีคุณภาพ ได้การเล่นเสียงที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง
เครดิตบทความ
บทความสายสัญญาณเสียง ราคา : https://www.dotlife.store/cable/audio-cable.html, dotlife
รีวิวสายสัญญาณเสียงจาก Pantip: www.pantip.com

Tags : สายสัญญาณเสียง,สาย audio cable