แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - BeerCH0212

หน้า: [1] 2
1

โรความดันโลหิตสูง (Hypertension)

  • โรคความคันโลหิตสูง คืออะไร ความดันเลือดสูง ความดันเลือด คือ แรงดันเลือด ที่เกิดจากหัวใจ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย การวัดความดันโลหิตสามารถทำโดยใช้วัสดุหลายอย่าง แต่ว่าจำพวกที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป ดังเช่นว่า เครื่องวัดความดันเลือดมาตรฐานชนิดปรอท เครื่องวัดความดันโลหิตดิจิตอลจำพวกอัตโนมัติ ค่าของความดันเลือดมีหน่วยเป็น มม.ปรอท จะมี ๒ ค่า ๑ ความดันตัวบน (ซีสโตลิก) เป็นแรงดันเลือด ขณะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายบีบตัว  ๒ ความดันตัวข้างล่าง (ไดแอสโตลิก) เป็นแรงกดดันเลือดขณะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายคลายตัว  ระดับความดันโลหิตที่ถือว่าสูงนั้น จะมีค่าความดันเลือดตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอท

    ฉะนั้นโรคความดันโลหิตสูง ก็เลยหมายคือโรคหรือภาวะที่แรงกดดันเลือดในหลอดเลือดแดงมีค่าสูงขึ้นมากยิ่งกว่าค่ามาตรฐานขึ้นกับกระบวนการวัด โดยถ้าหากวัดที่สถานพยาบาล ค่าความดันเลือดตัวบนสูงกว่าหรือเท่ากับ 140 มม. ปรอท(มม.ปรอท, MMhg) และ/หรือความดันเลือดตัวล่างสูงยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 90 มม.ปรอท อย่างต่ำ 2 ครั้ง แต่ถ้าเกิดเป็นการวัดความดันเองที่บ้านค่าความดันเลือดตัวบนสูงขึ้นมากยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 135 มิลลิเมตรปรอทรวมทั้ง/หรือความดันเลือดตัวด้านล่างสูงขึ้นมากยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 85 มม.ปรอทเป็นต้น ดังตารางที่ 1




     


    SBP


    DBP




    Office or clinic
    24-hour
    Day
    Night
    Home


    140
    125-130
    130-135
    120
    130-135


    90
    80
    85
    70
    85




    หมายเหตุ SBP=systolic blood pressure, DBP=diastolic blood pressure
    ปี 2556ชาวไทยมีอาการป่วยเป็นโรคความดันโลหิตแทบ 11 ล้านคน เสียชีวิต 5,165 คน และก็เจอเจ็บป่วยราย ใหม่เพิ่มเกือบ 1 แสนคน ปริมาณร้อยละ 50 ไม่รู้ตัวด้วยเหตุว่าไม่เคยตรวจสุขภาพ ในกลุ่มที่ป่วยแล้วพบว่ามีเพียงแต่ 1 ใน 4 ที่ควบคุมความดันได้ ที่เหลือยังมีพฤติกรรมน่าห่วงองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า โรคความดันเลือดสูงเป็น 1 ในสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ประชากรอายุสั้น ทั้งโลกมีบุคคลที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง 1,000 ล้านคน เสียชีวิตปี ละเกือบ 8 ล้านคน เฉลี่ยโดยประมาณนาทีละ 15 คน โดย 1 ใน 3 พบในวัย ผู้ใหญ่และคาดว่า ในปีพุทธศักราช2568 ราษฎรวัยผู้ใหญ่ทั้งโลกจะมีอาการป่วยด้วยโรคนี้เพิ่ม 1,560 ล้านคน

  • ต้นเหตุของโรคความดันเลือดสูง ความดันเลือดสูงแบ่งแยกตามต้นเหตุการเกิด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
  • ความดันเลือดสูงชนิดไม่รู้ปัจจัย (primary or essential hypertension) เจอได้ราวๆปริมาณร้อยละ95 ของจำนวนคนแก่โรคความดันเลือดสูงทั้งหมดส่วนมากพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปแล้วก็เจอในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ปัจจุบันนี้ยังไม่รู้ต้นเหตุที่แจ้งชัดแต่ว่าอย่างไร ตามคณะกรรมการร่วมแห่งชาติด้านการคาดการณ์และก็รักษาโรคความดันโลหิตสูง ของสหรัฐฯ พบว่ามีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวเนื่องแล้วก็เกื้อหนุนให้เกิดโรคความดันเลือดสูง อาทิเช่น พันธุกรรมความอ้วน การมีไขมันในเลือดสูงการทานอาหารที่มีรสเค็มจัดการไม่บริหารร่างกาย การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์การสูบบุหรี่ความเครียดอายุและก็มีประวัติครอบครัวเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคหัวใจและเส้นเลือดซึ่งความดันโลหิตสูงประเภทไม่เคยรู้สาเหตุนี้คือปัญหาสำคัญที่จำเป็นต้องให้การวิเคราะห์รักษาแล้วก็ควบคุมโรคให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความดันโลหิตสูงประเภทรู้ต้นเหตุ(secondary hypertension) ได้น้อยประมาณปริมาณร้อยละ5-10 ส่วนมากมีต้นสายปลายเหตุเป็นผลมาจากการมีพยาธิสภาพของอวัยวะต่างๆในร่างกายโดยจะมีผลกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดแรงดันเลือดสูงส่วนมาก อาจกำเนิดพยาธิภาวะที่ไตต่อมหมวกไตโรคหรือความผิดแปลกของระบบประสาทความผิดแปลกของฮอร์โมนโรคของต่อมไร้ท่อร่วมโรคครรภ์เป็นพิษการบาดเจ็บของศีรษะยา และก็สารเคมีฯลฯ ด้วยเหตุนั้นเมื่อได้รับการดูแลและรักษาที่ปัจจัยระดับความดันเลือดจะลดน้อยลงเป็นปกติและสามารถรักษาให้หายได้


ฉะนั้นก็เลยสรุปได้ว่า โรคความดันเลือดสูงส่วนใหญ่จะไม่มีมูลเหตุ การควบคุมระดับความดันเลือดก้าวหน้า จะสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อน แล้วก็การเสียชีวิตจากโรคระบบหัวใจ และก็เส้นเลือดลงได้

  • อาการของโรคความดันโลหิตสูง จุดสำคัญของโรคความดันเลือดสูงคือ เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ แล้วก็ที่เป็นโรคเรื้อรังที่รุนแรง (ถ้าเกิดไม่สามารถที่จะควบคุมโรคได้) แม้กระนั้นมักไม่มีอาการ แพทย์บางท่านก็เลยเรียกโรคความดันเลือดสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ทั้งนี้โดยมากของอาการจากโรคความดันเลือดสูง เป็นอาการจากผลข้างเคียง อาทิเช่น จากโรคหัวใจ รวมทั้งจากโรคเส้นเลือดในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง อย่างเช่น อาการจากเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นต้นเหตุ อย่างเช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง


อาการรวมทั้งอาการแสดงที่พบได้มาก คนป่วยที่มีความดันโลหิตสูงนิดหน่อยหรือปานกลางไม่เจออาการแสดงเฉพาะเจาะจงที่บ่งบอกว่ามีภาวะความดันเลือดสูงจำนวนมาก การวินิจฉัยพบมากได้จากการที่ผู้เจ็บป่วยมาตรวจตามนัดหรือพบได้บ่อยร่วมกับสาเหตุของอาการอื่นซึ่งไม่ใช่ความดันเลือดสูง สำหรับคนป่วยที่หรูหราความดันเลือดสูงมากมายหรือสูงในระดับรุนแรงแล้วก็เป็นมานานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ยังไม่เคยได้รับการดูแลรักษาหรือรักษาแต่ไม่บ่อยนักหรือเปล่าได้รับการรักษาที่ถูกสมควรมักพบมีลักษณะ ดังนี้

  • ปวดศีรษะพบได้ทั่วไปในผู้เจ็บป่วยที่มีระดับความดันโลหิตสูงร้ายแรง โดยลักษณะอาการปวดศีรษะมักปวด ที่รอบๆกำดันโดยยิ่งไปกว่านั้นตอนที่ตื่นนอนในตอนเวลาเช้าต่อมาอาการจะเบาๆดียิ่งขึ้นกระทั่งหายไปเองภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงรวมทั้งบางทีอาจเจอมีลักษณะอาการคลื่นไส้อ้วกตามัวมัวด้วยโดยพบว่าลักษณะของการปวดศีรษะกำเนิด จากมีการเพิ่มแรงกดดันในกะโหลกศีรษะมากมายในตอนระยะเวลาหลังตื่นนอนเนื่องจากในกลางคืนขณะกำลังนอนหลับศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองจะลดการกระตุ้น จึงทำให้มีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์มีผลทำให้เส้นเลือดทั่ว ร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองขยายขนาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจึงเพิ่มแรงดันในกะโหลกศีรษะ
  • เวียนศีรษะ (dizziness) พบกำเนิดร่วมกับอาการปวดศีรษะ
  • เลือดกา ทายใจไหล(epistaxis)
  • เหนื่อยหอบขณะทา งานหรืออาการหอบนอนราบไม่ได้แสดงถึงการมีภาวการณ์หัวใจห้องด้านล่างซ้ายล้มเหลว
  • อาการอื่นๆที่อาจพบร่วมอาทิเช่นอาการเจ็บทรวงอกสโมสรกับภาวการณ์กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากการมีเส้นโลหิตหัวใจตีบหรือจากการมีกล้ามเนื้อหัวใจหนามากจากภาวะความดันโลหิตสูงที่เป็นมานานๆ


ดังนั้นถ้าเกิดมีสภาวะความดันเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานๆจึงอาจมีผลต่ออวัยวะที่สำคัญต่างๆของร่างกายนำมาซึ่งการก่อให้เกิดความเสื่อมสภาพถูกทำลายและก็อาจเกิดภาวะแทรกตามมาได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง ในคนป่วยโรคความดันโลหิตสูงบางรายอาจไม่เจอมีลักษณะอาการหรืออาการแสดงอะไรก็ตามแล้วก็บางรายอาจ พบอาการแสดงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันเลือดสูงต่ออวัยวะต่างๆได้ดังนี้

  • สมองความดัน โลหิตสูงจะทา ให้ฝาผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองมีลักษณะหนาตัวและก็แข็งตัวข้างในเส้นเลือดตีบแคบรูของหลอดเลือดแดงแคบลงทา ให้การไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงสมองลดน้อยลงแล้วก็ขาดเลือดไปเลี้ยง ก่อให้เกิดสภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วครั้งชั่วคราวคนเจ็บที่มีสภาวะความดันโลหิตสูงจึงได้โอกาสกำเนิดโรคเส้นเลือดสมอง (stroke) ได้มากกว่า บุคคลธรรมดา


นอกนั้นยังส่งผลให้มีการเปลี่ยนที่ผนังเซลล์สมองทา ให้เซลล์สมองบวมผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะเปลี่ยนไปจากปกติของระบบประสาทการรับรู้ความทรงจำลดน้อยลงและอาจร้ายแรงเสียชีวิตได้ ซึ่งเป็นสาเหตุการถึงแก่กรรมถึงปริมาณร้อยละ50 แล้วก็ส่งผลทำให้คนที่รอดตายกำเนิดความพิกลพิการตามมา

  • หัวใจ ระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรังจะส่งผลทา ให้ผนังเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงหัวใจดกตัวขึ้นปริมาณเลือดเลี้ยงหัวใจต่ำลงหัวใจห้องล่างซ้ายทำงานมากมาขึ้น จำเป็นต้องบีบตัวมากขึ้นเพื่อต้านทานแรงดันเลือดในหลอดเลือดแดงที่มากขึ้นด้วยเหตุผลดังกล่าว ในระยะแรกกล้ามเนื้อหัวใจจะปรับพฤติกรรมจากภาวการณ์ความดันโลหิตสูงโดยหัวใจบีบตัวเพิ่มขึ้น เพื่อสามารถต่อต้านกับแรงต้านทานที่มากขึ้นเรื่อยๆแล้วก็มีการขยายตัวทำให้เพิ่มความครึ้มของฝาผนังหัวใจห้องล่างซ้ายกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดภาวะหัวใจห้องด้านล่างซ้ายโต (left ventricular hypertrophy) แม้ยังไม่ได้รับการดูแลและรักษาและก็เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถขยายตัวได้อีก จะก่อให้หลักการทำงานของหัวใจไม่มี
ประสิทธิภาพเกิดภาวะหัวใจวายกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

  • ไต ระดับความดันเลือดเรื้อรังมีผลกระตุ้นให้เกิดความเคลื่อนไหวของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงไตครึ้มตัวแล้วก็แข็งตัวขึ้น เส้นโลหิตตีบแคบลงทำให้เส้นโลหิตแดงเสื่อมจากการไหลเวียนของจำนวนเลือดไปเลี้ยงไตลดลงความสามารถการกรองของเสียลดลงรวมทั้งทา ให้เกิดการคั่งของเสียไตย่อยสลาย รวมทั้งอับอายขายหน้าที่เกิดสภาวะไตวายและก็มีโอกาสเสียชีวิตได้ มีการเรียนพบว่าผู้เจ็บป่วยโรคความดันเลือดสูงโดยประมาณปริมาณร้อยละ10 มักเสียชีวิตด้วยภาวการณ์ไตวาย
  • ตา คนเจ็บที่มีสภาวะความดันเลือดสูงรุนแรงและเรื้อรังจะก่อให้มีผลต่อความเคลื่อนไหวของฝาผนังเส้นเลือดที่ตาหนาตัวขึ้นมีแรงดัน ในหลอดเลือดสูงขึ้นมีการเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตาตีบลงหลอดเลือดฝอยตีบแคบอย่างรวดเร็วมีการหดเกร็งเฉพาะที่อาจมีเลือดออกที่เรตินาทำให้มีการบวมของจอภาพนัตย์ตา หรือจอประสาทตาบวม (papilledema) ทำให้การมองเห็นต่ำลงมีจุดบอดบางจุดที่ลานสายตา (scotomata) ตามัวและก็มีโอกาสตาบอดได้
  • หลอดเลือดในร่างกาย ความดันโลหิตสูงจากแรงต้านเส้นเลือดส่วนปลายมากขึ้นผนังเส้นเลือดหนาตัวจากเซลล์กล้ามเรียบถูกกระตุ้น ให้รุ่งเรืองมากขึ้นหรืออาจเป็นเพราะเนื่องจากมีไขมัน ไปเกาะผนังหลอดเลือดทำให้เส้นโลหิตแดงแข็ง (artherosclerosis) มีการเปลี่ยนของผนังเส้นเลือดหนาและตีบแคบการไหลเวียนเลือดไป เลี้ยงสมองหัวใจไตแล้วก็ตาลดลงทา ให้เกิดภาวะสอดแทรกของอวัยวะดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นตามมาไดแก้โรคหัวใจและ
เส้นโลหิตโรคเส้นโลหิตสมองแล้วก็ไตวายเป็นต้น

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคความดันโลหิต สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำคัญที่นำมาซึ่งโรคความดันโลหิตสูง อาทิเช่น พันธุกรรม โอกาสมีความดันเลือดสูง จะสูงมากขึ้นเมื่อมีคนภายในครอบครัวเป็นโรคนี้ เบาหวาน เนื่องจากว่าก่อกำเนิดการอักเสบ ตีบแคบของหลอดเลือดต่างๆรวมถึงหลอดเลือดไต โรคอ้วน รวมทั้งน้ำหนักตัวเกิน ด้วยเหตุว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของโรคเบาหวาน และโรคเส้นโลหิตต่างๆตีบจากภาวการณ์ไขมันเกาะผนังเส้นโลหิต โรคไตเรื้อรัง เพราะว่าจะมีผลถึงการผลิตเอ็นไซม์แล้วก็ฮอร์โมนที่ควบคุมความดันเลือดดังที่กล่าวผ่านมาแล้วแล้ว โรคนอนแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea) ดูดบุหรี่ เพราะว่าพิษในควันบุหรี่เป็นสาเหตุของการเกิดการอักเสบ ลีบของเส้นเลือดต่าง รวมทั้งเส้นโลหิตไต รวมทั้งเส้นโลหิตหัวใจ การติดเหล้า ซึ่งยังไม่รู้จักชัดแจ้งถึงกลไกว่าเพราะเหตุไรดื่มสุราแล้วจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความดันเลือดสูง แต่การศึกษาเล่าเรียนต่างๆได้ผลตรงกันว่า คนที่ติดสุรา จะทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าธรรมดา แล้วก็ได้โอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึงราว 50%ของผู้ติดสุราทั้งปวง ทานอาหารเค็มเป็นประจำ ต่อเนื่อง ดังเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว ขาดการออกกำลังกาย เพราะว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วนและเบาหวาน ผลกระทบจากยาบางประเภท ดังเช่นว่า ยาในกลุ่มสเตียรอยด์
  • กระบวนการรักษาโรคความดันเลือดสูง การวิเคราะห์โรคความดันเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูงวินิจฉัยจากการที่มีความดันเลือดสูงตลอดระยะเวลา ซึ่งตรวจเจอติดต่อกัน 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งควรห่างกัน 1 เดือน แม้กระนั้นถ้าเกิดตรวจเจอว่าความดันเลือดสูงมากมาย (ความดันตัวบนสูงยิ่งกว่า 180 mmHg หรือ ความดันตัวด้านล่างสูงกว่า 110 mmHg) หรือมีความผิดปกติของแนวทางการทำงานของอวัยวะจากผลของ   ความดันเลือดสูงร่วมด้วย ก็ถือว่าวิเคราะห์เป็นโรคความดันเลือดสูง และจะต้องรีบได้รับการดูแลและรักษา แพทย์วินิจฉัยโรค   ความดันเลือดสูงได้จาก เรื่องราวอาการ ประวัติความเป็นมาไม่สบายทั้งยังในสมัยก่อนและปัจจุบันนี้ ประวัติการรับประทาน/ใช้ยา การวัดความดันโลหิต (ควรจะวัดที่บ้านร่วมด้วยถ้าเกิดมีเครื่องมือ เนื่องจากว่าบางครั้งค่าที่วัดได้ที่โรงหมอสูงยิ่งกว่าค่าที่วัดเหมาะบ้าน) เมื่อวิเคราะห์ว่าเป็นความดันโลหิตสูง ควรตรวจร่างกาย รวมทั้งส่งตรวจอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อหาต้นสายปลายเหตุ หรือปัจจัยเสี่ยง ยิ่งกว่านั้น ต้องตรวจหาผลกระทบของความดันเลือดสูงต่ออวัยวะต่างๆอย่างเช่น หัวใจ ตา แล้วก็ไต เป็นต้นว่า ตรวจเลือดดูค่าน้ำตาลและก็ไขมันในเลือด ดูรูปแบบการทำงานของไต และก็ค่าเกลือแร่ในร่างกาย ตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจดูรูปแบบการทำงานของหัวใจ แล้วก็เอกซเรย์ปอด ทั้งนี้การตรวจเพิ่มอีกต่างๆจะสังกัดอาการคนป่วย รวมทั้งดุลยพินิจของแพทย์เพียงแค่นั้น
สโมสรความดันเลือดสูงแห่งประเทศไทย ได้แบ่งระดับความรุนแรงของความดันเลือดสูง ดังนี้




ระดับความรุนแรง


ความดันโลหิตตัวบน


ความดันโลหิตตัวล่าง




ความดันโลหิตปกติ
ระยะก่อนความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2


น้อยกว่า 120 และ
120 – 139/หรือ
140 – 159/หรือ
มากกว่า 160/หรือ


น้อยกว่า 80
80 – 89
90 – 99
มากกว่า 100




หมายเหตุ : หน่วยวัดความดันโลหิตเป็น มิลลิเมตรปรอท
ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรจะควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำลงมากยิ่งกว่า 140/90 มม.ปรอทแล้วก็ใน คนที่มีภาวการณ์เสี่ยงควรจะควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำลงมากยิ่งกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท รวมทั้งลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการกำเนิดโรคหัวใจและก็เส้นเลือดปกป้องความพิกลพิการแล้วก็ลดการเกิดภาวการณ์แทรกซ้อมต่ออวัยวะเป้าหมายที่สำคัญของร่างกายเช่นสมองหัวใจไตและตารวมถึงอวัยวะสำคัญอื่นๆซึ่งสำหรับในการรักษาและก็ควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ธรรมดามี 2 วิธีคือการดูแลและรักษาใช้ยารวมทั้งการดูแลรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือกระบวนการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำรงชีวิต
การดูแลและรักษาโดยวิธีการใช้ยา  (pharmacologic treatment) วัตถุประสงค์สำหรับในการลดระดับความดันเลือดโดยการใช้ยาคือการควบคุมระดับความดันโลหิตให้ลดต่ำยิ่งกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท โดยลดแรงต่อต้านของเส้นโลหิตส่วนปลายและเพิ่มปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจการเลือกใช้ยา ในคนไข้โรคความดันโลหิตสูงก็เลยขึ้นกับความเหมาะสมของคนป่วยแต่ละรายและควรจะพินิจต้นเหตุต่างๆตัวอย่างเช่นความร้ายแรงของระดับความดันเลือดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออวัยวะสำคัญ โรคที่มีอยู่เดิมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆซึ่งยาที่ใช้เพื่อการรักษาสภาวะความดันโลหิตสูงสามารถแบ่งได้ 7 กรุ๊ปดังนี้
ยาขับปัสสาวะ  (diuretics) เป็นกรุ๊ปยาที่นิยมใช้ในผู้เจ็บป่วยที่มีการดำเนินงานของไตแล้วก็หัวใจไม่ดีเหมือนปกติ ยากลุ่มนี้ได้แก่ ฟูโรซีมายด์ (furosemide) สไปโรโนแลคโตน(spironolactone) เมโทลาโซน (metolazone)
ยาต้านเบต้า (beta adrenergic receptor blockers) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยรวมกับเบต้าอดรีเนอร์จิกรีเซฟเตอร์  (beta adrenergic receptors) อยู่ที่หัวใจและก็เส้นโลหิตแดงเพื่อยั้งการตอบสนองต่อประสาทซิมพาธิติเตียนกลดอัตราการเต้นของหัวใจทำให้หัวใจเต้นช้าลงรวมทั้งความดันเลือดลดน้อยลง ยาในกลุ่มนี้ ดังเช่นว่า โพรพาโนลอล (propanolol)หรืออะคราวโนลอล (atenolol)
ยาที่ออกฤทธิ์กีดกันตัวรับแองจิโอเทนซินทู (angiotensin II receptorblockersARBs) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขยายเส้นเลือดโดยไม่ทำให้ระดับของเบรดดีไคนินเพิ่มขึ้นยากลุ่มนี้ อย่างเช่น แคนเดซาแทน  (candesartan), โลซาแทน (losartan) ฯลฯ
ยาต้านทานแคลเซียม (calcium antagonists) ยากลุ่มนี้ยับยั้งการเขยื้อนเข้าของประจุแคลเซียมในเซลล์ทำให้กล้ามผนังหลอดเลือดคลายตัวอาจก่อให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ตัวอย่างเช่น ยาเวอราขว้างมิวล์   (verapamil) หรือเนฟเฟดิไต่ (nifedipine)
ยาต่อต้านอัลฟาวันอดรีเนอร์จิก (alpha I-adrenergic blockers) ยามีฤทธิ์ต่อต้านโพสไซแนปติกอัลฟาวันรีเซฟเตอร์ (postsynaptic alpha 1-receptors) และก็ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดส่วนปลายทำให้เส้นเลือดขยายตัว ยาในกลุ่มนี้ดังเช่น พราโซซีน prazosin) หรือดอกซาโซซีน (doxazosin)
ยาที่ยั้งไม่ให้มีการสร้างแองจิโอเทนซินทู (angiotensin II convertingenzyme ACE inhibitors)ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยการยังยั้งแองจิโอเทนสินสำหรับการเปลี่ยนแองจิโอเทนซินวันเป็นแองจิโอเทนสินทูซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ยาในกลุ่มนี้ได้แก่อีทุ่งนาลาพริล (enalapril)
ยาขยายเส้นเลือด (vasodilators) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกล้ามเรียบที่อยู่รอบๆเส้นเลือดแดงทำให้กล้ามคลายตัวแล้วก็ยาต่อต้านทางในผนังเส้นเลือดส่วนปลาย ยาในกลุ่มนี้ดังเช่นไฮดราลาซีน (hydralazine), ไฮโดรคลอไรด์ (hydrochloride), ลาเบลทาลอล (labetalol)
การดูแลและรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำนงชีพ (lifestylemodification)  เป็นความประพฤติสุขภาพที่จำต้องปฏิบัติเสมอๆสม่ำเสมอเพื่อลดความดันเลือด และคุ้มครองภาวะแทรกซ้อนกับอวัยวะสำคัญคนไข้โรคความดันโลหิตสูงทุกราย ควรจะได้รับข้อแนะนำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำรงชีวิตควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยา คนป่วยต้องมีพฤติกรรมเกื้อหนุนสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ดังต่อไปนี้ การควบคุมของกินและควบคุมน้ำหนักตัว  การจำกัดอาหารที่มีเกลือโซเดียม  การออกกำลังกาย การงดดูดบุหรี่ การลดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์  การจัดการกับความตึงเครียด

  • การติดต่อของโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจาก ภาวการณ์แรงกดดันเลือดในเส้นโลหิตสูงยิ่งกว่าค่ามาตรฐาน ด้วยเหตุดังกล่าวโรคความดันโลหิตสูงก็เลยเป็นโรคที่ไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คน
  • การกระทำตนเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง เปลี่ยนพฤติกรรมด้านการบริโภค
  • การลดความอ้วนในคนที่มีน้ำหนักเกิน องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าในขั้นต้นควรลดน้ำหนัก อย่างต่ำ 5 โล ในคนป่วยความดันโลหิตสูง ที่มีน้ำหนักเกิน
  • การลดจำนวนโซเดียม (เกลือ) ในของกิน ลดโซเดียมในของกิน เหลือวันละ 0.5 – 2.3 กรัม หรือ เกลือโซเดียมคลอไรด์ 1.2 – 5.8 กรัม
  • ลดจำนวนแอลกอฮอล์ หรือจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิด 20 – 30 กรัมต่อวันในเพศชาย หรือ 10 – 20 กรัม ในผู้หญิง


จากการเรียนรู้ของกินสำหรับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงพวกเราชอบได้ยินชื่อ DASH (Dietary Approaches to stop Hypertension) เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ รวมทั้งสินค้านมไขมันต่ำ ร่วมกับการลดจำนวนไขมัน รวมทั้งไขมันอิ่มตัวในอาหาร
ตารางแสดงตัวอย่างของกิน DASH diet/ต่อวัน ได้พลังงาน 2100 กิโลแคลอรี่




หมวดอาหาร


ตัวอย่างอาหารในแต่ละส่วน




ผัก


ผักดิบประมาณ 1 ถ้วยตวง
ผักสุกประมาณ ½ ถ้วยตวง




ผลไม้


มะม่วง ½ ผล ส้ม 1 ลูก เงาะ 6 ผล กล้วยน้ำว้า 1 ผล แตงโม 10 ชิ้น
ฝรั่ง 1 ผลเล็ก มังคุด 1 ผลเล็ก




นม

  • นมพร่องมันเนย
  • นมครบส่วน




 
1 กล่อง (240 ซีซี)
1 กล่อง (240 ซีซี)




ไขมัน
ปลาและสัตว์ปีก


น้ำมัน 5 ซีซี เนย/มาการีน 5 กรัม
ปริมาณ 30 กรัม (ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)




แป้ง,ข้าว,ธัญพืช


ขนมปัง 1 แผ่น ข้าวสวย 1 ทัพพี




 
 
ออกกำลังกาย การบริหารร่างกายสำหรับคนที่มีความดันเลือดสูง ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิค (แบบใช้ออกสิเจน)เป็นการบริหารร่างกายที่มีการเคลื่อนอย่างสม่ำเสมอในช่วงระยะเวลาหนึ่งของกล้ามผูกใหญ่ๆซึ่งเป็นการใช้ออกซิเจนสำหรับในการให้พลังงาน จะได้ประโยชน์ต่อระบบหัวใจแบะเส้นเลือด เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นรถจักรยาน ฯลฯ ซึ่งการออกกกำลังกายควรปฏิบัติวันแล้ววันเล่า ขั้นต่ำวันละ 30 นาที หากไม่มีข้อบังคับ
                บริหารระงับความเครียด การจัดการคลายเครียดในชีวิตประจำวัน ตามหลักเหตุผลและหลักจิตวิทยามีอยู่ 2 แนวทาง
-              พากเพียรเลี่ยงเหตุการณ์หรือภาวะที่จะนำไปสู่ความตึงเครียดมาก
-              ควบคุมปฏิกิริยาของตัวเอง ต่อสิ่งที่รู้สึกทำให้เราเครียด
กินยารวมทั้งรับการดูแลรักษาตลอด รับประทานยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอไม่ขาดยา และก็เจอหมอตามนัดทุกหน ไม่สมควรหยุดยาหรือเปลี่ยนแปลงยาด้วยตัวเอง สำหรับผู้เจ็บป่วยที่ทานยาขับเยี่ยว ควรจะรับประทานส้มหรือกล้วยเสมอๆ เพื่อทดแทนโปตัสเซียมที่สูญเสียไปในเยี่ยวรีบเจอหมอด้านใน 24 ชั่วโมง หรือ ฉุกเฉิน มีลักษณะอาการดังนี้  ปวดหัวมาก อ่อนเพลียเป็นอย่างมากกว่าธรรมดามากมาย เท้าบวม (อาการของโรคหัวใจล้มเหลว) เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก จะเป็นลมเป็นแล้ง (อาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งต้องพบหมอเร่งด่วน) แขน ขาอ่อนแรง บอกไม่ชัด ปากเบี้ยว คลื่นไส้ คลื่นไส้ (อาการจากโรคเส้นโลหิตสมอง ซึ่งจำต้องเจอหมอฉุกเฉิน)

  • การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคความดันเลือดสูง สิ่งจำเป็นที่สุดที่จะคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคความดันเลือดสูง เป็นการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งหัวข้อการกิน การบริหารร่างกายโดย


-              ควรควบคุมน้ำหนัก
-              ทานอาหารที่มีสาระ ครบอีกทั้ง 5 หมู่ ในจำนวนที่เหมาะสม เพิ่มผักผลไม้ในมื้อของกินประเภทไม่หวานมากให้มากมายๆ
-              ออกกำลังกาย โดยออกเป็นเวลายาวนานกว่า 30 นาที และก็ออกแทบทุกวัน
-              ลดจำนวนเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์
-              พักผ่อนให้พอเพียง
-              รักษาสุขภาพจิต และอารมณ์
-              ตรวจสุขภาพรายปี ซึ่งรวมทั้งตรวจวัดความดันเลือด เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี หลังจากนั้นตรวจสุขภาพบ่อยตามหมอ แล้วก็พยาบาลเสนอแนะ
-              ลดอาหารเค็ม หรือเกลือสมุทร น้อยกว่า 6 กรัม ต่อวัน) รับประทานอาหารจำพวกผัก และผลไม้เยอะขึ้นเรื่อยๆ
ข้อเสนอแนะสำหรับเพื่อการลดการบริโภคเกลือและก็โซเดียม :-
เลือกซื้อผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์ที่สดใหม่แทนการเลือกซื้ออาหารบรรจุกระป๋อง ผักดองรวมทั้งอาหารสำเร็จรูป
ถ้าเกิดจะต้องเลือกซื้ออาหารกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปควรจะอ่านฉลากอาหารทุกคราว และก็เลือกสินค้าที่มีปริมาณโซเดียมต่ำหรือน้อย (สำหรับประชาชนทั่วๆไปควรจะบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา หรือน้อยกว่า 6 กรัมต่อวัน) ล้างผักแล้วก็เนื้อสัตว์ที่ใช้ปรุงอาหารให้สะอาด เพื่อชำระล้างเกลือออก ลดการใช้เกลือแล้วก็เครื่องปรุงรส หันมาใช้เครื่องเทศแล้วก็สมุนไพรที่มีจำนวนโซเดียมต่ำ ยกตัวอย่างเช่น หัวหอม กระเทียม ขิง พริกไทย มะนาว ผงกระหรี่ แทนไม่วางภาชนะหรือขวดใส่เกลือและก็เครื่องปรุงรสต่างๆยกตัวอย่างเช่น ซอส  ซีอิ๊วขาวและก็น้ำปลาไว้บนโต๊ะอาหารทุกมื้อลองอาหารก่อนรับประทาน ฝึกฝนการกินอาหารที่มีรสชาติพอดี ไม่เค็มจัดหรือหวานจัด ทำอาหารทา

2
อื่นๆ / สัตววัตถุ มดเเดง
« เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 08:19:44 AM »

มดแดง
มดแดงเป็นมดประเภทหนึ่ง มีสีแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oecophyllasmaragdina(Fabricius)
จัดอยู่ในวงศ์ Formicidae
ชีววิทยาของมด
มดเป็นแมลงพวกหนึ่ง มีลักษณะที่สำคัญเป็น  บริเวณส่วนท้องคอดกิ่วในช่วงเวลาที่ตืดกับอกทางด้านหลังของส่วนท้องปล้องที่ ๑  หรือในมดบางประเภทศูนย์รวมไปถึงข้อที่  มดมีลักษณะเป็นโหนกสูงมากขึ้น โหนกนี้อาจโค้งมนหรือมีลักษณะเป็นแผนแบนก็ได้ ลักษณะโหนกนี้เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้มดไม่เหมือนกันกับกลุ่มแมลงที่มองคล้ายกัน  เช่น  พวกต่อและแตน หรือแตกต่างไปจากปลวกที่คนทั่วไปมักงงกัน โดยมองเห็นมดกับปลวกเช่นกันไปหมด เว้นเสียแต่ไม่เสมือนมดตรงที่ไม่มีโหนกแล้วปลวกยังมีส่วนท้องไม่คอดกิ่วอีกดัวย ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะปล้องแรกๆของส่วนท้องของปลวกนั้น มีขนาดโตเท่าๆกับส่วนนอก หรือโตกว่าส่วนนอก
มดอยู่รวมกันเป็นกรุ๊ปเดียวกับปลวก มีชีวิตแบบสังคม โดยทำรังอยู่ดัวยกันรังหนึ่งๆเป็นร้อย เป็นพัน หรือ หลายหมื่น หลายแสนตัว ไม่มีจำพวกใดอยู่สันโดษ ประกอบดัวยวรรณะ แต่ละวรรณะมีขนาด รูปร่าง ลักษณะ รวมทั้งเพศไม่เหมือนกัน กล่าวคือ มดตัวเมียเป็นแม่รัง เพศผู้เป็นบิดารัง และมดงานอันเป็นมดตัวเมียที่เป็นหมันปฏิบัติภารกิจสร้างรัง เลี้ยงรัง แล้วก็เฝ้ารัง แต่ละวรรณะอาจมีรูปร่างลักษณะแตกต่างออกไปอีก
อาทิเช่น มดงานซึ่งเป็นพวกที่ไม่มีปีกก็อาจปฏิบัติภารกิจทำรังและก็เลี้ยงรัง เหล่านี้มีร่างกายขนาดปรกติ หัว อก รวมทั้งท้องได้สัดส่วนกัน แต่ในขณะเดียวกันบางทีอาจเจอมดงานซึ่งทำหน้าที่เฝ้ารัง มดเหล่านี้เว้นเสียแต่ตัวใหญ่มากยิ่งกว่ามดงานธรรมดาอย่างมากแล้ว ยังมีหัวโต ฟันกรามใหญ่ มิได้รูปร่างกับลำตัวดัวย
ในหมู่มดเพศผู้รวมทั้งมดตังเมียซึ่งเป็นพ่อรังและแม่รังนั้น อาจเจอได้ทั้งพวกที่มีปีกและไม่มีปีก หรือมีลำตัวโตหรือเล็กขนาดพอๆกับมดงานก็มี แม้กระนั้นมดตัวเมียที่เป็นแม่รังนั้นมักมีขนาดโตกว่าเพศผู้แล้วก็มดงาน บางทีอาจพิจารณามดตัวผู้ได้จากดางตาที่โตกว่ามดแม่รังรวมทั้งมดงานลูกรัง ซึ่งพวกข้างหลังนี้มักมีตาเล็ก จนกระทั่งบางคราวเกือบจะมองไม่เห็นว่าเป็นตา ส่วนมดพ่อรังหรือมดแม่รังที่มีปีกนั้น รูปแบบของปีกไม่เหมือนกับพวกปลวกหรือแมลงเม่าอย่างชัดเจน พูดอีกนัยหนึ่ง ปีกคู่หน้าของมดโตกว่าปีกคู่หลังมากมาย รูปร่างของปีกคู่หน้าและก็ปีกคู่ข้างหลังก็ต่างกัน และก็ที่สำคัญคือมีเส้นปีกน้อย ส่วนปลวกนั้น ปีกคู่หน้ากับปีกคู่ข้างหลังมีขนาดไล่เลี่ยกัน และรูปร่างของปีกก็คล้ายกัน เส้นปีกมีมากกว่าเส้นปีกของมดมากมาย เห็นเป็นลวดลายเต็มไปทั้งปี

สมุนไพร ในตอนนี้มีการโดยประมาณกันว่า มดที่มีการแยกชื่อวิทยาศาสตร์ไว้แล้ว มีอยู่ไม่น้อยกว่า ๖,๐๐๐ชนิด ชาวไทยต่างเคยชินกับมดอย่างดีเยี่ยม ด้วยเหตุว่ามีมดหลายชนิดอาศัยตามบ้านเมือง หรือในบริเวณใกล้เคียงกัยอาคารบ้านเรือน การเรียกชื่อมดของชาวไทยบางทีอาจเรียกชื่อตามสีสันของมด โดยการเรียก “มด” นำหน้า ได้แก่ มดแดง(OecophyllasmaragdinaFabrius) เพราะมีตัวสีแดง มดดำ (CataulacusgranulatusLatreillr, Hypocli-neathoracicus Smith) ซึ่งสติไม่ดีไปเป็นมด ฯลฯ มดบางประเภทพวกเราเรียกชื่อตามอาการอันมีเหตุที่เกิดจากถูกมดนั้นกัด ดังเช่นว่า มดคัน (CamponotusmaculatusFabricius) ซึ่งเมื่อถูกกัดแล้วจะมีผลให้รู้สึกคันในรอบๆแผลที่กัด  หรือมัดคันไฟ  (Solenopsis  geminate Fabricius, SolenopsisgeminataFabricius var. rufaJerdon) ซึ่งเมื่อถูกกัด นอกเหนือจากมีลักษณะคันแล้ว ยังมีลักษณะอาการแสบร้อนราวกับถูกไฟลวก
บางประเภทก็เรียกตามกิริยาอาการที่มดแสดงออก ยกตัวอย่างเช่น มดลนลาน (AnoploessislongipesJerdon) ซึ่งเป็นมดที่ถูกใจวิ่งเร็วและก็วิ่งพล่านไป เปรียบวิ่งดัวยความตระหนกตกใจ  มดประเภทนี้บางที่เรียกสั้นๆว่า มดตะลาน  ที่เพี้ยนเป็นมดตาลานก็มี หรือมดตูดงอล (CrematogasterdoheniiMaye) อันเป็นมดที่เวลาเดินหรือวิ่งมักชูท้องอืดสูงตั้งฉากกับพื้น  ทำให้มองเสมือนตูดงอล  ฯลฯ
มดบางชนิดเป็นมดที่ประชากรตามท้องถิ่นใช้บริโภค  ก็เลยเรียกไปตามรสเช่น  ทางภาคเหนือ  อันเช่น  ชาวจังหวัดแพร่  น่าน  ลำพูน  จังหวัดเชียงราย  เชียงใหม่  ฯลฯ  นิยมใช้มดแดงซึ่งมีรสเปรี้ยวแทนน้ำส้ม  ก็เรียกว่า มดส้มหรือมดมัน  ซึ่งชาวบ้านบางถิ่นนิยมกินกันเหตุเพราะมีรสชาติมันและก็อร่อย  ก็เลยเรียกชื่อตามรสชาตินั้น อย่างไรก็ดี  มีมดบางจำพวกที่ราษฎรมิได้รัยกชื่อโดยใข้คำ “มด” นำหน้าเป็นต้นว่า เศษไม้ดิน (Doeylusorientalis  Westwood) ซึ่งเป็นมดชนิดหนึ่งที่ทำลายกัดรับประทานฝักถั่งลิสงที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอยู่ในดิน
มดก็เช่นเดียวกับแมลงประเภทอื่นที่อาจมีการรัยกชื่อสติไม่ดีไปตามท้องภิ่นเช่น  แม่รังที่มีปีกของมดแดง (OecophyllasmsrhdineFabrius) ชาวชนบทในแคว้นภาคอีสาน  อันดังเช่นว่า  ชาวจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ นครพนม ร้อยเอ็ด จังหวัดอุบลราชธานีเรียกแม่เป้งในระหว่างที่คนภาคกบางมัดเรียกมดโม่ง  ส่วนชาวจังหวัดภาคใต้  ดังเช่น  ชุมพร  สุราษฎร์  สงขา  นครศรีธรรมราช  จังหวัดภูเก็ต  เรียกว่าแม่เย้าหรือแม่เหยา
มดมีวงจรชีวิตในลักษณะที่บิดารังรวมทั้งแม่รังที่มีปีกจะบินอกกจากรังรวมทั้งผสมพันธุ์กันเมื่อถึงเวลาแล้ว  มดตัวผู้มักตาย  มดตัวเมียซึ่งจัดแจงทำรังใหม่ก็จะหาที่พักพิงอันมิดชิด  แล้วสลัดปีกทิ้ง  รอกระทั่งไข่แก่ก็จะว่างไข่ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อนแม่รังก็จะให้อาหารเลี้ยงลูกอ่อนตราบจนกระทั่งเข้าดักแด้  และก็อกกมาเป็นตัวโตเต็มที่กลายเป็นมดงานที่อุปการะแม่ต่อไป  เมื่อมดงานทำหน้าที่เลี้ยงรังได้แล้ว  แม่รังก็ทำ
หน้าที่วางไข่เพียงอย่างเดียว  การควบคุมวรรณะของรังบางทีอาจปฏิบัติโดยการวางไข่ที่ไม่เหมือนกัน  เช่น  ขนาดแตกต่าง  ไข่ขนาดเล็ฟกออกมาเป็นมดตัวเมียที่เป็นแม่รังและก็มดงาน  ส่วนไข่ขนาดใหญ่เป็นมดเพศผู้หรือมดพ่อรัง  รูปแบบของวงจรชีวิตอย่างนี้แตกต่างจากปลวก  เนื่องจากว่าปลวกนั้นเป็ฯแมลงเม่า  ซึ่งประกอบดัสยพ่อแล้วก็แม่ปลวกที่มีปีกบินขึ้นผสมกันแล้  พ่อรังมักมีชืวิโคนยู่และก็ร่วมทำรักับแม่ปลวกซึ่งจัดเตรียมวางไข่  เมื่อไข่ฟักเป็นตัว  ก็จะเป็นปลวกงานซึ่งสามารถดำเนินงานชุบเลี้ยงบิดามารดาได้โดยไม่ต้องคอยให้โตเต็มที่ซะก่อน
นิสัยคาวมเป็นอยู่ของมดก็มีลักษณะต่างๆกัน  บางพวกทำรังอยู่บนต้อนไม้โยใช่ใบไม้ที่อาศัยมาห่อทำเป็นรวงรัง  ยกตัวอย่างเช่นมดแดง  หรือขนเศษพืชดินผสมน้ำลายสร้างรังชิดกับไม้ที่อาศัย  ยกตัวอย่างเช่นมดลี่หรือมดก้นงอล  บางพวกสร้างรังในดินมีลักษณะเป็นช่องสลับซับซ้อนเหมือนรังปวก  ดังเช่นมดมันหรือแมลงมัน  รังของมดก็เลยมัรูปแบบของสิ่งของที่สร้าง  องค์ประกอบ  และรูปร่างนานับประการมากมายก่ายกองให้เห็นได้เสมอ
ชีวิวิทยาของมดแดง
เมื่อมดแม่รังได้รับการผสมพันธุ์แล้ว  พอไข่แก่ก็จะตกไข่  ไข่มดแดงมีขนาดเล็กสีขาวขุ่น  จะถูกวางเป็นกระจุกใกล้กับใบไม้ข้างในรัง   ไข่ที่ได้รับการผสมจะเจริญก้าวหน้าไปเป็นมดงานแล้วก็มดแม่รังส่วนไข่ที่ไม่ได้รับผสมจะรุ่งโรจน์ไปเป็นมดเพศผู้  เมื่อไข่รุ่งเรืองขึ้นก็จะเข้าสู้ระยะตัวอ่อนในตอนนี้อาจกินอาหารและขยับตัวได้นิดหน่อย  จากนั้นก็แปลงเป็นดักแด้ซึ่งมีลักษณะคล้ายตัวสมบูรณ์เต็มวัยทุกสิ่ง ขาและปีกเป็นอิสระจากลำตัว  รวมทั้งหยุดรับประทานอาหาร  และจากนั้นก็จะลอกตราบออกมาเป็นตัวเต็มวัย  แล้วก็ที่ขาวขุ่นก็จะเริ่มกลายเป็นสีอื่นตามวรรณะมดตัวโตเต็มวัยอีกทั้ง๓ วรรณะดังเช่น
๑. มดแม่รัง มีความยาว  ๑๕-๑๘ มิลลิเมตร  สีเขียวใสจนกระทั่งสีน้ำตาลปนแดงหัวรวมทั้งอกสีน้ำตาลคล้ายมดงาน  แม้กระนั้นหัวกว้างว่า  ส่วนนอกสั้น  อกข้อแรกตรงอกบ้องที่ ๓ ทู่ ขาสั้นกว่ามดงาน ปีกกว้าง  ข้อต่อหนวดสั้นกว่ากว่ามดงาน  ส่วนท้องเป็นรูปไข่  เมื่อได้รับการผสมพันธุ์แล้ว  จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าตัว  ปฏิบัติหน้าที่เพาะพันธุ์  รังหนึ่งอาจพบมดแม่รังหลายตัว  แต่จะมีเพียงตัวเดียวแค่นั้นที่จะผสมพันธุ์ได้
๒. มดเพศผู้  มีความยาว ๖-๗ มิลลิเมตร  ลำตัวสีดำ  หัวเล็ก  ฟันกรามแคบตาพอง  หนวดเป็นแบบเส้นด้าย  มี ๑๓ บ้อง  ฐานหนวดยาว  ปลายเส้นหนวดค่อยๆใหญ่ขึ้นเป็นรูปกระบอก  อกข้อที่ ๓ ใหญ่  ข้อต่อหนวดยาว  ท้องรูปไข่  ปีกสีนวลใสมีหน้าที่ผสมพันธุ์พียงอย่างเดียว  อายุสั้นมากมาย  เมื่อสืบพันธุ์แล้วจะตาย
๓.  มดงาน  มีความยาว ๗-๑๑ มม.  กว้าง ๑.๕– ๒ มม.  สีแดงหัวและก็อกมีขนสั้นๆ หัวกลม  ส่วนล่างแคบ  กรามไขว้กัน  ปลายแหลมโค้งตอนหน้าแคบ  อกข้อที่  ๒  กลม  โค้งขึ้น  อกบ้องที่ ๓ คอด  คล้ายอาน  ขายาวเรียว  ข้อต่อหนวดรูปไข่  ส่วนท้องสั้น  เป็นมดตัวเมียที่เป็นหมันไม่มีปีก  มีหน้าที่หาร  ทำรัง  และก็คุ้มครองศัตรู
คุณประโยชน์ทางยา
ตำราเรียนสรรพคุณยาบาราณว่า  น้ำเยี่ยวมดแดงสีรสเปรี้ยว  ฉุน  สูดดมแก้ลมแก้พิษเสลดเลือด ราษฎรบางถิ่นใช้มดแดงทำลายพิษ  โดยการเอารังมดแดงมาเคาะใส่บริเวณปากแผลที่ถูกงูพิษกัด  ให้มดต่อยที่รอบๆนั้น  ไม่นานมดแดงก็จะตาย  ใช้มือเฉือนเอามดแดงเอาไป  แล้วเคาะมดแดงลงไปใหม่  ทำใหม่ๆไปเรื่อยๆจยกว่าจะถึงมือแพทพ์  บางครั้งบางคราวอาจจำเป็นต้องใช้มดแดงถึงกว่า ๑๐ รัง นอกจาก  ชาวบ้านบางถิ่นยังอาจใช้เยี่ยวมดแดงทำความสอาดรอยแผลได้โดยเฉพาะเมื่อเกิดรอยแผลขึ้น  และไม่อยู่ในข้อจำกัดที่จะทำความสะอาดรอยแผลหรือหายาใส่แผลได้  เช่น  เมือ่อยู่ในป่าหรือในท้องนา  ก็บางทีอาจเอามดแดง ๕-๑๐ ตัว (ตามขนาดของรอยแผล)  วางไว้บริเวณปากแผล  ให้ปวดแสบปวดร้อนมากมาย
พระคู่มือธาตุวิภังค์ให้ยาแก้ “วัณโรค ๗ ประการ”  อันกำเนิดบางทีอาจ “หนองพิการหรือแตก” ซึ่งทำให้เกิดอาการไอ  ซูบผอม  เบื่ออาหารยาขนานนี้เข้า “รังมดแดง” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ปุพ์โพ  คือหนองพิการหรือแตก ให้ไอเป็นอย่างยิ่ง  ให้กายซูบซีดหนัก  ให้รับประทานอาหารไม่จักรส  มักเป็นฝีในท้อง ๗ ประการ  ถ้าจะแก้ท่านให้เอารังมดแดง ๑ ตำลึง  หัวหอม ๑ ตำลึง ๑ บาท ขมิ้นอ้อยยาว ๑ องคุลี  ยาทั้ง ๗ สิ่งนี้ ต้ม ๓ เอา ๑ แทรก ดีเกลือตามธาตุหนักรวมทั้งธาตุเบาชำระบุพร้ายเสียก่อน แล้วจึงประกอบยาประจำธาตุในเสมหะก็ได้

Tags : สมุนไพร

3
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเมลงสาบ
« เมื่อ: มกราคม 03, 2018, 09:10:17 AM »

แมลงสาบ
แมลงสาบเป็นแมลงที่มนูษย์รู้จักกันดีมาตั้งแต่โบราณ ชื่อ “แมลงสาบ” แล้วก็ “แมลงแกลบ” เป็นชื่อทั่งๆไปที่คนประเทศไทยทางภาคกลางใช้เรียกแมลงสาบในตระกูล  Blattidaeหลายประเภท ทางถลาคเหนือเรียก แมลงแสบ หรืออร่อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก แมงกะจั๊ว กะจั๊ว หรือ กาจั๊ว ส่วนภาคใต้เรียกแมลงแกลบว่า แมงแปะหรือ แมงแป้ แมลงในตระกูลนี้พบทั้งโลกมีราว ๒๕๐ สกุล  ราว ๕,๐๐๐ ประเภท
แมลงสาบประเภทสำคัญ
แมลงสาบชนิดสำคัญๆที่พบแพร่หลายไปทั่วทั้งโลกมี ๕ ประเภท ได้แก่
๑.แมลงสาบเยอรมัน  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blattellagermanica(Linnaeus) มีชื่อสามัญว่า  German cockroach  หรือ water bug  หรือ croton bug  ชาวไทยพวกเรามักเรียกแมลงแกลบบ้าน  เป็นชนิดที่รู้จักกกันยอดเยี่ยมแล้วก็ดพร่หลายชนิดกว้างขวางพยได้มากที่สุด  เป็นแมลงสาบขนาดเล็ก  ลำตัวยาว ๑.๒-๑.๖ ซม.  สีน้ตาลเหลืองชีด  มีแถบสีน้ำตาลเข้มตามแนวยาว ๒ แถบ  ทั้งสองเพศมีปีก  ตัวเมียพบบ่อยถุงไข่ที่ปลายของส่วนท้อง  ออกหากินตอนเวลากลางคือน  เจอในบ้านเรือน  ในที่มีของกิน เป็นต้นว่า ที่ชื้นและก็อุ่น  รับประทานของที่ตายแล้ว
๒.แมลงสาบชีบโลกตะวันออกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าBlattellaorientalis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  oriental  cockroach  หรือ  black  beetle  คนไทยเรียกแมลงสาบ  มีขนาดกึ่งกลาง  ลำตัวยาวรวม ๒.๕ ซม.  ตัวเมียนั้นปีกไม่รุ่งโรจน์  แต่ว่าเพศผู้มีปีกยาว  แต่ว่าปีกมัยยาวไม่พ้นส่วนท้อง  เข้ามาในหมู่บ้านทางท่ออาหารท่อที่มีไว้ระบายน้ำ  มักอยู่ตามดินที่ชื้อนเฉอะแฉะ  เป็นแมลงสาบที่ทำให้มีกลิ่นเหม็น  รับประทานอาหารทุกประเภท  พบมากตสม  กองขยะหรือของเน่าเสียต่างๆ ชอบรับประทานของที่มีแป้งอยู่ด้วย
๓.แมลงสาบอเมริกา  มีชื่อวิทยาศาสตร์Periplanetaamericana(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  American  cockroach  ชาวไทยแมลงสาบ  มีขนาดใหญ่ที่สุด  ลำตัวยาว ๓-๔ ซม.  สีน้ำตาลปนแดง  มีถิ่นเกิดในอเมรกากึ่งกลาง  แต่ว่าเดี๋ยวนี้แพร่หลายไปทั่วโลก  อีกทั้ง ๒ เพศมีปีกยาวปกคลุมถึงท้อง  เป็นแมลงที่รวดเร็ว  ถูกใจที่อุ่น  ที่เปียกแฉะ  ถูกใจอยู่ในที่มืด  ออกหากินใจกลางคือ  รับประทานของที่ตายแล้วและเศษอาหารทุกสิ่งทุกอย่าง
๔.แมลงสาบออสเตรเลีย  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Periplanetaaustralasiae(Fabeius) มีชื่อสามัญว่าAustralian  cockroach  คนประเทศไทยเรียกแมลงสาบ  ชนิดนี้มีสีน้ำตาลปนแดง  คล้ายแมลงสาบอเมริกัน   ๒ เพศมีปีกยาว  ชอบอาศัยอยู่นอกตึก  กินอาหารทุกสิ่งทุกอย่าง  โดยมากกินซากพืชที่ตายแล้ว
๕.แทลงสาบเมืองร้อน  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Supellasupellectilium(Serville) มีชื่อสามัญว่าtropical  cockroachหรือ  brown-banded cockroachคนประเทศไทยมักเรียกแมลงสาบลาย  จำพวกนี้มีลัษณะเหมือนตามแมลงสาบเยอรมัน  แม้กระนั้นมีขนาดเล็กกว่า  ลำตัวยาว ๑-๑.๒ มม.  มีแถบสีเหลืองตามทางขวาง ๒ แถบ แถบแรกอยู่โคนปีก  อีกแถบอยู่ปีก  ส่วนใหย่ปีกมักไม่ปิดปลายส่วนท้อง  เจอทั่วไป  หากินค่ำคืนถูกใจบิน  ชอบอยู่ในที่แห้งรวมทั้งร้อน  ชอบอยู่ที่สูง อย่างเช่นในตู้เสื้อผ้ส  รับประทานอาหารทุกประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่งของเสียรวมทั้งของที่ตายแล้ว
๖.แมลงสาบสุรินัม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pycnocellissurinamensis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่าSurinamcockroach  คนประเทศไทยมักเรียก แมลงสาบหรือแกลบขี้เลื่อย  เพราะว่าพบตามกองขี้เลื่อย  มีขนาดลำตัวยาวราว ๑.๕ เซนติเมตร  ส่วนท้องกว้างที่สุด ๑ เซนติเมตร  ส่วนหัวรวมทั้งอกข้อแรกสีดำ ขอบข้างหน้ารวมทั้งด้านข้างแทบตลอกมีสีเหลืองแก่  ปีกสีน้ำตาล  ขาสีน้ำตาลอ่อน  ยกเว้นขาข้างหลังสีน้ำตาลเข้มตัวเมียปีกสั้นกว่าลำตัว  เมื่อหุบปีกจีงเห็นปลายท้องโผล่ออกมา  อาศัยอยู่นอกบ้านตามกองขี้เลื่อย  กองแกลบ  และกองขยะที่เปื่อยยุ่ย  นิมจับมาเกี่ยวเบ็ดเป็นเหยื่อสำหรับตกปลา

ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “ขี้แมลงสาบ” เข้าเป็นเครื่องยาในยาไทยหลายขนาน  ขี้แมลงสาบที่ใช้นั้นเป็นขี้แมลงสาบที่อาศัยอยู่ตามบ้านเมือง  นำมารวมกัน  ก่อนใช้จะต้อง “ฆ่า” ซะก่อนขั้นตอนการทำก็คือ  ให้นำไปคั่วให้เกรียมก่อนประยุกต์ใช้  หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า  ขี้แมลงสาบคั่วมีรสจืดชืด  แก้อักเสบฟกบวม  แก้พิษร้อน  แก้กาฬโรค ในพระคัมภีร์มุจาปักขันทกาให้ยาแก้นิ่วขนานหนึ่งเข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ หากจะแก้ท่านให้เอาพริกไท ๑ ขิงดีปลีกระเทียม ๑ ผิวมะกรูด ๑ ไพรขมิ้นอ้อย ๑ ทองคำถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ เอาสิ่ง ๑ บาท  น้ำประสารทองคำสตุๆเท่ายาทั้งหลาย  บดทำแท่งไว้  ก็เลยเอาสารส้มยัดเข้าในผลแตงกวา  หมกไฟแกลบห็สุกบีบเอาน้ำฝนยานี้รับประทาน ในพระตำราปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่งชิอ “ยามหาไชยมงคล”  ใช้แก้หอบ  แก้ไข้  ยาขนานนี้เข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ยาเชี่อมหาไชยมงคลแก้หอบ  ท่านให้เอา  กฤษณาจันทน์ชะมด ๑ เปลือกสันมีดพร้านางแอ ๑ หญ้าพันงูแดง ๑ กำมถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ ผลผักชี ๑ นอแรด ๑ งาเขากวาง ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเท่าเทียมกัน  ทำเป็นจุณ  บดปั้นแท่ง  ละลายน้ำมะนาวกินหอบทราง  ถ้าหากจะแก้ไข้เหนือละลายน้ำใบทับทิมต้ม

Tags : สมุนไพร

4
อื่นๆ / สัตววัตถุ หมาร่า
« เมื่อ: ธันวาคม 27, 2017, 04:44:40 PM »

หมาร่า
หมาร่า เป็นแมลงชนิดต่อหรือแตน แต่ว่าสร้างรังรูปร่างไม่เหมือนกันด้วยดินเหนียวหรือดินเหนียวผสมทราย ติดอยู่ที่กิ่งไม้หรือวัสดุอื่นข้างนอกบ้านเรือน หรือตามขื่อ ฝ้าเพดานในบ้าน ดังนี้สุดแต่ชนิดของหมาร่า ซึ่งมีอยู่มากไม่น้อยเลยทีเดียวหลายประเภท ในวงศ์ sphecidae รวมทั้งสกุล Eumenidae สุนัขร่า เป็นแมลงที่มีชีวิตอย่างสันโดษ จึงเรียก solitary  wasp  ไม่อยู่จับกลุ่มกันเป็นแบบสังคม ราวกับต่อหลวงหรือต่อหัวเสือ ซึ่งเป็นจำพวก social  wasp
สมุนไพร หมาร่าเป็นมังล่า เป็นชื่อที่เรียกกันในภาคกึ่งกลาง ทางภาคตะวันออก อาทิเช่น จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี เรียกเป็น หมาร่า หมาล้า หรือ หมาล้า ทางภาคตะวันตกอาทิเช่น   กาญจนบุรี เรียก แมงไม้  ไม้ หรือ ไอ้ไม้ ทางภาคเหนือยกตัวอย่างเช่น เชียงใหม่ จังหวัดลำพูน ลำปาง จังหวัดเชียงใหม่ น่าน เรียก แมงไม้ หรือ ไม้ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเช่น จังหวัดบุรีรัมย์   นครราชสีมา จังหวัดสุรินทร์  ศรีสะเกษ ขอนแก่น มหาสารคาม จังหวัดนครพนม อุดรธานี จังหวัดกาฬสินธุ์ เรียก ไน หรือ สุนัขไน ส่วนด้านใต้ อาทิเช่น ชุมพร กระบี่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต   นครศรีธรรมราช สงขลา จังหวัดยะลา เรียก สุนัขบ้า หรือ สุนัขแมงบ้า

5
อื่นๆ / สัตววัตถุ กุ้ง
« เมื่อ: ธันวาคม 27, 2017, 12:12:39 PM »

กุ้ง
กุ้งเป็นชื่อเรียกสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย อันดับเคดาโพดา (order Decapoda) มีหลายตระกูล สัตว์เหล่านี้หายใจด้วยเหงือก ลำตัวยาว แบน หรือ กลม แบ่งเป็นบ้องๆเปลือกที่ห่อท่อนหัวแล้วก็อกหุ้มลงมาถึงอกปล้องที่ ๘ ส่วนใหญ่กรีมีลักษณะแบนข้าง ก้ามที่ขาอยู่ที่ท่อนหัวรวมทั้งอก มี ๑๐ ขา พบได้อีกทั้งในน้ำจืด เช่น กุ้งหลวง กุ้งก้ามเกลี้ยง รวมทั้งในน้ำเค็ม ยกตัวอย่างเช่น กุ้งว่าวกุลาดำ
กุ้งในประเทศไทย
กุ้งที่พบในประเทศไทยมีมากหลายประเภท แต่ว่าที่มีขนาดใหญ่และบริโภคกันทั่วไป เช่น
๑.กุ้งก้ามกราม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium rosenbergii (de Man)
จัดอยู่ในวงศ์Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า giant freshwater prawn หรือ giant prawn กุ้งใหญ่ กุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามคราม ก็เรียก เพศผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียซึ่งเรียกกันว่า กุ้งนาง
กุ้งชนิดนี้เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาว ๑๕-๒๕ เซนติเมตร ลำตัวสีครามอีกทั้งเข้มและก็จางสลับกันเป็นลายพิงขวางลำตัว ขาคู่ที่ ๒ เป็นขาก้ามขนาดใหญ่ สีน้ำเงินหรือสีฟ้าอมเหลือง ใช้ป้องกันภัย แล้วก็กอดรัดตัวเมียในขณะสืบพันธุ์ ส่วนปลายของกรีเรียวงอน ฟันกรีด้านข้างล่างมี ๘-๑๕  ซี่ มีกระเพาะอยู่กึ่งกลางทางด้านบนใต้เปลือกหัว  ไส้ทอดตามสันหลังไปถึงหาง หัวใจอยู่ถัดจากตอนท้ายของกระเพาะไปถึงตอนท้ายของเปลือกหัว มีตับทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย  เรียก มันกุ้ง อยู่ทางส่วนหน้าบริเวณข้างๆของส่วนหัว  ตับมีไขมันประกอบอยู่มากมายลเป็นส่วนที่นิยมกินกันในหมู่คนไทย ตัวเมียที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้จะมีรังไข่สุกในรอบๆใจกลางของเปลือกหัว มีสีส้มหรือสีเหลือง ดูได้ง่ายชาวบ้านเรียก แก้วกุ้ง กุ้งหลวงรับประทานทั้งยังสัตว์และก็พืชเป็นของกิน โดยมากเป็นหนอนน้ำต่างๆ รากพืช  ซากพืช  หาอาหารโดยการสูดและสัมผัส  ถ้าเกิดขาดอาหารจะกินกันเอง  กุ้งชนิดนี้หาเลี้ยงชีพตลอดทั้งวัน  แต่จะรวดเร็วมากยามค่ำคืน  เป็นปกติอาศัยอยู่ในแม่น้ำ  คลอง  หนอง  สระ ที่มีทา น้ำติดต่อกับสมุทร  สืบพันธุ์และก็ตกไข่บริเวณน้ำกร่อยปากแม่น้ำเมื่อตัวอ่อนโตพอก็จะว่ายน้ำกลับไปยังรอบๆแหล่งน้ำจืด
๒. กุ้งก้ามเกลี้ยง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium sintangensis ( de Man )
จัดอยุ่ในวงศ์ Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า  Sunda  river prawn
กุ้งแม่น้ำขาแดง ก็เรียก กุ้งประเภทนี้เป็นกุ้งน้ำจืด ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาวราว ๙ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลหรือสีฟ้าแกมเขียว เปลือกหัวเรียบ กรีเรียวงอน  ฟันกรีด้านบนมี ๙-๑๓ ซี่ ด้านล่างมี ๒-๖ ซี่ ขาคู่ที่ ๒ มีขนาดใหญ่กว่า  โดยมีความยาวใกล้เคียงกับลำตัว และก็มีปื้นสีน้ำตาลกระจัดกระจายอยู่เป็นหย่อมๆขอบด้านในของโคนปล้องที่ ๗ ของขาคู่นี้คราวตุ่ม ๒-๓ ตุ่ม เฉพาะตัวผู้ที่โตเต็มวัยมีขนนุ่มคล้ายกำมะหยี่สีส้มปนแดง ปกคลุมบริเวณรอยต่อระหว่างปล้องต่างๆของขาคู่ที่ ๓, ๔ และ ๕ เหมือนเคยอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง รวมทั้งแหล่งน้ำจืดชืดที่มีทางน้ำติดต่อกับทะเล  ผสมพันธุ์แล้วก็วางไข่บริเวณน้ำกร่อยปากแม่น้ำ
๓.  กุ้งว่าวกุลาดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus monodon Fabricius
จัดอยู่ในสกุล Penaeidae
มีชื่อสามัญว่า tiger prawn  jumbo หรือ grass prawn
กุ้งจุฬาหรือ กุ้งแขกดำก็เรียก กุ้งชนิดนี้เป็นกุ้งสมุทรขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายห่งยาวราว ๓๐ เซนติเมตร ลำตัวสีน้ำตาลปนเขียวรวมทั้งมีแถบสีเข้มกับสีจางพิงขวางตลอดลำตัว เปลือกหัวเกลี้ยง ไม่มีขน  ฟันกรีด้านบนมี๗-๘  ซี่ ด้านล่างมี ๓ ซี่  ช่องข้างกรีทั้งสองด้านแคบรวมทั้งยาวไม่ถึงฟันกรีซี่ท้ายที่สุด  เป็นกุ้งที่ตัวโต มักอยู่ภายในเขตพื้นที่ที่กระเป๋านทรายผสมโคลน  กินทั้งยังพืชรวมทั้งสัตว์เล็กๆในน้ำเป็นอาหาร  เมื่อโตสุดกำลังจะอพยพจากริมฝั่งไปยังทะเลลึก  ๒๐-๓๐ เมตร เพื่อสืบพันธุ์รวมทั้งตกไข่  ตัวอ่อนที่โตพอก็จะอพยพมาหารับประทานยังชายฝั่ง
ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “มันกุ้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในตำรับยาแผนโบราณหลายขนาน อย่างเช่น ยาขนานหนึ่งในแบบเรียนยาศิลาจารึกวัดราชโอรสาราม ให้ยาแก้ฝีดาษอันกำเนิดในเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ แล้วก็เดือน ๑ เข้า “น้ำมันหัวกุ้ง” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ ขนานหนึ่งเอาน้ำลูกตำลึง น้ำมันงา น้ำมันหัวกุ้ง น้ำมันรากถั่วภูเขา เอาเท่าเทียมกัน พ่นฝีเพื่อเสมหะ  ให้ยอดขึ้นหนองสวยดีนัก

6

ขัณฑสกร
ขัณฑสกร ใช้เป็นน้ำกระสายยารวมทั้งเครื่องยา เนื่องด้วย มีรสหวานมีกลิ่นหอมยวนใจ ใช้ละลายยาเพื่อกินง่ายดายมากยิ่งขึ้น และก็มีรสชาติน่ารับประทานขึ้น สรรพากรที่ใช้ในยาไทยนั้น เป็นของที่ได้จากธรรมชาติ หนังสือเรียนโบราณส่วนมากบันทึกเสียงที่มาไว้แตกต่าง และว่าขัณฑสกรที่ได้จากแหล่งแตกต่างกันนั้นจะมีสรรพคุณต่างกันไปด้วย ดังต่อไปนี้
สมุนไพร
๑.ขัณฑสกร ที่ได้จากหยาดน้ำค้าง เป็นน้ำค้างในช่วงฤดูหนาว(ฤดูหนาว) ที่ตกลงบนใบของพืชประเภทหนึ่งที่หนังสือเรียนเรียก ต้นขัณฑสกร หนังสือเรียนโบราณกล่าวว่า พืชนี้เจอในประเทศอินเดียและมาเลเซียตอนนี้ยังไม่รู้จักว่าเป็นพืชประเภทใดแต่มั่นใจว่าไม่น่าจะเป็นพืชชนิดใดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจเป็นพืชหลายหลายอย่างซึ่งมีดอกที่มีน้ำหวานมากมาย ผู้เก็บจะออกไปเก็บน้ำค้างหรือน้ำฝนที่ชะหรือละลายน้ำหวานแล้วตกอยู่บนใบไม้ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่เก็บใส่กระบอกไม้ไผ่ แล้วค่อยนำไปแขวนทิ้งไว้ กระทั่งน้ำหวานน้ำตกผลึกแล้วก็แห้ง จะได้ขัณฑสกรที่เป็นสีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองขัณฑสกรที่ได้โดยวิธีการแบบนี้ น่าจะเป็นของส่วนประกอบระหว่างเลวูโลส (fructose) หรือน้ำตาลผลไม้ ซูโครส(sucrose) หรือน้ำตาลอ้อย แล้วก็ กลูโคส (dextrose) หรือน้ำตาลองุ่น ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่าจะมีรสหวานจนขม มีคุณประโยชน์ชูกำลัง ทำให้ปัสสาวะช่อง ทำให้ฉี่คล่องแคล่ว แก้เสลดจุกลำคอ ทำให้เปียกแฉะคอ แก้กระหายน้ำ

๒.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำอ้อย ได้จากการนำน้ำอ้อยมาอุ่นที่อุณหภูมิต่ำๆกระทั่งงวด แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง จะได้เกร็ดสีขาวอมเขียว เกร็ดนี้มีองค์ประกอบหลักเป็นผลึกของน้ำตาลอ้อย แต่หากนำน้ำอ้อยไปตกตะกอนโปรตีนออกก่อน ฟอกสีให้ขาว แล้วตกผลึกจะได้น้ำตาลทรายที่ใช้ปรุงแต่งรส ที่รู้จักกันทั่วๆไป ตำราเรียนโบราณว่าขัณฑสกรที่ได้จากน้ำอ้อยนี้มีคุณประโยชน์ บำรุงธาตุ และแก้ฝี ซูบผอมเหลือง
๓.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำผึ้งรวงที่เกิดหาดทราย ว่ากันว่าน้ำผึ้งรวง (น้ำผึ้งที่บีบจากรังผึ้งในธรรมชาติ ไม่ใช่ในรวงผึ้งเลี้ยง) ที่เกิดชายทะเลนั้น เมื่อเอามาอุ่นด้วยไฟอ่อนๆสนงวดลงบ้าง และก็ตั้งทิ้งไว้ จะมีเกร็ดขัณฑสกรมากยิ่งกว่าน้ำผึ้งรวง ที่เกิดตามป่าเขา ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า ขัณฑสกรที่ได้ด้วยวิธีแบบนี้มีคุณประโยชน์แก้นิ่ว แก้โรคท้องมาน แก้สะอึก แก้ไข้เซื่องซึม แก้จุกเสียด แก้ลมพิษ แก้คอแห้ง
๔. ขันทศกร ที่ได้จากเกสรบัวหลวง พบได้บ่อยบนใบบัวหลวง ข้างหลังฝนตกโดยน้ำฝนชัดชัดเอาน้ำหวานจากดอกบัวหลวง แล้วขังไว้บนใบบัว เมื่อแดดออก น้ำระเหยไป จะเกล็ด สีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองเกล็ดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็น่าจะเป็นของผสมระหว่าง น้ำตาลผลไม้ น้ำตาลอ้อย และก็ องุ่น น้ำตาลองุ่น เหมือนกันกับขัณฑสกรที่ได้จากหยดค้าง จึงมีสรรพคุณเท่ากัน ด้วยเหตุดังกล่าวขัณฑสกรหรือที่บางหนังสือเรียนเรียกว่า น้ำตาลกรวด นี้ ในทางเคมีก็เลยเป็นของผสม ของน้ำตาลละลายจำพวกสุดแต่แหล่งเกิด อาจมีทั้งๆที่เป็นมอโนแซ็กคาไรด์ เป็นต้นว่าน้ำตาลผลไม้ น้ำตาลองุ่น แล้วก็ ไดแซ็กคาไรด์ อาทิเช่นน้ำตาลอ้อย ในตอนนี้ขัณฑสกรที่หาซื้อได้ จากร้านขายเครื่องยาไทย มักไม่ใช่ขัณฑสกรที่ได้จากธรรมชาติ ดังที่กล่าวมาแล้ว บางร้านเอาเกร็ดน้ำตาลอ้อย ที่ได้จากการเอาน้ำตาลมาต้มกับน้ำแล้วเที่ยวกระทั่งงวด มาขายเป็นขัณฑสกร แม้กระนั้นร้านค้าโดยมากมักเอาสารสังเคราะห์ที่เรียก แซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มาขายเป็นขัณฑสกร ซึ่งไม่ควรใช้เพื่อการทำยาไทยเนื่องจากว่าเป็นสารก่อโรคมะเร็ง ในตำราพระยารักษาโรคพระนารายณ์เจาะจง ให้ใช้ขัณฑสกรเป็นน้ำกระสายยาในยามี่ใช้แก้ ธาตุไฟ ธาตุไฟ ทุพพลภาพ ขนานที่ ๑ และก็ ๗เช่นตอนที่๗ดังต่อไปนี้ หากมีถอย ให้เอาผลชะพลู ผลสมอไทย ผลจิงจ้อหลวง รากเจตมูลเพลิงเเดง ผลมะขามป้อม ว่านเปราะป่า รากไคร้ต้น รากไคร้เครือ ชะเอมหญ้ารังกา รากกะเบา เสมอภาคทำเป็นจุล ละลายขันทศกร กินตามควรจะ แก้ธาตุไฟให้โทษแลฯ ละลายขันทศมือ กินตามควรนั้นหมายความว่าเมื่อจะกินยานี้ให้เอาขัณฑสกรมาละลายน้ำสุกหรือน้ำฝนหรือน้ำที่สะอาดก่อนแล้วจึงเอาน้ำที่ได้นั้นไปละลายยากิน คำ ขัณฑสกร ที่ใช้ในที่ใช้กันในปัจจุบัน ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ. ศาสตราจารย์ ๒๕๒๕ ในตำราเรียนพระยาพระนารายณ์เขียนเป็น ขันทศกร คำนี้มาจาก คำ ขัณฑ แปลว่าก้อน แล้วก็ ศมือ (อ่านว่า สะ-กะ-ระ มาจากคำสันสกฤต shakara ซึ่งเป็นต้นเหตุของคำ sugar ในภาษาอังกฤษ) มีความหมายว่า น้ำตาล บางหนังสือเรียนก็เลยเรียกว่าขัณฑสกรว่า “น้ำตาลกรวด” มักมี ผู้เข้าใจผิดว่าขัณฑสกรเป็นแซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มันเป็นสารสังเคราะห์ที่มีชื่อทางเคมีว่า 2,3-dihydro-3-oxobenzisosulfonazole เคยใช้แต่งรสหวานแม้กระนั้นปัจจุบันใช้ลดน้อยลงมากเนื่องจากหรือเกือบจะไม่ใช้ก็แล้ว

Tags : สมุนไพร

7
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่ากระดองเหลือง
« เมื่อ: ธันวาคม 13, 2017, 06:38:18 PM »

กระดองเต่าเหลือง
เต่าเหลืองIndotestudo elongata (Blyth) เป็นเต่าขนาดกึ่งกลาง กระดองยาวนูนสูง สีเหลือง มีลายดำ ไม่มีเดือยราวกับเต่าบกประเภทอื่น อยู่ในที่แล้งได้ พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดงดิบแล้งทั่วทั้งประเทศ พระตำราปฐมจิณดาร์ให้ยาขนานหนึ่งที่เข้า “กระดองเต่าเหลืง” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้
สมุนไพร ยาผายพิษสรรพพิษทั้งสิ้น ขนานนี้ท่านให้เอารากไคร้เครือต้น ๑ รากไคร้เครือ ๑ พิศนาด ๑ ปลาไหลเผือก ๑ รากนมแมว ๑ กรักขี ๑ กระดูกงูงูเหลือม ๑ สังข์ ๑ มุก ๑ กำมะถันแดง ๑ ดีปลี ๑ เนรภูสี ๑ เบ็ญกานี ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทองคำ ๑ เมล็ดในสะเดา ๑ รวมยา ๑๖ สิ่งนี้เอาสิ่งละ ๑ สลึง มะขามป้อม ๒ สลึง หัวมหากาฬ ๒ สลึง จันทน์ขาว ๒ สลึง กระดูกแร้ง ๒ สลึง เปล้าน้อย ๒ สลึง ท้อม ๒ สลึง กฤษณา ๒ สลึง กะลำภัก ๒ สลึง กรามแรด ๒ สลึง กรามช้าง ๒ สลึง เขี้ยวเสือ ๒ สลึง เขี้ยวจรเข้ ๒ สลึง บัลลังก์หินผา ๒ สลึง ผลจันทน์ ๒ สลึง กระดองเต่าเหลือง ๒ สลึง ผลสารพันพิษ ๒ สลึง ยาดำ ๑๒ บาท ๒ สลึง รวมยา ๓๒ สิ่งนี้กระทำให้เปนจุณ บดทำแท้งไว้เท่าผลทองหลางตากให้แห้ง ใส่ขวดไว้อย่าให้ลมเข้าได้ แก้พิษฝีดาด

ฝียอดเดียวแลพิษทรางอันร้ายทั้งปวง ซึ่งทำให้สลบไปแต่เช้าถึงเที่ยง ละลายด้วยน้ำดอกไม้เทศให้กินเข้าไป พอยาตกถึงท้องฟื้นขึ้นมา ถ้าจะแก้ลงละลายน้ำมะเดื่อ ถ้าปวดมวนท้องนักแชกฝิ่นรับประทานถ้าหากรากพิมเสนรำฝึกฝนดีนักแล

Tags : สมุนไพร

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่ป่า
« เมื่อ: ธันวาคม 11, 2017, 10:58:23 AM »

ไก่ป่า
ไก่ป่าเป็นต้นเชื้อสายของไก่บ้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)
อยู่ในวงศ์ Phasianidae
มีชื่อสามัญว่า red jungle fowl
มีถิ่นกำเนิด แถบทวีปเอเชียใต้ (ศรีลังกาแล้วก็ประเทศอินเดีย) มาทางตะวันออก จนถึงหมู่เกาะมลายู
ไก่ป่าที่เจอในประเทศไทยมีเพียงแค่ประเภทเดียวคือ Gallus gallus (Linnaeus) จำพวกนี้มีหน้าสีแดง ไม่มีขน หงอนสีแดง มีเหนียงสีแดงรวมทั้งติ่งหูอย่างละคู่ ขนบริเวณคอ ข้างหลัง ถึงสะโพกมีสีส้ม ขนปีกสีเขียวเป็นมันขลิบสีส้มใต้ท้องสีน้ำเงินดำ หางโค้งลาด ปลายพริ้ว สีเขียวแซมดำแล้วก็สีน้ำเงินเข้มเป็นเงา ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๖๐ ซม. ตัวผู้หนัก ๘๐๐ – ๑๓๐๐ กรัม ไก่ป่าตัวผู้มีลักษณะสำคัญที่ไม่เหมือนกับนกอื่นๆเป็น
๑.มีหงอนบนหัวที่เป็นเนื้อ ไม่ใช่หงอนที่กระเป๋านขน
๒.มีเหนียงเป็นเนื้อแขวนลงมาทั้งสองข้างของโคนปากและก็คาง
๓.มีหน้าและคอเป็นหนังหมดจดๆ ไม่มีขน
๔.โดยธรรมดาขนเรียกตัวมีสีงดงาม มีขนหาง ๑๔ – ๑๖ เส้นตั้งเรียงกันเป็นสันสูงตรงกลาง คู่กึ่งกลางยาวกว่าคู่ อื่น ปลายแหลมรวมทั้งอ่อนโค้ง เรียก หางกะลวย
๕.หน้าแข้งมีเดือยข้างละอันเป็นอาวุธ
ไก่ป่า ตัวเมียมักมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ ขนไม่สวยงาม สีไม่จัดจ้า หน้าแข้งไม่มีเดือย หงอนรวมทั้งเหนียงเล็กมาก หรือบางตัวเกือบจะเป็นศูนย์ ไก่ป่าอาศัยตามพุ่มไม้เล็กๆในป่าทั่วไป บินได้เร็ว แต่ในระดับที่ถือว่าต่ำๆรวมทั้งระยะทางสั้นๆเหมือนเคยอยู่เป็นฝูงใหญ่ตลอดตัวผู้รวมทั้งตัวเมียรวมกันราว ๕๐ ตัว แต่ว่าจะแยกเป็นฝูงเล็กๆในฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งเพศผู้จำต้องต่อสู้กันเพื่อครอบครองพื้นที่และแก่งแย่งตัวเมียกันตัวละ ๓ – ๕ ตัว หลังผสมพันธุ์แล้วตัวเมียจะทำรังเป็นหลุมตื้นๆบนพื้นดินหรือบนกองใบไม้แห้งๆในที่ปลอดภัย  แล้วออกไข่คราวละ ๕ – ๖ ฟอง ไข่สีขาวหรือน้ำตาล ใช้เวลาฟักประมาณ ๒๑ วัน ลูกไก่ป่าอายุ ๘ วันก็เริ่มบินเกาะตามก้านไม้ได้ และก็เมื่ออายุโดยประมาณ ๑๐ วัน ก็เริ่มบินได้ในระยะทางสั้นๆ

ไก่ป่าที่เจอในประเทศไทยมี ๒ ชนิดย่อย คือ
๑. ไก่ป่าติ่งหูขาว หรือ ไก่ป่าอีสาน (Cochin Chinese red jungle foml) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus gallus (Linnaeus) มีติ่งหูสีขาว พบได้ทั่วไปทางภาคทิศตะวันออกรวมทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
๒. ไก่ป่าติ่งหูแดง หรือ ไก่ป่าชนิดพม่า (Burmese red jungle fowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus  spadiceus (Bonnaterre) มีติ่งหูสีแดง พบได้บ่อยทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก รวมทั้งภาคใต้
คุณประโยชน์ทางยา
สมุนไพร โบราณไทยใช้ตับไก่เป็นอีกทั้งของกินแล้วก็เป็นยา  ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณบันทึกไว้ว่า  ตับไก่ใช้แก้โรคตาฝ้าตามัว ตอนนี้เพิ่งรู้ดีว่าโรคนี้มีสาเหตุมาจากการขาดวิตามินเอ ซึ่งพบบ่อยในตับไก่ หมอแผนไทยรู้จักใช้เปลือกไก่ฟัก ไข่แดง ตับไก่ แล้วก็เล็บไก่ป่า เป็นเครื่องยามาช้านานแล้ว ตำราโบราณว่า ไข่แดงมีรสมัน คาว มีคุณประโยชน์ชูกำลังสร้างความรุ่งเรืองให้แก่ร่างกาย ตับไก่มีรสมัน คาว มีคุณประโยชน์บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้โรคตาฝ้าตาฝ้า และก็เล็บไก่ป่าใช้แก้พิษไข้ ไข้กาฬ ไข้หัวทุกชนิด นอกจากนั้นไข่ขาวยังคงใช้เป็นตัวยาปรุงแต่งทางการปรุงยาสำหรับทำยาขี้ผึ้ง ตามที่ปรากฏในยาขนานที่ ๗๙ ใน ตำราเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ ดังนี้
ขนานหนึ่ง ให้เอาพิมเสน ๒ สลึง การบูร ๓ สลึง มาตะกี่ ๕ สลึง ชันตะคียน กำยาน สิ่งละ ๗ สลึง สีผึ้งขาว ๑๐ ตำลึง น้ำมันที่ทำจากมะพร้าวอันใหม่ดีนั้นครึ่งทนาน ต้มขึ้นร่วมกันให้สุกดี  แล้วกรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น ก็เลยเอาไข่ไก่ มัวแต่ไข่ขาว ๒ ลูก เอาสุรากลั่นราวๆจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดี แล้วจึงแบ่งออกให้เป็น ๓ ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำทะแลงไซ้ ๓ สลึง การบูร ๓ สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบก็ดีแล้ว เป็นขี้ผึ้งแดง ก็เลยเอาสีปากขาวภาค ๑ นั้น มากวนด้วยจุที่สีพอเหมาะ เป็นสีปากเขียว ภาคหนึ่งเป็นขี้ผึ้งขาว ปิดแก้มองดูม์ แสบร้อนให้เย็น

9

น้ำขิง
ขิงเป็นสมุนไพร รวมทั้งเครื่องเทศที่ช่วยชาติไทยจีนแล้วก็ประเทศอินเดียรู้จักใช้มาตั้งแต่โบราณ แบบเรียนคุณประโยชน์โบราณของไทยว่าขิงสด มีรสหวานเผ็ดร้อน
มีคุณประโยชน์ แก้เจ็บท้อง บำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้ให้ผายและเรอ ด้วยเหตุผลดังกล่าวน้ำขิงนอกเหนือจากการที่จะช่วยละลายยาให้รับประทานยาง่ายแล้ว ยังช่วยแต่งรถให้น่ากินเพิ่มขึ้นทั้งยังมีสรรพคุณทางยาที่สามารถเสริมฤทธิ์ตัวยา ในยาขนานนั้นได้อีกด้วย ทิ้งที่ประยุกต์ใช้เตรียมน้ำขิง สำหรับทำเป็นกระสายยานั้น มักใช้ขิงแก่สดสูตรเอาเปลือกนอกออก ล้างน้ำให้สะอาดแล้วฝานเป็นชิ้นบางๆต้มกับน้ำตามอยากส่วนขิงที่ประยุกต์ใช้เป็นเครื่องเทศนิยมใช้ทั้งยังสดรวมทั้งแห้งทั้งหินอ่อนแล้วก็ขิงแก่โดยมักใช้ขิงที่ยังอ่อนอยู่ ทำกับข้าวที่ไม่ได้อยากรสเผ็ดมากมาย โบราณว่าขิงแห้งมีรสหวานเผ็ดร้อนมีสรรพคุณแก้ไข้แก้ลมแก้จุกเสียดแก้เสมหะบำรุงธาตุแก้คลื่นเห*ยน อ้วก สวนหินสดมีรสหวานเผ็ดร้อนมีสรรพคุณแก้ปวดท้องบำรุงธาตุ ขับลมในลําไส้ให้ผายลมรวมทั้งเรอ
   [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ยาในตอนที่ ๕๓ ในแบบเรียนพระยาพระนารายณ์ชื่อ “มหากระทัศใหญ่” ที่ใช้แก้ลมทุกจำพวกนั้น ให้ใช้น้ำผึ้ง น้ำขิง น้ำส้มซ่า หรือน้ำกระเทียม เป็นน้ำกระสายยาก็ได้ แล้วแต่แพทย์ผู้วางยาจะยักน้ำกระสายให้ต้องโรคจำต้องอาการ ดังต่อไปนี้   “มหากทัศใหญ่” ให้เอาโกฏสอเทศ เทียนทั้งยัง ๕ รากเจตมูลไฟ ผลกระวาน ใบกระวาน ผลอันใหญ่ สะค้าน เปลือกสมุลแว้ง ขิงแห้ง ว่านน้ำ พริกล่อน รากไคร้เครือ น้ำประสานทอง ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เกลือบก สิ่งละส่วน การะบูร กานพลู เทียนตาตั๊กแตน เทียนเกล็ดหอย สหัสคุณก็ได้ เปล้าน้อยก็ได้ สิ่งละ ๘ส่วน ดีปลี ๒๐ ส่วน กระทำเป็นจุณ ละลายน้ำผึ้ง น้ำขิงน้ำส้มส้า น้ำกระเทียมก็ได้ กินหนักสลึงหนึ่ง แก้ลมปัตฆาฏ ลมอัมพาต ลมราทยักษ์ หากลมนั้นค่อยกำลังยานั้นก็จะให้ร้อนถึงปลายมือปลายตีน บรรดาลมทั้งหมดแก้ได้หายสิ้นแลฯ
  ขิงมีชื่อเรียกในภาษาสันสกฤตว่า srigavere ซึ่งแผลงเป็น zingiber เมื่อทำให้เป็นภาษาละตินเพื่อตั้งเป็นชื่อสกุลรวมทั้งชื่อวงศ์ ตามหลักสากลในการตั้งชื่อพฤกษศาสตร์ ฝรั่งเรียกว่าขิง ginger ตามที่เรียกกันในภาษาแขก ผู้รอบรู้ทางภาษาผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยสันนิศฐานว่า คำ “ขิง” ในภาษาไทย ก็คงจะมีที่มาจากภาษาแขกนี้เอง แต่เรียกให้สั้นลง
ขิง เป็นเหง้าของพืชขนาดเล็กที่มี
ชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Zingiber officnale Roscoe
ในตระกูล Zingoberaceae
เป็นพืชอายุนับเป็นเวลาหลายปี สูง ๓๐-๙๐เซนติเมตนมีเหง้าที่มีกาบใบบางๆห่อหุ้ม เปลือกสีน้ำตาลปนเหลือง เนื้อเหง้ามีสีนวล มีกลิ่นเฉพาะ เป็นใบเลี้ยงผู้เดียว ออกสลับกัน รูปขอบขนานปนรูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดกว้าง ๑-๓ เซนติเมตร ยาว ๑๐-๒๕เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกแทงขึ้นโดยตรงจากเหง้า ก้านช่อดอกยาว๑๐-๒๐ เซนติเมตร มีใบปนะดับ สีเขียวอ่อน ดอกย่อย ไม่มีก้าน ดอกมีสีเหลือง ปลายกลีบเป็นสีม่วงแดง ผลสำเร็จแห้ง มี๓ พู

ขิงมีส่วนประกอบเป็นชันน้ำมัน (oleoresin)อยู่ในจำนวนสูง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ขิงมีรสเผ็ดและก็ มีกลิ่นหอม ถ้าสกัดชันน้ำมันนี้ ด้วยตัวทำละลาย บางประเภทจะได้ชันน้ำมันที่เกือบบริสุทธิ์ซึ่งมีลักษณะข้นเหนียว สีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นฉุนรวมทั้งรสเผ็ด มีชื่อเรียกทางด้านการค้าว่า “จินเจอริน” (gingerin) มีสารในกลุ่มจินพบคอยล ( gingerol) โชโกล (shogaol) และก็ ชิงเจอโรน (zingerone) เป็นหลัก ชันน้ำมันที่เตรัยมใหม่ๆจะมีจินเจอรอคอยล อย่างเช่น 3-6-gingerol,8-gingerol,10-gingerol,12-gingerol เป็นหลัก แม้กระนั้นหากทิ้งเอาไว้นานๆจะมีโชโกลเป็นตัวหลัก โชโกลและซิงเจอโรนไม่ใช่สารสินค้าธรรมชาติที่เจอในขิง แต่ว่าเป็นสารที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางเคมีในระหว่างการสกัดด้วยตัวทำละลาย สารทั้งสองนี้มีรสเผ็ดร้อนกว่าจินพบรอคอยล ด้วยเหตุนั้น จินพบรินที่ดีจะต้องมีสารทั้งสองชนิดนี้ในปริมาณที่ต่ำที่สุด  ขิงมีน้ำมันระเหยง่ายราวปริมาณร้อยละ ๑-๓ จำนวนนี้จะขึ้นกับแนวทางปลูกและตอนที่เก็บเกี่ยว ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารสำคัญหลายอย่าง เช่น (-)-b-sesquiphillandrene , E,E-a-farnesene , (-)-zingiberene , (+)-ar-curcumene ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อบัคเตรีที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดหนอง ขับลม กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะแล้วก็ลำไส้  ปัจจุบันมีการใช้สารสกัดจากขิง ซึ่งหนสารองค์ประกอบหลักเป็นอนุพันธ์ของ 4-hydroxy-3-methoxyphenyl ดังเช่นว่า ซิงพบโรน จินพบร์ไดออล (gingerdiol) จินพบร์ไดโอน (gingerdione) จินพบคอยล โชโกล เป็นยาบรรเทาอาการอ้วกอ้วก แล้วก็ทุเลาอาการปวดเนื่องจากว่าข้อเสื่อม อีกทั้งบางทีอาจช่วยลดการอักเสบรวมทั้งบวมของข้อ

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกยุง
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2017, 11:12:56 AM »

นกยุง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pavo muticus Linnaeus
จัดอยู่ในวงศ์ Prasianidae
มีชื่อสามัญว่า Burmese peafowl หรือ green peafowl
ในประเทศไทยเจอ ๒ ประเภทย่อย คือ นกยูงใต้ (Pavo muticus muticus Linnaeus) พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป และก็นกยูงเหนือ (Pavo muticus imperator Delacour) ซึ่งพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และก็ภาคตะวันตก นกยูงใต้มีขนาดเล็กกว่านกยูงเหนือ หนังบริเวณหูและก็แก้มของนกยูงใต้มีสีเหลืองสดกว่า
ชีววิทยาของนกยูง
นกยุงเป็นนกพวกไก่ฟ้าขนาดใหญ่ ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๒๐ – ๒๑๐ เซนติเมตร เพศผู้มีหงอนเป็นพู่สูง และก็มีแผ่นหนังที่หน้าสีฟ้าสลับกับสีเหลืองเห็นได้ชัด ขนตามตัวมีสีเขียวเป็นประกายแววเหลือบสีน้ำเงินบนปีกและสีทองแดงทางข้างๆลำตัว ดูเป็นลายเกล็ดแพรวพราวไปหมดทั้งตัว ขนปีกบินสีน้ำตาลแดง ขนปกคลุมโคนหางมีสีเขียวยื่นยาวออกมา มีดวงกลมที่แต้มด้วยสีฟ้าและก็สีน้ำเงิน(ดวงกลมนี้ทางยาเรียกว่า แววนกยูง)  ส่วนตัวเมียมีลักษณะคล้ายเพศผู้ แต่ขนมีสีชำเลืองเขียวน้อยกว่า รวมทั้งมีประสีน้ำตาลเหลืองอยู่ทั่วไป ขนคลุมโคนหางไม่ยื่นยาวราวกับตัวผู้ นกจำพวกนี้ออกหากินตามหาดทรายแล้วก็สันทรายริมลำน้ำในตอนเช้าตรู่ถึงบ่าย กินเมล็ดพืชและสัตว์เล็กๆเป็นของกิน แล้วบินกลับไปเกาะบนยอดไม้สูงๆตามปรกติอยู่เป็นฝูงเล็กๆ๒ – ๑๐ ตัว และก็สืบพันธุ์ในช่วงพ.ย.ถึงม.ย. ขนคลุมโคนหางของเพศผู้จะก้าวหน้าเต็มกำลังในต.ค. และจะผลัดขนนั้นในราวกุมภาพันธ์ ทำรังที่กอต้นกกหรือกอต้นอ๋อขอบลำน้ำ ตกไข่สีขาว ๒ – ๕ ฟอง
สมุนไพร นกยูงถูกใจอาศัยตามริมสายธารในป่าดิบแล้งและก็ป่าผลัดใบผสม มีเขตการแพร่ไปจากภาคเหนือจากภาคเหนือประเทศอินเดียไปทางตะวันออก ผ่านประเทศพม่า ตอนใต้ของจีน ไทย ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย และก็ชวา เคยเจอมาทั้งประเทศที่ระดับความสูงน้อยกว่า ๙๐๐ เมตร  เว้นเสียแต่บริเวณที่ราบสูงภาคกลาง  แต่ปัจุบันจำนวนราษฎรนกยูงลดลงกระทั่งอยู่ในภาวะใกล้สิ้นพันธุ์ไปธรรมชาติ  รัฐบาลประกาศให้นกยูงเป็นสัตว์ป่าปกป้องประเภทที่ ๑ นกยูงอีกประเภทหนึ่งเป็นนอกยูงประเทศอินเดีย  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Pavocristatus  Linnaeus  เป็นนกยูงประเทศอินเดียเป็นสีน้ำเงิน แล้วก็ขนที่หงอนบนหัวแผ่เป็นรูปพัด

ผลดีทางยา
หมอแผนไทยรู้จัก ใช้แววนกยูงแล้วก็ดีชูยูงเป็นยา ดังที่มีบันทึกไว้ภายใน พระหนังสือปฐมจินดาร์ ๓ ขนาน ดังนี้
๑.แววนกยูง เอามาปิ้งไฟให้เหลืองกรอบก่อน แล้วจึงใช้เป็นเครื่องยา อย่างเช่น ที่ใช้ใน “ยากวาดเจีนรไนเพชร์”ขนานหนึ่ง และ “ยากวาดทรางสกอทรางกระตัง” อีกขนานหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ยากวาดชื่อเจีรไนเพ็ชร์ ขนานนี้ ท่านให้เอา มูลแมลงสาบคั่ว ๑ รากดินคั่ว ๑ หนังปลากระเบนเผา ๑ บอแร็กสตุ ๑ แววนกยูงเผา ๑ ศีร์ษะงูเห่า ๑ กระดองปูทเล ๑ กระดองปูนา ๑ กระตังมูตร ๑ เปลือกไข่ฟัก ๑ ลิ้นทะเล ๑  ผลเบ็ญกานี ๑ กำมะถันแดง ๑ เบี้ยผู้เผา ๑ น้ำหมึกหอม ๑ ชาดก้อน ๑ ชะมดเชียงอำพัน ๑ ทองคำเปลว ๑๐ แผ่น ๑ รวมยา ๑๙ สิ่งนี้เอาเท่าเทียมกัน ทำเป็นจุณ บดปั้นแท่งไว้ ละลายน้ำมะนาวปัดกวาดทรางกะแหนะ หายดีเลิศนักและ ยากวาดทรางสกอทรางกระตัง  ขนานนี้  ท่านให้เอา  แววนยูงเผา ๑ หางปลาช่อนเผา ๑ มูลแมลงสาบเผา ๑ หัวตะใคร้ ๑ เปลือกแมงดา ๑ ตรีกฏุก ๑ หญ้ายองไฟ ๑ โปตัสเซี่ยมไนเตรดขาว ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ ดอกผักคราดกระเทียม บดปั้นแท่งไว้ปัดกวาดทรางสกอทรางกระตังหายดีนัก ยาลางขนานบางทีอาจใช้ “หางนกยูงเผา” ถ้าเกิดแบบเรียนเจาะจงเช่นนั้น  ให้หมายคือ “ขนหางนกยูงเพศผู้” ที่มี “ แวว” อยู่ด้วย อาทิเช่น  “ยากวาดแก้ทรางมิจฉาชีพทรางเพลิง|”  ขนานหนึ่งในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ เช่นเดียวกัน  ดังต่อไปนี้ ขนานหนึ่งเอา  มูลแมลงสาบเขากวาง ๑ หางนกยูงเผา ๑ หวายตะค้า ๑ พริกไทย ๑ หัวกระเทียม ๑ เข้าไหม้ ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเท่าเทียม  ทำผงก็ได้  ทำแท่งก็ได้แก้ลิ้นกุมาร
๒.ดีนกยูง  มีพิษมากมาย  แล้วก็มีที่ใช้ร่วมกับดีสัตว์อื่นๆ สำหรับแทรกเป็นกระยาอย่างเช่นใน “ยาแสนผสานทอง”  ดังนี้ ยาชื่อแสนประสานทอง  ขนานนี้ท่านก็เอา  ชะมด ๑ ชะมดเช็ด ๑ เอาสิ่งละเฟื้อง พิมเสน ๑ สลึง ๒ สลึง กรุงเขมา ๑ อำพันดอกบุนนาค ๑ น้ำประสารทองคำ ๑ ลิ้นทเลปิ้งไฟ ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง ตรีกฏุก ๑ โกฐทั้งยัง ๙ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวานกานพลู ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ชะลูด ขอนดอก ๑ เปราะหอม ๑ ผลราชดัด ๑ ผลสารพัดสารพันพิษ ๑ พระยารากขาว ๑ ปลาไหลเผือก ๑ เหม็นตุมกาทั้ง ๒ ลุกค่ะ ๑ มหาสดำ ๑ มหาละลาย ๑ รายย่อม ๑ รากไคร้เครือ ๑ หวานว่านกีบแรด ๑ อบเชยเทศ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท ทองคำเปลว ๒๐ แผน  รวมยา ๖๑ สิ่งนี้  กระทำให้เป็นจุน  แล้วเอางูเหลือมดีจรเข้ตะพาบน้ำดีหมูเถื่อนดีปลาซ่อนดีนกยูง ดี ๖ นี้แซก  เอาน้ำเป็นกระสาย  บดปั้นแท่งไว้แก้พิษทรางแลแก้ไข้สันนิบาต  ละลายน้ำดอกไม้กิน  ถ้าจะแก้พิษไข้ทรพิษ  พิษฝีดวงเดียว  พิษงูร้าย  ละลายเหล้ารับประทานหาย  ทุกสิ่งทุกอย่างประสิทธิ์ดีนัก

11
อื่นๆ / สัตววัตถุ อีเเก
« เมื่อ: ธันวาคม 06, 2017, 09:43:45 AM »

อีแก
อีมึงเหมือนอีกา แต่ว่าตัวเล็กกว่า
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Corvus splendens  Vieillot
จัดอยู่ในตระกูล  Corvidae
มีชื่อสามัญว่า house crow
ขนาดวัดจาดปลายปากถึงปลายหางยาวราว ๔๓ เซนติเมตร ปากครึ้ม สีดำ ปลายแหลม หัวดำ แต่ว่ารอบๆกำดันมีสีเทา ขนตามตัวมีสีดำ อาจมีสีเทาปน คอ ข้างหลัง และก็อกมีสีเทา ปีกสีดำ เล็บแข็งแรงและก็ทนมากมายนกจำพวกนี้อยู่รวมกันเป็นฝูงเช่นเดียวกับอีกา ส่งเสียงร้อง “กอๆ” ถ้าหากตัวหนึ่งตัวใดโดนจับจะร้องเรียกให้ตัวอื่นมาช่วย นิสัยเฉลี่ยวฉลาดเกมคดโกงแล้วก็ถูกใจทำร้าย ลักขโมยรับประทานลูกนกอื่น มักหาเลี้ยงชีพในที่โล่ง กินได้อีกทั้งพืชแล้วก็สัตว์ อีแกทำรังอยู่บนค้างคบสูง โดยการเอาก้านไม้แห้งมาขัดกันเป็นรูปแอ่งตื้นๆตกไข่คราวละ ๔-๕  ฟอง ไข่สีฟ้าอมเขียว ใช้เวลาฟักไข่ราว ๑๖-๑๗  วัน ลูกนกบินได้ราว  ๓๕  วัน ในประเทศไทยพบอีเอ็งรอบๆจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี แล้วก็ประจวบเหมาะคิรีหมวด ในเมืองนอกเจออาศัยอยู่ในเมืองจำนวนมากๆที่เนปาล ประเทศอินเดีย ศรีลังกา โดยหาเลี้ยงชีพอยู่ตามกองขยะ นกสกุลรวมทั้งสกุลเดียวกันอีกประเภทที่เจอในประเทศไทยเป็นอีแก (Corvus  splendens  Vieillot) มีขนาดเล็กกว่าอีกาไม่มาก และก็ขนบริเวณกำดันถึงต้นคอมีสีเทา

คุณประโยชน์ทางยา
 แพทย์ สมุนไพร แผนไทยใช้หัวกาสุมหรือเผาไฟ ผสมยาต้มแก้ไข้พิษ ไข้รอยแดง  ส่วนกระดูกอีกาเผาไฟผสมยามหานิลแท่งทองคำ (ดู  คู่มือเภสัชกรรมแผนไทย เล่ม  ๔  เครื่องยาธาตุวัตถุ)ใน พระหนังสือปฐมจินดาร์  มียากวาดแก้หละแสงเดือนขนานหนึ่ง เข้า “กระดูกกา” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ร่วมกับ “กระดูกแร้ง” และ “กระดูกงูงูเหลือม” ดังนี้ขนานหนึ่งท่านให้เอาหัวสุนักข์ดำ ๑ กระดูกกา ๑ กระดูกแร้ง ๑ กระดูกงูเหลือม ๑ รวมยา ๔  สิ่งนี้ เผาไฟให้ไหม้ ลิ้นสมุทร ๑ บอแร็ก ๑ กานพลูพิมเสน ๑ รวมยา ๘  สิ่งนี้เอาเสมอภาค เอารากดินเผาเท่ายาทั้งหลาย  ทำเปนจุณ  เอาสุราเป็นกระสาย บดทำแท่งไว้ ละลายเหล้าทาลิปสติก แก้หละแสงเดือนหายดีนักนอกเหนือจากนั้น ในพระหนังสือดังกล่าวมาแล้วข้างต้นยังคงใช้ยากวาดซางแดงนานหนึ่ง ยาขนานนี้เข้า “ศีร์ษะกา” ร่วมกับ  “ศีรษะงูเห่า

12
อื่นๆ / สัตววัตถุโหรามิคสิงคี
« เมื่อ: ธันวาคม 02, 2017, 08:54:24 AM »

โหรามิคสิงคี
โหรามิคสิงคี หรือที่เรียกใน แบบเรียนพระยาพระนารายณ์ว่า “โหราอำมิคสิงคี” เป็นเขากวางสุม (ให้เป็นถ่าน) คำ มิค มีความหมายว่า กวาง ส่วนคำ สิงคี หมายความว่าสัตว์มีเขาได้จากกวางเปอร์เซีย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dama dama Linnaeus
ในสกุล Cervidae
มีชื่อสามัญว่า   fallow  deer
กวางอิหร่านนี้มี  ๒  จำพวกย่อย  คือ
๑.ชนิดย่อยซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Dama  dama  mesopotamica  (Brooke)
มีชื่อสามัญว่า Iran  fallow  deer
๒.ชนิดย่อยที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Dama  dama  dama  Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า South  Turkey  fallow  deer
กวางเปอร์เซียเป็นกวางขนาดกลาง ขนาดวัดจากจมูกถึงปลายหางยาวราว ๑.๕0  เมตร หางยาว  ๒0-๒๕  ซม. น้ำหนักตัว  ๓0-๓๕  กรัม ขนตามลำตัวมีสีเทาหรือสีน้ำตาลปนเหลือง มีจุดขาวอยู่กลางข้างหลังหรือข้างลำตัว มีขนแถบสีดำทอดยาวจากกึ่งกลางข้างหลังไปจนถึงตะโพก ข้างล่างลำตัวสีขาว ขนเรียบ บางและแนบติดกับลำตัว   ในช่วงฤดูหนาวขนตามลำตัวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเทารวมทั้งจุดขาวตามลำตัวจะเลือนไป ขายาว ลำตัวอ้วนล่ำ หัวค่อนข้างจะสั้น คอดก ตัวผู้มีลูกกระเดือกนูนออกมา รอบๆตูดวงรอบก้นมีสีขาวขอบสีดำ
กวางประเภทนี้กินหญ้า ใบไม้ แล้วก็ผลไม้เป็นอาหาร ถูกใจอยู่กันเป็นฝูงในฤดูร้อน ตัวผู้ที่โตเต็มกำลังจะแยกออกมาจากฝูง ทิ้งตัวเมียและก็ลูก แต่ว่าในช่วงฤดูผสมพันธุ์จะกลับเข้ามาผสมพันธุ์กับตัวเมีย กวางประเภทนี้โตสุดกำลังและก็สืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ ราว ๑๘  เดือน มีท้องราว  ๒๓0  วัน คลอดลูกทีละ  ๑  ตัว อายุยืนราว  ๒0  ปี
เคยพบกวางเปอร์เซียในป่าโดยรอบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนรวมทั้งในตะวันออกกลาง ดังเช่นว่า ในประเทศประเทศอิหร่านแล้วก็อิรัก ปัจจุบันนี้อาจสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้ว แต่ว่ายังคงมีเลี้ยงอยู่บ้างตามสวนสัตว์หลายที่
 สมุนไพร ตำราสรรพคุณโบราณว่า โหรามิคสิงคีเป็นยาทำลายพิษ แก้ปวดตามข้อ ปวดเอว ใน ตำราเรียนพระยาพระนารายณ์  มีตำรับยาขนานหนึ่งเข้า “โหราอำมิคสิงคี”  เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ ยาทรงเขี่ย ให้เอาโหราเดือยไก่ โหราอำมฤตย์ โหราอำมิคสิงคี โหราบอนโหราเท้าสุนักข์ โหราเขากระบือ โหราใบกลม โกฏกัตรา ลูกจันทร์ ดอกจันทร์ กระวาน  กานพลู พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ดีปลี  มหาหิงคุ์ โปตัสเซี่ยมไนเตรดขาว หอมแดง ชาตรี ยาทั้งนี้สิ่งละเฟื้อง ฝิ่นสลึง ๑  ทองคำเปลว  ๑0  แผ่น น้ำมะนาวเป็นกระสาย   บดทำแท่ง ตากในร่ม ฝนด้วยน้ำมะนาว น้ำท่า เมื่อเขี่ยแล้วนั้น ถึงเป็นฝีฟกทูมเมีย ขึ้นเป็นเม็ดเป็นเปาเป็นเงื่อนก็หาย ถ้าหากป่วยเจ็บ ให้สับกระหม่อมสับก้านคอ ทาหาย แก้ลมจับสูงด้วย หากงูเพ่งดูม์ ตะขาบ แมลงป่องขบ ฝนด้วยน้ำมะนาวก็ได้ เหล้าก็ได้ ทั้งรับประทานอีกทั้งยา หาย  ฯ
ผลดีทางยา
ยาไทยใช้เขากวางเป็นยาขนานหนึ่ง ตำราเรียนยาสรรพคุณยาโบราณ เขากวางเป็นยาเย็น ดับพิษทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง มีคุณประโยชน์แก้ร้อน ทำลายพิษสำแดง หมอแผนไทยมักเอามาคั่วให้เกรียม หรือสุมให้ดำเกรียม แล้วก็ก็เลยเอามาผสมเข้าในตำรับยา
ในพระหนังสือโบราณอันเป็นต้นแบบของยาหมอแผนไทยนั้น มีตำรับยาที่ เข้า  “เขากวาง” หลายขนาน ในที่นี้ขอยกตัวอย่างยาขนานหนึ่งใน  พระคัมภีร์มหาโชตรัต ดังต่อไปนี้สิทธิการิยะ ถ้าผู้ใดไม่สบายแลให้ร้อนข้างในให้ต้องการน้ำนัก แลตัวผู้เจ็บป่วยนั้นให้กระด้าง ราวกับขอนไม้แลท่อนฟืน ให้ตัวนั้นเป็นเหน็บชาไปทั่วกายหยิกไม่เจ็บ   ท่านว่ากำเนิดรอยดำ  ข้างในแลให้ปากแห้งคอแห้งผากฟันแห้งนมเศร้าสร้อยให้เป็นต่างๆนั้น ท่านว่ารอยดำผุดออกยังไม่สิ้น ยังอยู่ในหัวใจนั้น ถ้าเกิดจะแก้ให้เอา รากกะตังบาย  ๑  จันทร์  ๒  สนเทศ  ๑  ท้อถอยม  ๑  เพ่งพิศที่นาศ  ๑  รากแตงโหดร้าย  ๑  รากหมูปลดปล่อย  ๒  หัวมหากาฬ  ๑  หัวกะยามเช้าผีมด  ๑  รากไคร้เครือ  ๑  ใบหยุด  ๑  ใบพิมเสน  ๑  ใบเฉพร้าหอม  ๑  ใบทองพันชั่งน้ำหนัก  ๑  เขากวาง ๑  งาช้าง  ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวหมี  ๑   เขี้ยวไอ้เข้  ๑   เขี้ยวหมูป่า  ๑   เขี้ยวแรด  ๑   กรามนาคราช  ๑   เขี้ยวปลาพะยูน  ๑   เกสรดอกบัวน้ำทั้งยัง  ๗   ผลสมอพิเภก  ๑   เทียนดำ  ๑   ใบสทายใจ  ๑   เปลือกไข่เป็ดสด  ๑   ผลจันทร์  ๑   ดอกจันทร์  ๑   สมอไทย ๑   รากมะรุมบ้าน  ๑   รวมยาทั้งนี้เอาเท่าเทียม   ทำผงแล้วจึงบดปั้นแท่งไว้ ฝนด้วยน้ำดอกไม้ ทั้งยังรับประทานทั้งพ่น แก้สรรพไข้ทุกอันดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมานั้น หายแล

Tags : สมุนไพร

13

เขาสัตว์อื่นที่ใช้แทนเขากุยได้
เขาจำพวกอื่นที่มีคุณสมบัติคล้ายกับเขากุย หนังสือเรียนว่าใช้แทนกันได้ ตัวอย่างเช่น
๑.กาเซลคอพอก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gazella gutturosa Pallas
มีชื่อสามัญว่า goitred  gazelle
พบในทวีปเอเชียกึ่งกลาง จากทิศใต้ของทะเลสาบแคสเปียนถึงภาคตะวันตกของเมืองจีน โดยยิ่งไปกว่านั้นภาคเหนือของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ที่ต่อเนื่องไปจนกระทั่งเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน สัตว์จำพวกนี้เพศผู้มีต่อมใหญ่ขึ้นที่คอหอยคล้ายกับเป็นโรคคอพอก ซึ่งเห็นได้ชัดในฤดูผสมพันธุ์ตัวผู้มีเขายาว ลู่ช้อนไปข้างหลัง ปลายงอนขึ้น ยาวราว  ๒๕  ซม.
๒.ชิ รูหรือ แอนติโลปทิเบต
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pantholops  hodgsoni  Abel
มีชื่อสามัญว่า  chiru   หรือ  Tibetan   antelope
เจอในทุ่งหญ้าเนินสูงของเขตปกครองตนเองประเทศทิเบต สูงที่ไหล่ยาว ๑  เมตร  หนัก  ๒๕-๓๕ กก. มีเขายาวมาก ชอบย้ายที่อยู่ ในช่วงฤดูสืบพันธุ์มีฝูงตัวเมียถึง ๒0  ตัว โดยที่ตัวผู้คุมฝูงอยู่เพียงแค่ตัวเดียว สัตว์ประเภทนี้ถูกใจใช้กลีบขุดหลุม   นอนลึกๆเพื่อหลบลมเย็น
๓.กาเซลทิเบต
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Procapra  picticaudata Hodgson
มีชื่อสามัญว่า Tibetan   gazelle
สัตว์จำพวกนี้มีลักษณะของกาเซลหลายประการ  คือ  มีขนหางสั้น ไม่มีต่อมหัวตา ไม่มีพู่ขนบนเขา มีเขาส่วนตัวผู้ ตัวเมียไม่มีลายที่หน้า ปลายเขาไม่โค้งเป็นตะขอ   รวมทั้งตรงปลายตูดมีแถบขาว   สัตว์ประเภทนี้สูงที่ไหล่ราว   ๖0-๖๕ เซนติเมตร หนักราว ๒0 กก. ข้างตัวสีน้ำตาลจาง และก็จางเป็นสีเทาในฤดูร้อน  เจอตามภูเขาสูงในที่ราบสูงประเทศทิเบต
๔.กวางหน้าผา

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Nemorhaedus  goral  Hardwicke
มีชื่อสามัญว่า common  goral  หรือ Himalayan  goral
เจอในประเทศไทย ตามเทือกเขาที่สูงชันทางทิศตะวันตกของแม่น้ำปิง เคยเจอที่ภูเขาม่อนจอง จังหวัดเชียงใหม่ และก็ภาคตะวันตกของประเทศพม่าต่อกับบังกลาเทศ ตลอดไปตามแนวเทือกเขาหิมาลัย ถึงบริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของไซบีเรีย กวางเขาหินมีขนาดเล็กกว่าแกงเลียงผา สีตามตัวเป็นสีเทาแกมน้ำตาลอ่อนๆแกมสีฟ้าจางๆที่ใต้คอมีสีขาว ที่สันคอไม่มีขนแผง แต่มีเส้นสีน้ำตาลเข้มจากสันคอไปบนสันหลังจนถึงหาง กวางเขาหินต่างจากแกงเลียงผาตรงที่กวางหน้าผาไม่มีรูต่อมที่อยู่ระหว่างตากับจมูก เขาแหลมโค้งไปด้านหลังเหมือนเลียงหน้าผา แม้กระนั้นเล็กมากยิ่งกว่า มีคอดที่โคนเขาราวครึ่งหนึ่งของความยาวเขา กวางเขาหินเป็นสัตว์ที่ถูกใจอยู่เป็นฝูงราว  ๕-๖  ตัว เดินหากินตามทุ่งหญ้าในตอนเช้า สมุนไพร รวมทั้งตอนค่ำ บางครั้งก็นอนเล่นบนโขดหิน พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ให้ยาที่เข้า  “เขากุย”  ไว้  ๒ ขนาน ขนานหนึ่งคือ “ยาจิตรมหาวงษ์” ซึ่งมีบันทึกไว้ ดังนี้ ยาชื่อจิตรมหาวงษ์  แก้คอเปื่อยยุ่ยลิ้นยุ่ยแลปากยุ่ยแลแก้ไอ ท่านให้เอา รากมะกล่ำ  ต้น ๑  รากมะกล่ำเครือ ๑  รากมะขามป้อม ๑ เนระภูเขาสี ๑  เขากวาง ๑  เขากุย  ๑  นอแรด  ๑  งาช้าง  ๑ จันทร์ทั้งคู่นี้ บอแร็กสะเหม็นตุ  ๑ ยาดังนี้เอาส่วนเสมอกัน ตำผงบดทำแท่งไว้ ลานตาน้ำผึ้งทา หายแล
พระคู่มือปฐมจินดาร์ให้ยาหลายขนานที่เข้า “เขากุย” ขนานหนึ่งเป็นยาแก้ซางแห้ง ซึ่งมีบันทึกไว้  ดังต่อไปนี้ ยาแก้ทรางแห้ง เป็นทรางโจรทรางไฟ หากขึ้นตาเป็นเกล็ดกระดี่  แล้วให้เป็นเลิศขึ้นพรึงไปหมดทั้งตัวดังผด  เอาหอมแดง  ๑  รากนมแมว  ๑  รากเข็มเหลือง  ๑  พรมไม่  ๑  กระทือ  ๑  ไพล  ๑  กระเทียม  ๑  หว้านเปราะ  ๑  รากถั่วภูเขา  ๑  เขากวาง  ๑   นอแรด  ๑  เขากุย ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวตะไข้  ๑   เขี้ยวหมี  ๑   เขี้ยวหมู  ๑  เขี้ยวแรด  ๑   โกศอีกทั้ง  ๕   เทียน  ๕   การะบูร  ๑  บอแร็ก  ๑  รวมยา  ๒๘  สิ่งนี้   เอาเท่าเทียม  ทำเปณจุณ เอาน้ำดอกไม้เป็นกระสาย  บดทำแท่ง ละลานน้ำแตงร้านกิน แก้ในตาต้อทั้ง  ๔  แลต้อสำหรับทรางกุมารทั้งผอง

Tags : สมุนไพร

14

สมุนไพร(คณาเภสัช)
สำหรับในการประกอบยาหรือปรุงยานั้น หมอผู้ปรุงยาต้องรู้จักวัตถุต่างๆที่จะเอามาปรุงเป็นยา ในด้านมุมต่างๆรวมทั้งขั้นตอนการปรุงยา (การปรุงยา) เป็นปฐม โดยธรรมดาหมอปรุงยาจะต้องรู้จักหลักใหญ่ๆ๔ ประการ ได้แก่ เภสัชวัตถุ รู้จักตัวยา เป็นวัตถุธาตุนานาประเภทที่จะประยุกต์ใช้ประกอบเป็นยาสำหรับแก้โรค ทั้งพฤกษวัตถุ สัตววัตถุ แล้วก็ธาตุวัตถุสรรพคุณเภสัช รู้จักคุณประโยชน์และโทษของวัตถุธาตุที่จะประยุกต์ใช้ปรุงเป็นยาตลอดจนเครื่องยาต่างๆที่ใช้บ่อยมากในยาไทย จัดประเภทตามรส คณาเภสัช รู้จักพิกัดยาหมายถึงยาหลายประเภทที่มีชื่อแตกต่างกัน รวมเรียกเป็นชื่อเดียวกัน การปรุงยา รู้จักกรรมวิธีปรุงยาหรือการประกอบยาตามแบบตำราเรียนโบราณ เภสัชวัตถุ เภสัชวัตถุอันหมายคือวัตถุธาตุนานาจำพวกที่จะนำมาใช้เป็นยาบำบัดโรคนั้น โบราณแบ่งประเภทตามแหล่งที่มาของวัตถุที่นำมาใช้เป็นยาได้ ๓ จำพวกใหญ่ๆคือ
๑.ต้นไม้วัตถุ เป็นต้นว่าประเภทพฤกษชาตินานาประเภท อีกทั้งประเภทต้น ชนิดเถาหรือเครือ ชนิดหัว ชนิดผัก ชนิดหญ้า จำพวกพืชพิเศษ (เห็ดและก็พืชชั้นต่ำอื่นๆ)
๒.สัตววัตถุ ดังเช่นว่าสัตว์นานาประเภท ทั้งๆที่ทั้งตัวหรือเพียงแต่ลางส่วน นำมาใช้เป็นเครื่องยา ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำ สัตว์บก หรือสัตว์อากาศ
๓.ธาตุวัตถุ เช่นแร่ต่างๆที่นำมาใช้เป็นเครื่องยา ในขณะที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือประสมขึ้น โบราณว่าสรรพวัตถุอันมีอยู่ในโลกนี้ล้วนมีสาเหตุจากธาตุอีกทั้ง ๔ ย่อมใช้เป็นยาบำบัดโรคได้ทั้งนั้น แต่จะมีสรรพคุณมากน้อยกว่ากันอย่างไร ขึ้นอยู่กับจำพวกของวัตถุนั้นๆหมอผู้ปรุงยาจะต้องรู้จักเภสัชวัตถุในรายละเอียด ๕ ประการ เป็นรู้จักรูปยา รู้จักสียา รู้จักกลิ่นยา รู้จักรสยา แล้วก็รู้จักชื่อยานี้ จึงจะสามารถนำเอาเครื่องยาที่ถูกดังที่ระบุเอาไว้ในตำรับยา มาปรุงเป็นยาที่สามารถแก้โรคนั้นนั้นๆได้

คุณประโยชน์เภสัช
สรรพคุณเภสัช ซึ่งก็คือคุณประโยชน์ทางยา ของเภสัชวัตถุดังกล่าวข้างต้น แม้กระนั้นจำต้องรู้รสอย่างก่อนจะรู้คุณประโยชน์ยา เหตุเพราะรสยาจะแสดงสรรพคุณยา เมื่อรู้จักยาแล้ว ก็เลยจะรู้จักสรรพคุณยานั้นปิ้งกว้างๆได้ ในเรื่องรสยานี้โบราณแบ่งรสยาวออกเป็น ๓ รส ตั้งขึ้นเป็นประธานก่อนเป็น
๑.รสเย็น ประจำฤดูร้อน (คิมหันตฤดู) แก้ในกองเตโช สมุฏฐาน ดับพิษร้อนทำลายพิษไข้ต่างๆเพราะว่าไข้ตัวร้อนจัดเกิดในฤดูร้อน ดังเช่นว่า อย่าที่ปรุงด้วยเกสรดอกไม้ (ที่ไม่ร้อน) รากไม้ต่างๆ(ที่ไม่ร้อน) เขาสัตว์ต่างๆเขี้ยวสัตว์ต่างๆและของที่เผาหรือสุ่มให้เป็นถ่าน เป็นต้น
๒.รสร้อน ประจำฤดูฝน (วสันตฤดู) เบื่อแก้ในกองวาโยสมุฏฐาน แก้ลมต่างๆเป็นส่วนมาก ทำให้แน่นท้อง จุกเสียด แล้วก็แก้ลมในกองธาตุพิการ เนื่องจากว่าโรคลม โดยส่วนมาก กำเนิดในฤดูฝน เช่น ยาที่ปรุงผสมด้วยเบญจกุล ตรีกฏุก ฝึกหัดคุณ ขิง ข่า หัศคุณทั้งสอง ดองดึง ใบกระเพรา เป็นต้น
๓.รสอ่อนโยน ประจำฤดูหนาว (เหมันตฤดู) แก้ในกองอาโป สมุฏฐาน ระงับเสมหะ แก้โลหิตพิการ ยกตัวอย่างเช่น ยาที่ปรุงมุ่งหมายด้วยโกษฐ์อีกทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ กฤษณา กระลำพัก ชลูด อบเชย ขอนดอก ฯลฯ เมื่อปรุงเป็นยาแล้วจะได้ยารสอ่อนโยน ดังเช่นว่า ยาหอม

15

ขายขมิ้นชันพร้อมสรรพคุณและประโยชน์ดีๆ
ขายขมิ้นชัน  ขมิ้นชันชอบแสงแดด|แสงอาทิตย์|แดด}จัดรวมทั้งมีความชื้นสูง ชอบดินที่ร่วนซุย มีการระบายน้ำดี เกลียดน้ำขัง วิธีปลูกใช้เหง้าหรือหัวอายุ10-12เดือนทำประเภท ถ้าเกิดเป็นเหง้าควรยาวราวๆ8-12เซนติเมตรหรือมีตา6-7ตา ปลูกลงแปลง กลบดินครึ้มราวๆ5-10ซม. รับผลิตขมิ้นชันจำต้องใช้ระยะเวลาสำหรับเพื่อการงอกประมาณ30-70ขายส่งขมิ้นชันวันหน้าปลูกควรรดน้ำทุกวี่วัน หลังจากนั้นเมื่อขมิ้นมีอายุได้ 9-10 เดือนจึงจะสามารถเก็บเกี่ยวรวมทั้งนำมาขายขมิ้นชันได้
ฤดูปลูกขมิ้นชัน : ควรเริ่มปลูกขมิ้นชันในช่วงต้นหน้าฝนราวสิ้นเดือนม.ย. ถึงต้นเดือนเดือนพฤษภาคม
ฤดูการเก็บเกี่ยวรวมทั้งขายขมิ้นชันได้ : จะเก็บเกี่ยวหัวขมิ้น ในช่วงฤดูหนาวหรือประมาณสิ้นเดือนธันวาคมถึงมกราคม ซึ่งระยะนี้หัวขมิ้นชันจะแห้งสนิท
เหง้าของขมิ้นชันมีรสฝาด กลิ่นหอม สามารถเก็บมาใช้เมื่อมีช่วงอายุ 9-10 เดือน มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และก็ มีฤทธิ์สำหรับการขับน้ำดี น้ำมันหอมระเหย ขายขมิ้นชันยังมีคุณประโยชน์ทุเลา อาการปวดท้อง ท้องเฟ้อ แน่นจุดเสียด แก้โรคผิวหนัง ขับลม แก้ผื่นคัน แก้ท้องเสีย อาจช่วยรักษาโรค รูมาตอยด์ได้ ยังไม่รับรองแจ้งชัด ในแบบเรียนยาจีนเรียกเจียวหวง ภาษาจีนกลาง หรือ เกียอึ้ง (ภาษาจีนแต้จิ๋ว) ใช้เป็นยา แก้เมื่อย แก้ปวดระดู
เหง้าขมิ้นชันมีสารประกอบที่สำคัญ เป็นน้ำมันหอมระเหย แล้วก็ในเหง้ายังมีสารสีเหลืองส้มที่เรียกว่าเคอร์คูไม่น สารสกัดด้วยเอทานอลจากเหง้าสดมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสแล้วก็ต้านทานอนุมูลอิสระขมิ้นชันสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดอาการอักเสบ มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการขับน้ำได้ดี น้ำมันหอมระเหยในขมิ้นชันมีคุณประโยชน์รักษาปวดท้องเสียด ท้องอืด แน่นจุกเสียด ขมิ้นชันไม่มีพิษรุนแรง มีความปลอดภัยสูง
อาหารขายขมิ้นชันเป็นส่วนประกอบยกตัวอย่างเช่นแกงเหลือง แกงไตปลา แกงกอและ แกงฮังเล ข้าวแขก ข้าวบุหรี่ไก่ ขนมเบื่อ ขนม ของหวานเบื้อญวน และก็เป็นส่วนประกอบสำคัญของผงกะหรี่ ขมิ้นชันใช้ย้อมผ้าให้ได้สีเหลือง ถ้าหากใส่ใบหรือผลมะขามป้อม ลงไปด้วยจะได้สีเขียว นอกเหนือจากนั้น สำหรับการทำปูนแดง จะนำปูนมาผสมกับขมิ้นชัน ในสมัยเก่านิยมขายขมิ้นชันเอาผงขมิ้นชันทาตัวให้ผิวเหลือง รักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน ใช้ทาศีรษะข้างหลังโกนผม เพื่อรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นมาจากการใช้มีดโกน โกนผม
แคปซูลขมิ้นชันขมิ้นชัน เพิ่มภูมิคุ้มกันอิมมูโนโกลบูลิน จำพวกจี (IgG) รวมทั้งลดความไวต่อตัวกระตุ้น ช่วยขยายหลอดลม ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ แล้วก็เป็นสมุนไพรรักษาโรคภูมิแพ้แก้อาการท้องอืด ท้องอืด แน่น จุกเสียด อาหารไม่ย่อย อาการแสบคัน แก้หิว และก็แก้กระหาย ทำโดยล้างขมิ้นชันให้สะอาด ไม่ต้องปอกออก หั่นเป็นชิ้นบางๆผึ่งแดดจัดสัก 1-2 วัน บดอย่างถี่ถ้วนผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดปลายนิ้วก้อย รับประทานครั้งละ 2-3 เม็ด วันละ 3 -4 ครั้ง หลังอาหารรวมทั้งก่อนนอน แม้กระนั้นบางคนเมื่อกินยานี้แล้วแน่นจุกเสียดให้หยุดกินยานี้
การศึกษาค้นคว้าวิจัยเพิ่มพบว่า การกินขมิ้นชันตามนาฬิกาชีวิตในตอนที่อวัยวะต่างๆเปิดการทำงาน ขายขมิ้นชันจะช่วยสนับสนุนคุณภาพของขายส่งขมิ้นชันมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น พวกเราแคปซูลขมิ้นชันต้องกินขมิ้นชันให้เป็นของกิน จำเป็นต้องกินให้สนุก ไม่ใช่กินเป็นยา ใช้ทำกับข้าวบ้าง หุงข้าวใส่ขมิ้นชันก็ได้ รับประทานแบบเม็ดแคปซูลบ้างรับผลิตขมิ้นชัน
ส่วนประกอบสำคัญ
ขมิ้นชัน
ขายขมิ้นชัน ขายส่งขมิ้นชัน จำหน่ายขมิ้นชัน แคปซูลขมิ้นชัน
รับผลิตขมิ้นชัน

ขมิ้นชันสรรพคุณ ทำความสะอาดลำไส้ สมานแผลในกระเพราะของกินต้านอนุมูลอิสระที่ส่งผลให้เกิดมะเร็งในตับ มีวิตมินเอ วิตมินอี วิตมีนซี เมื่อไปสู่ร่างกายจะปฏิบัติงานพร้อมอีกทั้ง 3 ตัวมีส่วนช่วยลดไขมันไนตับ สร้างภูมิต้านทานให้แก่ผิวหนังกำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนมาพร้อมกับของกินที่รับประทานเข้าไปสะสมส่งผลให้เกิดมะเร็ง ช่วยขับน้ำนมสตรีที่มีลูกขมิ้นชันมีสรรพคุณมากมายหลายอย่างดังนี้ ใช้บำรุงเลือด ฟอกโลหิต บำรุงธาตุ บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง รักษาอาการอักเสบที่เกี่ยวกับข้อ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ปวดประจำเดือนหรือเมนส์มาเปลี่ยนไปจากปกติ แก้หวัด ขับเยี่ยว แก้แท้งลูก แก้ปวดฟัน ใช้รักษาโรคบิด ลดไข้ ฯลฯ ถ้าใช้ข้างนอก ใช้รักษาผี แผลพุพอง สมานแผล ลดอาการแพ้จากแมลงกัดต่อย รักษาผิว บำรุงผิว แก้กลยุทธ์ขัดยอกรักษากลากโรคเกลื้อน ฯลฯ และในขมิ้นชันมีสารเคอร์คูมินและก็เคอร์คิมูนอยด์ ที่ช่วยต้านทานเอนไซม์บางชนิดของเชื้อไวรัส HIV และก็ยังสามารถยั้งเซลล์ของโรคมะเร็งได้อีกด้วย แล้วก็พบว่าขมิ้นขันยังมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ รวมทั้งยังมีฤทธิ์ในการขับน้ำดี ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย และก็รักษาแผลสำหรับการในกระเพาะอาหารได้อย่างดีเยี่ยม
สมุนไพรอื่นๆ
สรรพคุณของยาดำ
ยาดำที่ใช้ในตำรับยาไทยส่วนมากเป็นยาดำที่นำเข้ามาจากแอฟริกา ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า ยาดำมีรสเบื่อรวมทั้งเหม็นขม สรรพคุณถ่ายลมเบื้องสูงให้ลงต่ำ กัดฟอกเสลดรวมทั้งเลือด ทำลายพรรดึก เป็นยาถ่าย ยาระบาย แก้โรคท้องผูก โดยกระตุ้นลำไส้แล้วก็ทางเดินอาหารให้บีบตัว ใช้เป็นยาแทรกในยาระบายหลายตำรับ ตราบจนกระทั่งมีคำสุภาษิตว่า “แทรกเป็นยาดำ” หมายความว่าแทรกหรือคละเคล้าอยู่ทั่วไป เป็นยา ถ่ายพิษไข้ ถ่ายพยาธิตัวตืด ไส้เดือน ขับน้ำดี มีฤทธิ์ไซร้ท้อง ฝนกับเหล้าขาวทาหัวฝี ทาแก้ฟกบวม
คุณประโยชน์หญ้าแห้วหมู
แห้วหมู ถึงแม้ว่าหัวจะมีรสขมแต่ว่าก็มีคุณค่าทางของกิน ในทวีปแอฟริกาใช้เป็นอาหารเวลาขาดแคลน รวมทั้งเป็นอาหารนกในเวลาย้ายถิ่น การใช้ผลดีจากหญ้าแห้วหมู นิยมนำท่อนหัวใต้ดินมาใช้เยอะที่สุด ด้วยเหตุว่าประกอบด้วยสารหลากหลายประเภทดังที่กล่าวข้างต้น สารสกัดที่ได้จากหัวหญ้าแห้วหมูหรือการนำหัวหญ้าแห้วหมูมาใช้นั้น นิยมใช้รักษาโรคต่างๆ
ตำรายาไทย ขับลม แก้อาการแน่นหน้าอก อาเจียน เข้ายาธาตุแก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ เป็นยากล่อมประสาท เป็นยาแก้ปวดในหญิงที่เมนส์ไม่ดีเหมือนปกติ ลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ใช้แก้อาการคันตามผิวหนัง เป็นยาพอกฝีดูดหนอง
แพทย์พื้นบ้าน ใช้เป็นยาบำรุงลูกในท้อง ปรุงเป็นยาธาตุขับลมในไส้ รวมทั้งแก้ลักษณะของการปวดท้องเพราะเหตุว่าท้องเฟ้อ เฟ้อ ใช้ผสมในลูกแห้งหมาก หรือแป้งเหล้า สำหรับในการทำแอลกอฮอล์ เพราะก่อให้เกิดแก๊สเร็ว แห้วหมูมีคุณลักษณะเป็นสมุนไพร ซึ่งหัวมีรสเผ็ดขมน้อย ใช้ขับลม ส่วนสารสกัดจากรากมีฤทธิ์ขับฉี่ตำรับยาอายุรเวทของอินเดีย ใช้แก้ไข้ ความผิดปกติในทางเดินของกิน ชาวอาหรับในรอบๆเลอวานต์นำหัวไปอบให้ร้อน ใช้ประคบบริเวณที่บวม หนังสือเรียนยาจีนเรียกเซียวฟู่ (ภาษาจีนกลาง) หรือเฮียวหู้ (ภาษาจีนแต้จิ๋ว) รากใช้เป็นยาพารา แก้อักเสบ
หมอแผนใหม่ ใช้แห้วหมูรักษาอาการคลื่นไส้ อาการอักเสบ ลดความเจ็บปวด ผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ มีสารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชศาสตร์หลายอย่างอย่างเช่น: α-cyperone β-selinene cyperene cyperotundone patchoulenone sugeonol kobusone แล้วก็ isokobusone สารสกัดจากหัวที่สกัดด้วยเอทานอล มีฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีแซนธีน- ออกสิเดส เชื้อไข้มาลาเรียลดฤทธิ์อะฟาทอกซิน ลดความเป็นพิษที่มีต่อตับ ลดฤทธิ์แอลกอฮอล์ รักษาแผลในกระเพาะอาหารเพิ่มระดับความดันเลือด กระตุ้นประสาท กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด ลดอาการหดเกร็งของลำไส้ กล้ามเนื้อมดลูก แล้วก็กล้ามเรียบ บำรุงหัวใจ กระตุ้นระบบหายใจ ลดการอักเสบ ยับยั้งเอนไซม์ Glutamate pyruvate transaminase, Prostaglandin synthetase , Aldose reductase , gamma– glutamyl transpeptidase ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน Estrogen ช่วยลดระดับไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ แล้วก็ chlolesteral ในเลือด เพิ่มความเข้มข้นของ Plasma protein รวมทั้งยับยั้งการชีวสังเคราะห์ Prostaglandin
คุณประโยชน์ขิง
ขิง เป็นพืชที่มีความสำคัญทางของกินเนื่องมีธาตุฟอสฟอรัสและวิตามิน เอ สูงรวมทั้งยังช่วยในการปรับแต่งรสชาติของกิน คนโบราณนำส่วนต่างๆของขิง อย่างเช่น แง่งขิง เปลือกขิง น้ำมันหอมระเหยรวมทั้งใบ ใหม่ๆมาใช้เป็นยาสมุนไพร เพื่อรักษาโรคชนิดต่างๆ
การใช้เป็นอาหาร ขิงนำมาทำกับข้าวได้มากมาย ขิงอ่อนใช้เป็นผักจิ้ม ใช่ทำผัดขิง ใสในยำอาทิเช่นยำหอยแครง ใส่ไว้ด้านในแกงฮังเล น้ำพริก กุ้งจ่อม ซอยใส่เอาไว้ภายในต้มส้มปลา เมี่ยงคำ ไก่สามอย่าง ใช้ทำขิงดอง ใส่ในบัวลอยไข่หวานเพื่อขจัดกลิ่นคาวไข่ ทำเป็นอาหารหวาน ยกตัวอย่างเช่น น้ำขิง เต้าฮวย ขิงแช่อิ่ม ขนมปังขิง แล้วก็ยังทำเป็นขิงผงสำเร็จรูป สำหรับชงดื่ม
คุณประโยชน์ขี้เหล็ก
ดอกขี้เหล็ก รักษาโรคเส้นประสาท นอนไม่หลับ ทำให้หลับสบาย รักษาหืด รักษาโรคเลือดทุพพลภาพ ผายธาตุรักษารังแค ขับพยาธิ สารในกลุ่มแอนทราควิโนน (anthraquinones) ช่วยออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นยาระบาย รวมทั้งแก้อาหารท้องผูก ช่วยยับยั้งรวมทั้งชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง
ใบขี้เหล็ก รักษาโรคบิด โรคเบาหวาน แก้ร้อนใน รักษาโรคฝีมะม่วง รักษาโรคเหน็บชา ลดความดันเลือดสูง ขับพยาธิ เป็นยาระบาย รักษาอาการนอนไม่หลับ ใบขี้เหล็กมีสารที่ชื่อว่า “แอนไฮไดรบาราคอล” (Anhydrobarakol) ที่มีคุณประโยชน์ช่วยสำหรับการคลายเครียดทุเลาอาการจิตฟุ้งซ่าน
แก่น รักษาโรคเบาหวาน รักษาโรคหนองใน ใช้เป็นยาระบาย รักษาวัณโรค รักษามะเร็งปอด ปอดอักเสบ โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะ
รากขี้เหล็ก และก็เปลือกลำต้น (รสขม) ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ ในลักษณะเดียวกันที่กล่าวข้างต้น นำเปลือกขี้เหล็กมาต้มน้ำอาบในลักษณะเช่นเดียวกันกับใบ เพื่อรักษาโรคผิวหนัง นำราก และเปลือกมาต้มดื่ม ช่วยอาการท้องเดิน แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว แก้อาการเหน็บชาตามร่างกาย บำรุงไต ทุเลาอาการไข้หวัด แก้ตัวร้อน รักษา และทุเลาอาการเป็นริดสีดวง
ฝักขี้เหล็ก รวมทั้งเม็ดขี้เหล็ก ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ ในลักษณะเดียวกันที่กล่าวข้างต้น แก้ปวดเมื่อย เหน็บชา ช่วยลดอาการไอ แล้วก็ขับเสลด ช่วยลดความเคร่งเครียด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แล้วก็ช่วยให้ง่วงหงาวหาวนอนง่าย ช่วยในการขับลม แก้ลมดันในระบบทางเดินอาหาร

Tags : ขายขมิ้นชัน,ขายส่งขมิ้นชัน

หน้า: [1] 2