แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1
กลิ่นเหม็นและเห็นเป็นสีดำจาก น้ำเน่าเสีย สาเหตุของน้ำเน่ามาจากพฤติกรรมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและการพูดจาเชือดเฉือนรายวันของบรรดานักการเมือง ในแวดวงบันเทิงจอตู้ มาจากสถานีที่เห็นแก่เรตติ้ง และผู้จัดละครที่ขาดความคิดสร้างสรรค์
ส่วนในแม่น้ำลำคลอง น้ำเน่าเกิดจากการที่มีอินทรียสารอยู่มากจนเกินไป

อินทรียสารเหล่านี้ถือเป็นอาหารชั้นเลิศของจุลินทรีย์ที่อยู่ในน้ำ โดยในระหว่างที่พวกมันย่อยสลายอินทรียสาร ก็จะมีการใช้ออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำควบคู่ไปด้วย สุดท้ายเมื่อออกซิเจนมีไม่เพียงพอ สัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ด้วย ก็จะพากันตายกลายเป็นอินทรียสารเพิ่มพูนให้กับแหล่งน้ำ

ถึงแม้ออกซิเจนจะถูกใช้ไปแทบเกลี้ยง แต่ในธรรมชาติจะมีจุลินทรีย์อีกจำพวกหนึ่งที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน หรือกล่าวอีกทางหนึ่งคือ จุลินทรีย์กลุ่มนี้สามารถย่อยสลายอินทรียสารโดยไม่ต้องใช้ออกซิเจน และทำให้เกิดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือก๊าซไข่เน่า ซึ่งมีกลิ่นเหม็น แล้วเมื่อสารชนิดนี้ไปทำปฏิกิริยากับโลหะที่มีอยู่ในแหล่งน้ำ ก็จะเกิดเป็นตะกอนสีดำ กลายเป็นสภาวะน้ำเน่าเสีย

ดังนั้นเวลาที่เราล่องเรือหรือเดินเลาะเลียบริมคลองที่เน่าเสีย จึงได้กลิ่นเหม็นและเห็นเป็นสีดำนั่นเอง ซึ่งกลิ่นเหม็นโชยมาที่ว่านี้ ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความรำคาญ เพราะหากมีปริมาณที่เข้มข้นมาก หรือจำต้องสูดดมเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องยาวนาน ก็สามารถมีผลกระทบต่อสุขภาพได้

1.สาเหตุของน้ำเสีย

1. น้ำเสียจากบ้าน ร้านค้าและอาคารที่ทำเกิดจากกิจกรรมประจำวันของประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนเช่น การซักผ้า อาบน้ำ ล้างถ้วยชาม และ เศษอาหารจากห้องครัว ซึ่งน้ำทิ้ง
2. น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม
1.การล้างวัตถุดิบ
2.น้ำทิ้งจากกระบวนการผลิต
3.การทำความสะอาดโรงงาน
4.ระบบหล่อเย็น
5.อาคารที่อยู่อาศัย ร้านค้า โรงอาหาร
6.น้ำเสียที่ยังไม่ได้รับการบำบัด
7.น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วแต่ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
3. ปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตร น้ำทิ้งจากการ

1 เพาะปลูก
องค์ประกอบของน้ำเสียจากการเพาะปลูก
1.1ปุ๋ย
1.2ยาฆ่าแมลง
1.3ยากำจัดศัตรูพืช
2น้ำทิ้งจากปศุสัตว์
2.1น้ำทิ้งจากฟาร์มสุกร
1.น้ำทิ้งมีมูลสัตว์
2.เศษอาหาร
3.เจือปน
4.น้ำทิ้งจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
2.2น้ำทิ้งจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

องค์ประกอบของน้ำทิ้ง
1.สารแขวนลอย
2.สารอินทรีย์
3.สารอนินทรีย์

4. ผิวดินที่พังทลาย ในพื้นที่รับน้ำบางแห่ง เช่น อ่างเก็บน้ำที่เสื่อมสภาพและมีการพังทลายของหน้าดิน จะทำให้น้ำมีความขุ่นสูง เกิดสี กลิ่น และรสได้

5. การเลี้ยงปศุสัตว์ ถ้าสัตว์เลี้ยงกินหญ้าที่คลุมหน้าดินมากเกินไปจะทำให้หน้าดินถูกน้ำกัดเซาะเมื่อฝนตกและเมื่อไหลลงไปในแหล่งรับน้ำก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับในข้อ 4 นอกจากนี้มูลสัตว์ก็จะไหลบงไปในลำน้ำทำให้มีสารอินทรีย์ ไนโตรเจน และฟอสฟอรัสสูง เกิดปัญหาเช่นเดียวกับข้อ1 และ 3

6. ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืช ส่วนมากเป็นสารเคมีที่บางครั้งก็เป็นสารมีพิษ เมื่อถูกชะล้างลงไปในน้ำ ก็จะเป็นพิษแก่พืชและสัตว์ที่อยู่ในแหล่งน้ำ หากเรานำน้ำไปใช้ก็จะได้รับอันตรายจากสารพิษนั้นด้วย

7. ไฟป่า ถ้าเกิดไฟป่าในบริเวณพื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นกำเนิดน้ำจะทำให้มีขยะ เถ้าถ่าน ตะกอนทราย รวมทั้งสารมลพิษต่างๆ ไหลลงไปในแหล่งน้ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลเสียต่อคุณภาพของน้ำที่นำไปใช้สอย อีกทั้งอาจจะทำให้อ่างเก็บน้ำหรือแม่น้ำตื้นเขินเนื่องจากการสะสมของเถ้าถ่าน

8. การใช้ที่ดินที่ขาดการควบคุม การใช้ที่ดินสองข้างหรือรอบๆแหล่งน้ำ ที่ขาดการควบคุมหรือการกำหนด จะทำให้เกิดผลเสียต่อคุณภาพของน้ำได้ ดังนั้น จึงควรกำหนดเขตหรือห้ามการขยายชุมชนหรือการตั้งโรงงานตามริมน้ำที่นำน้ำมาไปใช้ประโยชน์ในการทำประปา


บำบัดน้ำเสีย กลิ่นเหม็นและเห็นเป็นสีดำจากน้ำเน่าเสีย ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.bcithailand.net/บำบัดน้ำเสีย/

2
 ยำคำสวยจานนี้หน้าตาและรสชาติก็คล้าย ๆ กับก๋วยเตี๋ยวลุยสวนที่เราคุ้นเคยนั่นแหละ แต่สีสันน่ากินทีเดียวเชียว สีม่วงอ่อน ๆ จากแผ่นแป้งตัดกับสีเขียวของผักต่าง ๆ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ จากผักนานาชนิดที่ห่อรวมอยู่ในคำเดียว กินคู่กับน้ำจิ้มรสเด็ด ที่จะทำให้การลดน้ำหนักของคุณ มีสีสัน และอร่อยมากยิ่งขึ้น เป็นสูตรเด็ดมาจากนิตยสารแม่บ้าน ลองไปทำกันเลยจ้า

สิ่งที่ต้องเตรียม

แผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะญวน 4 แผ่น

น้ำดอกอัญชัน

เนื้อหมูสับ 1/4 ถ้วยตวง

ซอสปรุงรส 2 ช้อนชา

กุ้งลวกผ่าครึ่งตามยาว 8 ถ้วยตวง

ผักกาดแก้วซอย 2-3 ใบ

ขึ้นฉ่ายซอย 2 ช้อนโต๊ะ

ใบสะระแหน่ 2 ช้อนโต๊ะ

เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ทอดบดหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ

หอมเจียว 2 ช้อนโต๊ะ

หอมแดงซอย 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. ชุบแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะญวนลงในน้ำดอกอัญชันให้ทั่ว นำขึ้นวางบนเขียง

2. ผสมเนื้อหมูสับกับซอสปรุงรส ยกขึ้นตั้งไฟ รวนจนสุก

3. ใส่ผักกาดแก้ว เนื้อหมู กุ้งลวก ขึ้นฉ่าย ใบสะระแหน่ หอมแดง หอมเจียว โรยเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ม้วนให้แน่น หั่นเป็นชิ้น จัดเสิร์ฟ พร้อมน้ำจิ้ม




ยำคำสวย อาหาร ลดน้ำหนัก สีสันสดใส ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.plawharn.com/category/health/

3
 ความยั่งยืน (ฉบับย่นย่อ) – ว่าด้วยทุนนิยม สังคม สิ่งแวดล้อม และธุรกิจสมัยใหม่ คำสั้นๆ ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งในบทความ สื่อโฆษณา หรือแม้กระทั่งต่อท้ายชื่อโครงการสารพัดทั้งของภาครัฐและเอกชน ราวกับเป็นสูตรสำเร็จว่า ถ้าอยากจะดูดีสักหน่อย ควรพ่วงคำว่า “ความยั่งยืน” เข้าไปด้วย

ว่าแต่ว่า กิจกรรมอย่างการเชิญชวนมาปั่นจักรยานใจกลางเมือง โครงการปลูกป่าชายเลน ฯลฯ เกี่ยวพันกับความยั่งยืนอย่างไร และแท้จริงแล้ว เจ้า “ความยั่งยืน” ที่ใช้กันอย่างเอิกเกริกนี้ มีหน้าตา แนวคิด หรือวิถีปฏิบัติเช่นไร จึงจะเรียกได้ว่า “ยั่งยืน”

ความสงสัยนำพาให้ผมเดินทางมายังอาคารย่านสุขุมวิท ผ่านประตูไม้ประดับป้าย “ป่าสาละ” บริษัทอายุเพียงขวบเศษที่นิยามตัวเองว่าเป็นบริษัทปลูก “ธุรกิจที่ยั่งยืน” แห่งแรกในประเทศไทย

เธอทั้งสองมองเห็น “หัวใจ” ของระบบทุนนิยมที่ใครหลายคนมองว่าเลวร้าย บอกเล่าเรื่องราวของหลากหลายธุรกิจที่เริ่มปรับตัวเข้าสู่เส้นทางสีเขียว สะท้อนให้เห็นราคาที่จะต้องจ่ายหากธุรกิจยังไม่เปลี่ยนแปลงความคิด

ในอนาคตอันใกล้ ความยั่งยืนอาจไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของธุรกิจ ที่ไม่อาจผลักต้นทุนของความไม่ยั่งยืนมาให้กับสังคมได้อีกต่อไป



วิถีปฏิบัติเช่นไร จึงจะเรียกได้ว่า “ความยั่งยืน” ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.tris.co.th/service/

4
แจกเมนูขนมคลีน ๆ จากขนมปังโฮลวีท เหมาะกับคนรักสุขภาพและคนลดน้ำหนัก มีความนุ่มและคุณค่าเพียบ กินรองท้องหรือกินเอาอิ่มก็เลือกได้ ถูกปากและดีต่อใจจริง ๆ

อย่างที่หลายคนรู้กันดีว่าขนมปังขาวแม้จะอร่อยนุ่มแต่มีแร่ธาตุ วิตามินและใยอาหารน้อยกว่าขนมปังโฮลวีท ใครที่รักสุขภาพหรือควบคุมน้ำหนักลองเปลี่ยนมากินแป้งโฮลวีทที่มีคุณค่ากันเถอะ ขอนำเสนอวิธีทำเมนูขนมปังโฮลวีท มีทั้งวิธีทำขนมปังโฮลวีทกินเอง หรือจะซื้อขนมปังโฮลวีทสำเร็จรูปมาทำพิซซ่า ฮันนี่โทสต์ หรือเมนูขนมปังโฮลวีทอื่น ๆ อีกหลากหลาย หน้าตาแจ่ม ๆ ทั้งนั้น ลองทำกันเถอะ

1. บาร์บีคิวทูน่าโรลโฮลวีท

ง่ายยิ่งกว่าง่ายกับเมนูบาร์บีคิวโรลทูน่าขนมปังโฮลวีท สูตรจาก คุณ iamrabbiy สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ใช้ขนมปังโฮลวีทสำเร็จรูปห่อทูน่าและผักสลัด เพิ่มความเก๋ด้วยการม้วนเป็นโรลและหั่นชิ้นพอคำ ยังไม่จบ ! จับเสียบไม้ด้วยนะทุกคน

ส่วนผสม บาร์บีคิวทูน่าโรลโฮลวีท

• ขนมปังโฮลวีท
• ทูน่ากระป๋อง
• ซอสมะเขือเทศ (สูตรโซเดียมต่ำ)
• ผักสลัด
• มะเขือเทศเชอร์รี

วิธีทำบาร์บีคิวทูน่าโรลโฮลวีท

1. รีดขนมปังโฮลวีทเป็นแผ่นบาง ๆ ตักทูน่าใส่ลงไป ราดซอสมะเขือเทศ วางผักสลัดลงไป ม้วนขนมปังไปจนสุด
2. เสร็จแล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ นำไปเสียบไม้สลับมะเขือเทศ พร้อมเสิร์ฟ

2. ขนมปังกล้วยน้ำว้าโฮลวีท

ขนมปังโฮลวีทแม้จะดีต่อสุขภาพแต่รสจืดชืด ลองเติมความหวานจากกล้วยหน่อยดีไหม ขอนำเสนอขนมปังกล้วยน้ำว้าโฮลวีท สูตรจาก คุณ LittleFilmz สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ใส่แป้งโฮลวีทเน้น ๆ ไม่ผสมแป้งขาว หน้าตาคล้ายเค้กกล้วยหอมแต่เนื้อไม่ได้ฉ่ำออกจะสาก ๆ หน่อยแต่อร่อยเพื่อคุณภาพชีวิตดี๊ดี

ส่วนผสม ของแห้ง

• แป้งโฮลวีทเนื้อละเอียด ิ1+1/2 ถ้วย
• เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
• ผงฟู 1 ช้อนชา
• เกลือ 1/2 ช้อนชา (ในสูตรใช้เกลือทะเล ถ้าเกลือไอโอดีนอาจจะต้องลดลงหน่อย)

ส่วนผสม ของเหลว

• ไข่ไก่ 2 ฟอง
• กล้วยน้ำว้าบด 250-300 กรัม
• กรีกโยเกิร์ต 1/2 ถ้วย
• น้ำผึ้ง 1/4 ถ้วย
• กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

วิธีทำขนมปังกล้วยน้ำว้า

1.วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เตรียมพิมพ์ขนมปัง ฉีดสเปรย์น้ำมันบาง ๆ ลงไป
2. นำส่วนผสมของแห้ง ได้แก่ แป้งโฮลวีท เบกกิ้งโซดา ผงฟู และเกลือ ผสมให้เข้ากัน พักไว้ และนำส่วนผสมของเหลว ได้แก่ ไข่ไก่ กล้วยบด กรีกโยเกิร์ต น้ำผึ้ง และกลิ่นวานิลลา (ในสูตรใส่เครื่องปั่นน้ำผลไม้ ปั่นให้เข้ากัน) ผสมให้เข้ากัน
3. เทส่วนผสมของเหลวลงในส่วนผสมของแห้ง ตะล่อมให้เข้ากัน (อย่าคนนาน เดี๋ยวเนื้อเหนียว)



เมนูขนมปังโฮลวีท อิ่มท้องหลากสไตล์สำหรับสายสุขภาพ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.plawharn.com/

5
ขอข้าวเหนียวกับแคบหมูด้วยออเจ้า ชวนชิมตำมะเขือยาว สูตรอาหารไทยกลิ่นหอมน้ำบูดู เคี้ยวนุ่ม ๆ ปรุงรสแซ่บตามชอบ ต่อคิวรอมื้อถัดไปเลยดีกว่า

จากที่เคยทำเมนูมะเขือยาว โดยเฉพาะน้ำพริกมะเขือยาวใส่น้ำปลาร้าตำรับอีสาน ลองเปลี่ยนมาใส่น้ำบูดูสไตล์ภาคใต้กันบ้างดีไหม กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำตำมะเขือยาว หรือ ซุปมะเขือยาว ความ​​อร่อยอยู่ตรงที่มะเขือยาวย่างกลิ่นหอมโขลกเคล้ากับหอมแดง กระเทียม และพริกคั่ว ที่สำคัญใส่น้ำบูดูเพิ่มความอร่อย ปิดท้ายโรยต้นหอม

ครั้งแรกกับการตำมะเขือยาว มีความอยากลอง อยากทำ อยากกินจ้า

ส่วนผสม ตำมะเขือยาว

• มะเขือยาว
• หอมแดง
• กระเทียม
• พริกจินดา
• พริกเหลือง
• น้ำบูดู หรือน้ำปลา หรือปลาร้าตามชอบ
• น้ำมะนาว
• น้ำตาลปี๊บเล็กน้อย
• ต้นหอมซอย

วิธีทำตำมะเขือยาว

ย่างมะเขือให้สุกจนนิ่ม แช่ในน้ำเย็นจัด ปอกเปลือกออกจนหมดหั่นเป็นท่อนแล้วฉีกเป็นเส้น

คั่วหอมแดง กระเทียม พริกจินดา และพริกเหลืองให้นิ่มและมีกลิ่นหอม

โขลกหอมแดง กระเทียม พริกจินดา และพริกเหลืองให้แหลก

ใส่มะเขือยาวลงไปโขลกให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำบูดู น้ำมะนาว และน้ำตาลปี๊บ ชิมรสตามชอบ


เมนูอาหาร ตำมะเขือยาว ใส่น้ำบูดูอร่อยหอมนุ่มแบบปักษ์ใต้ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.plawharn.com/

6
 ในท้องตลาดปัจจุบันมีอาหารสำหรับน้องหมามากมายหลากหลายจนบางครั้งเราก็เลือกกันไม่ถูกเลยทีเดียวว่าอาหารชนิดใด สูตรไหนเหมาะกับเจ้าตูบลูกรักของเรา เขาทานแล้วได้สารอาหารครบถ้วน ทานแล้วมีความสุข ทานได้เยอะ และสุขภาพดี แข็งแรง สมวัย

วันนี้เรามีวิธีการเลือกอาหารสุนัขที่เข้าใจง่าย และใช้ได้จริงมาฝาก

อย่างแรกเลย เราเริ่มจากการแบ่งตามขนาดตัวของเจ้าตูบ

สุนัขพันธุ์เล็ก มักเป็นสุนัขที่น้ำหนักต่ำกว่า 10 กิโลกรัม เช่น ชิวาว่า ปอมเมอเรเนี่ยน ยอร์คเชียร์เทอเรียร์ พุดเดิ้ลพันธุ์เล็ก มิเนเจอร์ เป็นต้น โดยเจ้าสุนัขเหล่านี้ มักกระฉับกระเฉง ตื่นตัวอยู่เสมอ อาหารที่คิดค้นมาเพื่อสุนัขพันธุ์เล็กมักออกแบบอาหารเม็ดให้มีขนาดเล็ก รับประทานง่าย เพื่อไม่ให้น้องหมาของท่านออกแรงมากเกินไปเวลาเคี้ยว
สุนัขพันธุ์กลาง น้ำหนักประมาณ 10-20 กิโลกรัม เช่น บีเกิ้ล บางแก้ว บูลด๊อก ชิบะอินุ หรือหลังอาน เป็นต้น สุนัขเหล่านี้ อาจจะไม่กระตือรือร้นเท่าสุนัขพันธุ์เล็ก แต่ก็มีการทำกิจกรรมที่หนักหน่วง จึงต้องการอาหารที่ให้พลังงานมากเช่นกัน
สุนัขพันธุ์ใหญ่ น้ำหนัก 20 กิโลกรัมขึ้นไป เช่น ไซบีเรียนฮัสกี้ ร๊อตไวเลอร์ เซนต์เบอร์นาร์ด อัลเซเชี่ยน เป็นต้น โดยสุนัขเหล่านี้มักรับประทานอาหารในปริมาณมหาศาลเพื่อให้อิ่มท้อง
ต่อมา เราสามารถแบ่งตามอายุ ได้ดังนี้

วัยลูกสุนัข คือตั้งแต่น้องหมาหย่านม (10- 12 สัปดาห์) จนถึงประมาณ 1 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ต้องการโปรตีนสูงมาก เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายเจริญเติบโต ต้องใช้สารอาหารในปริมาณมหาศาล
วัยโตเต็มวัย ส่วนมากจะแบ่งตามสายพันธุ์ โดยถ้าเป็นพันธุ์เล็ก และกลางจะเป็นช่วง 1 ปี ถึง 7 ปี แต่ในกรณีถ้าเป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่จะนับจาก 1 ปีถึง 5 ปี แทน เนื่องจากช่วงชีวิตของสุนัขพันธุ์ใหญ่มักจะสั้นกว่าสุนัขพันธุ์เล็ก มักเป็นช่วงที่ใช้ไขมันค่อนข้างเยอะ เพราะต้องใช้พลังงานมากสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ
วัยสูงอายุ โดยปกติจะแยกตามสายพันธุ์หมือนวัยโตเต็มวัย โดยสุนัขพันธุ์เล็กและกลางจะนับ 7 ปี ถึง 10 ปี เป็นวัยสูงอายุ และวัย 10 ปี ขึ้นไปเป็นวัยชรา แต่สำหรับพันธุ์ใหญ่นั้นจะนับ 5 ปีถึง 8 ปีเป็นวัยสูงอายุ และ 8 ปีขึ้นไป เป็นวัยชรา โดยวัยนี้จำเป็นต้องลดไขมัน แต่ยังคงให้โปรตีนอยู่ โดยสูตรอาหารสำหรับสุนัขชรามักใส่สารช่วยบำรุงไขข้อมาด้วย
การแบ่งอาหารน้องหมาตามเกณฑ์ข้างต้นเป็นการแบ่งจากผู้ผลิตส่วนใหญ่ที่ต้องการให้ผู้ซื้อเข้าใจถึงวิธีที่ใช้ในการเลือกซื้ออาหารสำหรับเจ้าตูบแสนรักได้ง่ายและตัดสินใจซื้อได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้เขาได้รับสารอาหารที่ถูกต้อง เหมาะสมกับร่างกายอย่างครบถ้วน

มาพูดถึงสารอาหารกันบ้าง…สุนัขเป็นสัตว์จำพวก Omnivores เหมือนมนุษย์ ฉะนั้นการที่เหล่าสุนัขตัวน้อยจะสุขภาพดี จำเป็นต้องได้รับเนื้อสัตว์ ผัก และธัญพืชต่างๆอย่างครบถ้วน ยิ่งไปกว่านั้นน้องหมายังต้องการสมดุลทางอาหาร เพื่อไม่ให้กลายร่างจากน้องหมาเป็นน้องหมู และเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆ จากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ซึ่งในมุมมองของสัตวแพทย์ การเลือกอาหารสุนัขนั้นควรคำนึงถึง 3 ปัจจัยต่อไปนี้
1. อายุ
2. ระดับของกิจกรรม
3. น้ำหนักที่อยากได้

“สูตรอาหารควรขึ้นอยู่กับสภาวะของสุนัข ควรจะเป็นของแต่ละตัวโดยเฉพาะในการเลือกซื้ออาหารนั้นควรปรึกษาสัตวแพทย์” โดยอาหารที่ถูกต้องสามารถมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคต่างๆ อย่างเช่น สุนัขพันธุ์ใหญ่ มักมีโอกาสที่จะเป็นโรคเกี่ยวกับไขข้อมากกว่าพันธุ์เล็กหรือพันธุ์กลางจึงต้องมีสารอาหารที่จะช่วยเรื่องไขข้อมากกว่าสำหรับสุนัขพันธุ์โต เป็นต้น



การเลือก อาหารหมา ให้ถูกประเภท ถูกวัย สำคัญไฉน? ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.plawharn.com/

7
จุลินทรีย์ ไม่ได้มีจุดเด่นเพียงแค่เรื่องของการบำบัด แต่ยังมีจุลินทรีย์ “สูตรเพื่อการเกษตรและปศุสัตว์” ที่ใช้ในพืชและสัตว์โดยเฉพาะอีกด้วย

ลินทรีย์ จุลินทรีย์ดับกลิ่นเหม็นและน้ำเน่าเสีย ลดกลิ่นได้จริงเห็นผลรวดเร็ว เป็นจุลินทรีย์สายพันธุ์ดีที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลาย คัดแยกมาเพื่อเน้นประสิทธิภาพเรื่องของการบำบัดที่ถูกต้องตามกลไกของธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี

จุลินทรีย์ สามารถบำบัดน้ำเน่าเสีย กำจัดไขมันตามบ่อดักไขมัน ลดปริมาณส้วมเต็มง่าย ย่อยสลายมูลสัตว์ กลิ่นเน่าเหม็นจากฟาร์มสัตว์เลี้ยง บำบัดกลิ่นจากห้องน้ำ ห้องส้วม บ่อเกรอะตามหมู่บ้าน คอนโด/อพาร์ทเม้นท์/แมนชั่น/แฟลต/โรงงาน กำจัดไขมันจากโรงอาหาร ปลอดภัยไม่มีอันตรายใดๆต่อสิ่งมีชีวิต เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

จุลินทรีย์คืออะไร?

จุลินทรีย์ ช่วยเพิ่มผลผลิต เสริมสร้างภูมิต้านทาน เสริมสร้างการดูดซึมอาหาร ให้ทั้งพืชและสัตว์ มีสุขอนามัยแข็งแรง ใช้ฉีดพ่นช่วยปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย กำจัดเชื้อโรค รวมถึงช่วยดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ ปลอดภัยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซ้ำยังช่วยให้สภาพแวดล้อมโดยรวมดีขึ้น

นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างแท้จริง



การประยุกต์ใช้ จุลินทรีย์ชีวภาพ เพื่อการเกษ ตรดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/จุลินทรีย์ชีวภาพ/

8
 ด้วยการหันมาทำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใช้เอง แถมยังมั่นใจได้ว่าไม่มีสารเคมีตกค้างให้ต้องกังวลใจ วันนี้ รับรองเลยว่าปลอดภัย เพราะมาจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ แถมยังได้ผลดีเยี่ยมเทียบเท่าผลิตภัณฑ์ที่วางขายตามท้องตลาดอีกด้วย อย่าช้า ! รีบไปหาปากกากับกระดาษมาจดกันเลย

1. ผงซักฟอกเพิ่มพลังขจัดคราบ

คงไม่มีใครอยากจะใส่เสื้อผ้าเลอะคราบซ้ำ ๆ แน่นอน ดังนั้นเจ้าผงซักฟอกเลยกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราไปแล้ว แต่ที่วางขายตามท้องตลาดก็มีฤทธิ์แรงชนิดคราบตายเนื้อผ้าก็หายไปด้วย ถ้าอย่างนั้นเรามาผสมผงซักฟอกใช้เองดีกว่า เริ่มจากเทเบกกิ้งโซดา 2 ถ้วยตวงลงในอ่างผสม ตามด้วยไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ¼ ถ้วย และกลิ่นหอมสกัดตามใจชอบ จากนั้นใช้ส้อมคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จนเนียนไม่มีก้อนเบกกิ้งโซดาหลงเหลืออยู่อีก แล้วนำมาบรรจุใส่ขวดโหลเก็บไว้ใช้

2. ก้อนดับกลิ่นอับในรูท่อน้ำทิ้ง

รู้ไหมว่าท่อน้ำทิ้งแท้จริงไม่ต่างจากถังขยะ เวลาที่เราล้างจานเศษอาหารเน่าเสียก็ต้องไหลผ่านท่อนั้นทุกครั้ง นานวันก็ส่งกลิ่นอับที่ดับยาก ให้นำเบกกิ้งโซดา ¾ ถ้วยมาผสมกับเกลือ ½ ถ้วย น้ำยาล้างจาน ½ ช้อนชา และมะนาวอีก 1 ผล ใช้ส้อมคนส่วนผสมให้ทุกอย่างเข้ากันดี แล้วใช้ช้อนตักขึ้นมาวางบนถาดที่มีกระดาษรองให้เป็นก้อน ตั้งทิ้งไว้ 1 คืน พอแข็งตัวก็เก็บใส่โหล เมื่อได้กลิ่นตุ ๆ จากท่อน้ำให้รีบนำมาวางตรงรูท่อทันที

3. ผงทำความสะอาดพรม

ลงทุนซื้อพรมราคาแพงเพื่อรับแขกที่มาเยี่ยมบ้าน กลับต้องเพลี่ยงพล้ำเสียท่าให้เชื้อโรคเพราะสิ่งสกปรกทั้งหลาย ถ้าไม่อยากให้เป็นดังนั้น ก็ต้องปั่นส่วนผสมระหว่าง เบกกิ้งโซดา 2 ถ้วย แป้งข้าวโพด ½ ถ้วย ผงเมล็ดข้าวโพดบด ½ ถ้วย ใบกระวาน 4 ใบ กานพลู 1 ก้าน ปั่นให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นเทใส่ขวดที่มีฝาปิดเป็นรู แล้วนำเขย่าโปรยที่พรมให้ทั่ว เพื่อไล่กลิ่นเหม็นและฆ่าเชื้อไปในตัว

4. แผ่นอบแห้งแทนน้ำยาปรับผ้านุ่ม

หลากหลายยี่ห้อของน้ำยาปรับนุ่ม ที่นำเสนอความหอมนุ่มให้ได้เลือกใช้ แต่ก็ยังไม่โดนใจเราเท่าไร ถ้างั้นลองมาทำแผ่นอบแห้ง หรือน้ำยาปรับนุ่มชนิดแผ่นใช้เองดีกว่า แค่หาผ้าคอตตอนมาตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมขนาดฝ่ามือ แล้วมาผสมน้ำส้มสายชู ½ ถ้วย และกลิ่นน้ำหอมสกัดที่เราชอบ 8 หยด ลงในถ้วยผสม จากนั้นนำผ้าคอตตอนที่ตัดไว้มาชุบน้ำผสมให้ชุ่ม แต่ห้ามแช่ทิ้งไว้เด็ดขาด จากนั้นเก็บใส่ขวดโหลไว้ใช้ในตอนซักผ้า



น้ำยาทำความสะอาด ผงซักฟอกเพิ่มพลังขจัดคราบ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/น้ำยาทำความสะอาด/

9
ร้อยแปดพันยี่ห้อน้ำยาทำความสะอาดที่ว่าดีและเด็ด เห็นผลทันตาจนน่าตกใจ หารู้ไม่ว่ามันแฝงไปด้วยสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อคนและสิ่งของ แถมยังก่อให้เกิดผลกระทบในระยะยาวอีกต่างหาก ฉะนั้นวันนี้เราจึงได้เฟ้นเอาสูตรทำความสะอาดแบบธรรมชาติที่ใช้วัตถุดิบในครัวเรือน มาฝากกัน รับรองได้ว่าสบายใจทุกครั้งที่หยิบมาใช้ทำความสะอาด !

1. น้ำยาถูพื้นคราบลื่นทุกชนิด

กลิ่นหอม ๆ ในน้ำยาถูพื้นทำให้เรามัวแต่ปลาบปลื้มจนลืมไปว่ามันคือ น้ำยาเคมีที่ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งบ้าน ถ้าไม่อยากปอดพังมาลองผสมน้ำยาเองดีกว่า โดยใช้น้ำเปล่า น้ำส้มสายชู แอลกอฮอล์ และน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่มาคนให้เข้ากันแล้วนำไปถูพื้น เท่านี้พื้นบ้านของคุณก็จะสะอาดปราศจากเชื้อโรค รู้สึกสบายเท้าทุกย่างก้าวแล้ว

2. น้ำยากำจัดคราบเบา ๆ บนพรม

ลมแทบจับเมื่อสายตาดันไปสะดุดเข้ากับคราบด่าง ๆ บนพรมสุดเลอค่าราคาสูง แต่ส่วนผสมของน้ำเปล่า 1½ ถ้วย ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ¼ ถ้วย น้ำส้มสายชู 1½ ช้อนโต๊ะ น้ำสบู่ 1½ ช้อนโต๊ะ และเพิ่มกลิ่นหอม ๆ ของน้ำมันหอมระเหยลงไปสัก 5 หยด พอคนทุกอย่างจนเข้ากันดีแล้ว ให้นำไปซักคราบสกปรกบนพรมแล้วล้างออก

3. น้ำยาทำความสะอาดคราบหกบนพรมแบบร้อน

แน่นอนว่าความซุ่มซ่ามคือศัตรูตัวฉกาจของพรมในบ้าน ทั้งคราบกาแฟหก คราบเศษอาหาร หรือแม้กระทั่งเศษฝุ่นที่ติดเท้าเราเข้ามา พร้อมที่จะก่อตัวเป็นเชื้อโรคได้ทุกเมื่อ ต่อให้ใช้สูตรเบาอย่างที่เราว่าไปก็คงจะไม่ออกง่าย ๆ งั้นลองใช้สูตรน้ำเปล่า 2 ส่วนผสมกับน้ำส้มสายชู 1 ส่วน จัดการปาดลงบนคราบ แล้วใช้เตารีดไอน้ำมาอังไว้ประมาณ 30 วินาที พรมของคุณก็จะสะอาด แถมยังฆ่าตัดตอนเชื้อโรคไม่ให้ผุดไม่ให้เกิดได้อีกด้วย

15 สูตรทำความสะอาดสารพัดคราบ จากของในบ้าน

4. น้ำยาทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมในครัว

ถ้าเปรียบห้องครัวเหมือนคลังเสบียงเลี้ยงปากท้องพร้อมออกรบ ก็จงอย่าจบชีวิตด้วยน้ำยาเคมีที่ดีแต่อันตรายต่ออาหารเลย มาหยุดยั้งไอระเหยจากสารเคมีที่ดาหน้าเข้ามาหาเสบียงของเรา โดยการผสมเบกกิ้งโซดา ½ ช้อนโต๊ะกับน้ำเปล่าและน้ำส้มสายชูอย่างละครึ่งลงในกระบอกฉีด ปิดท้ายด้วยน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะนาวลงไปประมาณ 2-3 หยด เจอคราบตรงไหนของครัวก็ฉีดลงไป หลังจากนี้ก็ลงมือทำอาหารได้อย่างปลอดภัยแล้ว




น้ำยาล้างคราบน้ำมัน ทำความสะอาดสารพัดคราบ จากของในบ้าน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/น้ำยาล้างคราบน้ำมัน/

10
 สำหรับกระบวนการบำบัดทางกายภาพต่างๆ มีดังนี้
1 ตะแกรง (Screen)

2 การบดตัด (Comminution)
3 การกำจัดตะกอนหนัก (Grit Removal)
4 การกำจัดน้ำมันและไขมัน (Oil and Grease Removal)
5 การตกตะกอน (Sedimentation)
6 การทำให้ตะกอนลอย (Flotation)
7 การกรอง (Filtration)

1 ตะแกรง (Screen)
ตะแกรงมีไว้ใช้ในการดักเศษขยะต่างๆ จากน้ำเสีย เช่น เศษไม้ เศษกระดาษ เศษพลาสติก ฯลฯ มีประโยชน์มากต่อการช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำเสียของระบบบำบัดน้ำเสีย และป้องกันการเสียหายที่มีต่อเครื่องจักรกลต่างๆ เช่นเครื่องสูบน้ำ เครื่องเติมอากาศเป็นต้น ตะแกรงมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ ตะแกรงหยาบและตะแกรงละเอียดซึ่งมีช่องว่างระหว่างแท่งเหล็กตั้งแต่ 25 มม.ขึ้นไป และมีอยู่ระหว่าง 2 ถึง 6 มม.ตามลำดับ

2 การบดตัด (Comminution)
เครื่องบดตัดมีหน้าที่บดตัดศษขยะที่ไหลมากับน้ำเสีย เพื่อให้เศษขยะนี้มีขนาดเล็ก เพื่อช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับฟันของคนเราที่ทำการบดเคี้ยวอาหารให้เล็กลงเพื่อช่วยในการย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น

3 การกำจัดตะกอนหนัก (Grit Removal)
ตะกอนหนักคือ พวกกรวด หิน ทราย หรือตะกอนต่างๆที่มีความถ่วมจำเพาะสูงตะกอนหนักดังกล่าวนี้จำเป็นต้องถูกกำจัดออกไปจากน้ำเสียเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆดังนี้
– เพื่อป้องกันไม้ให้เกิดความเสียหายแก่เครื่องจักรกลต่างๆ เช่น เครื่องสูบน้ำ
– เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอุดตันในท่อระบายน้ำเสีย
– เพื่อป้องกันไม้ให้จับตับเป็นก้อนใหญ่ขึ้นซึ่งทำให้ระบบบำบัดน้ำเสีย เสียหายได้
ระบบกำจัดตะกอนหนักมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดดังนี้
– ถังกำจัดตะกอนหนักที่มีรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้า
– ถังกำจัดตะกอนหนักที่มีรูปร่างสี่เหลี่ยมจตุจัสหรือวงกลม
– ถังกำจัดตะกอนหนักที่ใช้ระบบเป่าอากาศ (Aerated Grit Chamber)

4 การกำจัดน้ำมันและไขมัน (Oil and Grease Removal)
น้ำมันและไขมันจะพบมากในน้ำทิ้งจากร้านอาหารทั่วไป สถานีจำหน่ายน้ำมัน อู่ซ่อมรถยนต์ และโรงงานอุตสาหกรรมประเภทที่มีไขมัน การกำจัดน้ำมันและไขมันมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี คือ
– เติมคลอรีน ประมาณ 2-5 มก./ลิตร
– เติมคลอรีนร่วมกับการเป่าอากาศ
– การทำให้ลอย(Flotation) แล้วเก็บกวาดออกจากผิวน้ำ
– การเพิ่มอุณหภูมิ เพื่อช่วยลดค่าความถ่วงจำเพาะของน้ำมันหรือไขมันทำให้ลอยขึ้นมาได้มาก
– การขัดถูใช้สำหรับพวกน้ำมันหรือไขมันเกาะตามถังหรือเครื่องมือต่างๆ
– การเป่าอากาศเพื่อให้ฟองอากาศที่มีจำนวนมหาศาลพาพวกน้ำมันหรือไขมันลอยขึ้นมาได้มาก
สำหรับระบบกำจัดไขมันหรือน้ำมันแบบที่นิยมใช้เป็นถังที่มีแผ่นขวางอยู่ในบ่อเพื่อดักไขมันไว้ไห้ได้ปริมาณมาก หลัการออกแบบถังดักไขมันคือ ต้องมีขนาดพื้นที่ผิวของถังเพียงพอกับปริมาณไขมันที่จะลอยขึ้นมาความเร็วของน้ำไหลภายในถังต้องต่ำที่สุดเท่าที่จะมีได้ ทางออกต้องไม่ให้พวกไขมันหลุดลอยออกไปได้และถ้าเป็นถังดักไขมันที่ใช้คนเก็บกวาดขึ้นมาต้องหมั่นคอยเก็บขึ้นมาให้หมดทุกวัน




การ บำบัดน้ำเสีย ด้วยวิธีกายภาพเป็นวิธีจำเป็นต้องมีในทุกงานของการบำบัดน้ำเสีย ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/บำบัดน้ำเสีย/

11
ท่อตัน “ทางระบายน้ำอุดตัน” ..ปัญหาที่ดูเหมือนเล็ก แต่มองข้ามไม่ได้ “ท่อตัน ” ปัญหาที่ทุกคนฟังแล้วก็คงส่ายหน้า เพราะแทบทุกบ้าน ทุกคอนโดฯ คงจะได้เจอะเจอกันอย่างแน่นอน

..ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ดูเหมือนเล็กเพราะมีวิธีแก้ไขมากมาย แต่ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ และถ้าไม่แก้ก็สามารถลามไปเป็นปัญหาใหญ่อย่างน้ำท่วมห้องได้ด้วยเช่นกัน ทำให้ปัญหาระบบน้ำในอาคารนั้น เป็นเรื่องที่ไม่อาจที่จะมองข้ามไปได้เลยทีเดียว วันนี้ทางทีมงานก็มีวิธีรับมือกับเหล่าบรรดา “ปัญหาทางระบายน้ำอุดตัน” ในจุดต่างๆ มาฝากกัน เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ถึงสาเหตุและวิธีการป้องกัน เพื่อแก้ไขปัญหากวนใจในการอยู่อาศัยค่ะ

ภายในบ้านเรานี้ประกอบด้วยห้องต่างๆ ทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ระเบียง ปฏิเสธไม่ได้เลยนะคะ..ว่าห้องส่วนใหญ่ที่กล่าวมานั้น จำเป็นต้องเดินระบบน้ำไว้แทบทุกห้อง เพราะในแต่ละวัน ” น้ำ ” เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องใช้ภายในบ้านเรือน จากสถิติปัจจุบันมีอัตราการใช้น้ำในบ้านอยู่ที่ประมาณ 150-200 ลิตร/คน/วัน ซึ่งพอเราใช้น้ำล้างจาน อาบน้ำ ซักผ้า ชำระของเสียต่างๆ ไปแล้วนั้นก็ต้องมีการระบายออกจากบ้าน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของน้ำที่ใช้ไป ..ลองคิดเล่นๆ ว่าหากในบ้านมีผู้อยู่อาศัย 2 คนก็ต้องมีน้ำเสียในแต่ละวันที่เพิ่มขึ้นอีกเท่านึง หรือถ้าเป็นน้ำเสียจากคอนโดฯ ที่อยู่กันเป็นพันยูนิต ก็คงจะต้องมีระบบระบายน้ำและของเสียที่มีประสิทธิภาพในการระบายมากยิ่งขึ้นทีเดียว แล้วอาคารที่เราอยู่อาศัยมีวิธีระบายน้ำเสียอย่างไรล่ะ? จะอธิบายด้วยภาพกราฟฟิคง่ายๆ ตามนี้ค่ะ

ระบบระบายน้ำของแต่ละอาคารไม่ว่าจะบ้านหรือคอนโดฯ จะมีการต่อท่อระบายน้ำออกมาจากห้องต่างๆ หลักๆ คือ ห้องน้ำ ห้องครัว หลังคาและระเบียงแล้วน้ำเสียทั้งหมดจะไหลไปรวมกันที่บ่อพัก (สำหรับน้ำจากโถสุขภัณฑ์และอ่างล้างจานจะไปผ่านถังดักไขมันและถังบำบัดก่อน) เพื่อระบายออกไปสู่ทางระบายน้ำสาธารณะต่อไป..เพื่อนๆ ลองคิดต่อว่าหากมีการอุดตันที่จุดใดจุดหนึ่งแล้วทำให้น้ำระบายออกสู่ทางระบายน้ำสาธารณะไม่ได้ ก็จะทำให้น้ำเอ่อกลับขึ้นมาในที่พักอาศัยของเราได้นะคะ แล้วการอุดตันนี้เกิดมาจาก สาเหตุ อะไรกันบ้าง จะแยกให้ดูกันทีละจุดพร้อม แนวทางแก้ไข ค่ะ

– เริ่มกันที่ “ห้องน้ำ” ..การอุดตันของระบบท่อในห้องน้ำทั้งที่ อ่างล้างหน้า และท่อระบายน้ำที่พื้น ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาของการตุดตันจากเส้นผมที่หลุดร่วงจากการอาบน้ำ สระผม หรือมาจากไขสบู่ ไขมัน ยาสีฟัน เศษอาหารต่างๆ ที่ไปเกาะอยู่ตามท่อทำให้น้ำระบายออกไม่ได้

–> สาเหตุนี้สามารถแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ด้วยการนำสิ่งที่อุดตันออก อย่างเส้นผมก็เก็บทิ้ง หรือใช้ลวดเหล็กเกี่ยวสิ่งที่อุดตันออก ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็ลองใช้งูเหล็กทะลวงเข้าไปก็ได้ แต่ถ้าจะใช้งูเหล็กแนะนำให้เป็นผู้มีความชำนาญจะดีกว่า เพราะถ้าใช้ไม่เป็นท่ออาจจะแตกได้ นอกจากนี้ก็มีวิธีแก้อีกคือ ใช้น้ำยาทำความสะอาดท่อระบายน้ำ ให้เลือกดูสูตรเฉพาะท่ออุดตันนะคะ จะได้ไม่กัดกร่อนท่อค่ะ ส่วนการป้องกันการอุดตันคือเลือกใช้ตะแกรงปิดท่อระบายน้ำแบบถี่ๆ ไม่ให้สิ่งสกปรกหลุดเข้าในท่อได้


ท่อตัน สาเหตุและวิธีการป้องกัน เพื่อแก้ไขปัญหากวนใจในการอยู่อาศัย ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/ท่อตัน/

12
 สำหรับใครที่ต้องเจอปัญหาชักโครกกดไม่ลง ชัดโครกกดไม่ได้บ่อย ๆ มาบอกลาปัญหากวนใจเหล่านี้ ด้วย 8 วิธีแก้ปัญหากดชักโครกไม่ลงง่าย ๆ จากสิ่งของใกล้ตัวกัน

ชักโครกกดไม่ลงถือเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมาก ๆ ในห้องน้ำ ทว่าหลายคนก็ยังไม่รู้วิธีการแก้ปัญหาแบบง่าย ๆ จากของใกล้ตัวสักเท่าไร หรือไม่ก็รู้แค่ว่าต้องใช้ที่ปั๊มส้วมมาปั๊มลงไปเท่านั้น ซึ่งถ้าเกิดหาที่ปั๊มไม่เจอก็จบ ฉะนั้นเพื่อให้ทุกคนสามารถแก้ปัญหาชักโครกกดไม่ลง ทำไงดีได้แบบง่าย ๆ วันนี้มีวิธีแก้ปัญหาการกดชักโครกไม่ลงดี ๆ มาฝากแล้วค่ะ

1. น้ำร้อน

วิธีแก้ปัญหาชักโครกกดไม่ลงที่ง่ายที่สุด ให้เราเทน้ำร้อนประมาณ 10-12 ถ้วยตวง ลงในถัง จากนั้นก็นำไปเทลงในโถชักโครก (ห้ามใช้น้ำเดือดเด็ดขาด เพราะอาจะทำให้ชักโครกแตกหรือร้าวได้) ปล่อยเอาไว้ 2-3 นาที เพื่อรอให้น้ำร้อนเข้าไปสลายไขมันที่เกาะตามผนังท่อระบาย เสร็จแล้วเราก็กดชักโครกทิ้งแบบปกติ แต่แนะนำว่าใช้วิธีนี้ส้วมที่ไม่อุดตันมากหรือสิ่งของที่อุดตันไม่แข็งเกินไปเท่านั้นจะดีกว่า

2. น้ำยาล้างจาน

อีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ที่ได้ผลสำหรับชักโครกที่ไม่อุดตันมาก ให้เราบีบน้ำยาล้างจานขนาดพอประมาณลงไปในชักโครก (นอกจากนี้สามารถใช้เป็นยาสระผมหรือสบู่แทนได้) จากนั้นก็เติมน้ำร้อนตามลงไปประมาณ 1 แกลลอน ปล่อยทิ้งไว้สัก 4-5 นาที แล้วสิ่งอุดตันต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ สลายและไหลลงไปในประมาณครึ่งชั่วโมง โดยเราสามารถทำวิธีนี้ซ้ำอีกครั้งหรือจะใช้ไม้แขวนเสื้อช่วยกดสิ่งอุดลงไปอีกแรงก็ได้

3. ดีเกลือฝรั่งหรือแมกนีเซียมซัลเฟต

เมื่อเกิดเหตุการณ์ชักโครกกดไม่ลงแล้วไม่รู้จะทำอย่างไรดี ให้มองหาดีเกลือฝรั่ง (epsom salts) หรือสบู่แช่ตัว (bath bomb) ที่สาว ๆ มักเก็บไว้ใช้ในห้องน้ำ แล้วนำไปเทลงในโถส้วม เพื่อช่วยให้สิ่งอุดตันหลุดไป เพียงง่าย ๆ แค่นี้ก็จะช่วยแก้ปัญหาชักโครกกดไม่ลงได้แล้วค่ะ

4. เบกกิ้งโซดา+น้ำส้มสายชู

เรียกได้ว่าเบกกิ้งโซดาและน้ำส้มสายชูเป็นของใช้ในบ้านที่ช่วยเรื่องงานบ้านได้มากจริง ๆ โดยสำหรับการแก้ปัญหาส้วมกดไม่ลง ให้เราใส่เบกกิ้งโซดาลงไปในชักโครก 1 ถ้วยตวง แล้วตามด้วยน้ำส้มสายชูอีกหนึ่งถ้วยตวง ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที จากนั้นก็ใส่น้ำร้อนตามลงไป จากนั้นก็กดน้ำทิ้งตามปกติ



อีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ที่ได้ผลสำหรับ ชักโครกกดไม่ลง ชักโครกที่ไม่อุดตันมาก ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/ท่อตัน/

13
โรคไข้เลือดออก กำลังระบาดอย่างหนักในช่วงฤดูฝนนี้ และทุก ๆ ปี ก็จะมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคร้ายนี้ไปไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่ เราสามารถป้องกันไม่ให้โรคไข้เลือดออกมาคุกคามเราได้ง่าย ๆ เพียงแค่พยายามอย่าให้ยุงกัด ไม่ว่าจะเป็นการทายากันยุง หรือใช้สมุนไพรอะไรก็ได้ รวมทั้งการกำจัดลูกน้ำยุงลายที่ชอบเพาะพันธุ์อยู่ตามแหล่งน้ำนิ่ง ๆ เพื่อไม่ให้เติบโตขึ้นมาเป็นยุงรังควาญเราได้

หากใครยังไม่ทราบว่าเราควรกำจัดลูกน้ำยุงลายอย่างไรจึงจะถูกวิธี และได้ผลจริง ลองมาดูคำแนะนำง่าย ๆ แต่ได้ผลดีในการกำจัดลูกน้ำยุงลายที่เกิดในแต่ละภาชนะ ที่ นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ เคยแนะนำไว้ใน นิตยสารหมอชาวบ้าน รับรองว่าเป็นประโยชน์มากทีเดียว

ยุงลาย ไข้เลือดออก

ภาชนะที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายที่สำคัญตามลำดับในบ้านของท่านผู้อ่าน ได้แก่

1. โอ่งน้ำใช้

2. ขาตู้กันมด

3. โอ่งน้ำดื่ม

4. ถังซีเมนต์ในห้องน้ำ

5. ภาชนะอื่น ๆ เช่น จานรอง กระถางต้นไม้ ไห แจกันพลูด่าง ยางรถยนต์ ที่ใส่น้ำให้สัตว์ เป็นต้น

6. โอ่งซีเมนต์ขนาดใหญ่ (โอ่งจัมโบ้)

ท่านควรจะหาเวลาสำรวจภาชนะเหล่านี้เป็นประจำ ถ้าพบว่ามีลูกน้ำก็แน่ใจได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าเป็นลูกน้ำยุงลาย

การป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด เช่น ครอบมุ้งเวลาลูก ๆ นอนตอนกลางวัน หรือจุดยากันยุง ฉีดพ่นยากันยุง เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่การกำจัดลูกน้ำยุงก่อนที่จะกลายเป็นยุงลาย เป็นสิ่งที่แก้ปัญหาตรงต้นเหตุและได้ผลดีกว่า ซึ่งท่านสามารถจะดำเนินการได้ด้วยตนเอง และจะดียิ่งขึ้นถ้าท่านชักชวนเพื่อนบ้านใกล้เคียงกำจัดลูกน้ำยุงลายไปพร้อมกัน

โอ่งน้ำ

ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำง่าย ๆ แต่ได้ผลดีในการกำจัดลูกน้ำยุงลายที่เกิดในแต่ละภาชนะ

1. ภาชนะที่เก็บน้ำไว้เพื่อกิน หรือใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โอ่งน้ำดื่ม หรือโอ่งน้ำใช้ โอ่งซีเมนต์ในห้องน้ำ ฯลฯ ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการใส่ทรายอะเบท หรือการปล่อยปลาหางนกยูง หรือปลาสอด หรือปลากัดเพื่อกินลูกน้ำ และถ้าปิดฝาได้ก็ยิ่งดีใหญ่ เพราะยุงจะลงไปไข่ลำบากขึ้น

ทรายอะเบทเป็นทรายที่เคลือบยาฆ่าลูกน้ำ แต่ไม่มีอันตรายต่อคน ยาที่เคลือบอยู่จะค่อย ๆ ละลายออกมาและมีฤทธิ์อยู่นาน 3 เดือน ดังนั้น จึงต้องเติมทรายอะเบททุก 3 เดือน ปริมาณที่ใช้คือ 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ปี๊บ (โอ่งมังกร)

การปล่อยปลากินลูกน้ำจะปล่อยโอ่งละ 2 ตัว และถ้าปลาหายไปให้เพิ่มปลาเท่าเดิม สามารถขอปลานี้ได้จากสถานบริการสาธารณสุขระดับจังหวัดและอำเภอทั่วไป

ท่านควรจะตัดสินใจเลือกใช้วิธีที่ท่านชอบ เพราะทั้งสองวิธีได้ผลทั้งคู่ ในกรณีที่ไม่ทำทั้งสองอย่าง อย่างน้อยก็ขอให้ท่านปิดผาโอ่งมิดชิดด้วยฝาหรือตาข่ายพลาสติกหรือผ้าพลาสติก และล้างขัดถูผิวภายในโอ่ง และเทน้ำทิ้งทุก 7 วัน

2. ขาตู้กันมด มักจะใส่น้ำหล่อไว้เพื่อกันมดไต่ขาตู้กับข้าว เราควรจะเปลี่ยนมาใส่ขี้เถ้าที่เกิดจากถ่านหรือฟืนแทน หรือใส่น้ำมันขี้โล้ น้ำมันดีเซล หรือน้ำมันอะไรก็ได้แทนน้ำ นอกจากจะไม่ต้องคอยเติมแล้ว ยังกันมดได้ดี และที่สำคัญยุงลายไม่ลงไปวางไข่แน่นอน

แจกันดอกไม้


คำแนะนำง่าย ๆ กำจัดลูกน้ำยุงลาย ที่เกิดในแต่ละภาชนะ  ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/กำจัดลูกน้ำยุงลาย/

14
มะขามเปียกขัดผิว… เป็นหนึ่งในทางเลือกสู่การมีผิวขาวใสได้อย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับสาวๆ คนไหนอยากมีผิวขาว บอกลาความหมองคล้ำดำกร้านของผิว เรามีสูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียกที่จะเนรมิตผิวขาวกระจ่างใสให้คุณได้ครอบครองกันแล้วดังนี้ค่ะ

สูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียกทำให้ผิวขาวใสได้อย่างไร?

สาวๆ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมมะขามเปียกจึงกลายเป็นสมุนไพรขัดผิวขาวใส และยังเป็นที่นิยมในการนำมาใช้เป็นหนึ่งในสูตรขัดผิวขาวกันอยู่บ่อยๆ สาเหตุก็เพราะมีงานวิจัยหลากหลายสถาบันต่างก็ให้การยืนยันไว้ว่า ในมะขามเปียกนั้นมีกรด AHA อ่อนๆ จากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติลดแรงยึดเหนี่ยวระหว่างเซลล์ผิวชั้นบนสุดให้น้อยลง กระตุ้นกระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออกง่ายขึ้น และทำให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ได้อย่างสดใส พร้อมกันนี้ ยังช่วยซ่อมแซมและเสริมสร้างเนื้อเยื่อ(คอลลาเจน) ในชั้นหนังแท้ของผิวได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ สาวๆ จึงมักนิยมนำมะขามเปียกมาใช้ขัดผิวอยู่เป็นประจำ เพื่อขจัดปัญหาหมองคล้ำ ฝ้า กระ รอยสิวและจุดด่างดำต่างๆ ให้หลุดออกไป อีกทั้งยังมีผลจากผู้ใช้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3 สัปดาห์ที่ค้นพบว่า ผิวหน้าและผิวพรรณทั่วเรือนร่างมีความเรียบเนียนกระจ่างใสและดูขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย

สูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียก

สิ่งที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก นมสด น้ำผึ้ง และขมิ้นผง

วิธีทำ ขยำมะขามเปียกกับนมสดจนได้ส่วนผสมเข้มข้น จากนั้นเติมน้ำผึ้งและผงขมิ้นลงไปผสม เมื่อได้ส่วนผสมที่เข้ากันแล้ว ให้นำมาขัดผิวหน้าและผิวกายจนทั่ว แล้วปล่อยไว้ประมาณ 15-20 นาที ก่อนล้างออกให้นำใยบวบมาชุบน้ำจากนั้นนำมาขัดลงบนผิวกายเบาๆ เพื่อกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออกง่ายขึ้น จากนั้นล้างออกให้สะอาด ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ซับผิวให้พอหมาดแล้วชโลมผิวด้วยครีมบำรุงสูตรผิวขาวทันที และอย่าลืมทาครีมกันแดดตบท้ายด้วยนะคะ สำหรับสูตรขัดผิวขาวด้วยมะขามเปียกนี้ แนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งตามสะดวก รับรองค่ะว่าภายในเวลา 1 เดือนคุณจะสังเกตเห็นผิวที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะผิวจะขาวกระจ่างใส เรียบเนียนแถมยังนุ่มน่าสัมผัสมากกว่าที่เคยเป็น

สรรพคุณของขมิ้นและน้ำผึ้ง

ขมิ้น : สมุนไพรขัดผิวขาวที่มีสารเคอคิวมินอยด์ (cucuminoids) ซึ่งเป็นสารสีเหลืองจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สมานผิว ช่วยยับยั้งและฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนผิวไม่ให้เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี นอกจากทำให้ผิวสวยเรียบเนียนและกระจ่างใสผุดผ่องแล้ว จึงใช้เป็นยารักษาสิวในตัวได้ด้วย

น้ำผึ้ง : ความหอมหวานจากน้ำผึ้งมาพร้อมน้ำตาลที่เป็นส่วนประกอบ และยังมีวิตามินแร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิดซึ่งล้วนแล้วแต่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ฟื้นบำรุงผิวให้เปล่งปลั่งสดใส เนียนนุ่มชุ่มชื้น นอกจากนี้ยังช่วยลดโอกาสการเกิดสิวเสี้ยน สิวอุดตันและผดผื่นต่างๆ บนผิวได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้แล้ว ในส่วนของนมสดก็จะช่วยเคลือบบำรุงผิวอย่างล้ำลึก โดยจะทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นอย่างเป็นธรรมชาติ สาวๆ คนไหนอยากมีผิวขาว อย่าลืมใช้สูตรขัดผิวขาวจากมะขามเปียกกันเป็นประจำนะคะ



เคล็ดลับผิวขาว จากสูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียกนมสด น้ำผึ้ง และขมิ้นผง ดูเพิ่มเติมด้ที่ https://www.beautysanta.com/ขาวใสวุฒิศักดิ์/=

15
การเลือกใช้อุปกรณ์ในห้องครัวและการดูแลรักษา อุปกรณ์ทำครัวขั้นพื้นฐานโดยทั่วไปจะประกอบด้วย อุปกรณ์จำพวกหม้อ กระทะ ซึ่งมีหลายขนาด อย่างหม้อก็จะแบ่งเป็นหม้อสำหรับปรุงอาหารจำพวกแกงต่างๆ

หรือจะใช้สำหรับต้มน้ำในระหว่างการปรุงอาหารก็ได้ อุปกรณ์เหล่านี้ เรามักจะเลือกใช้วัสดุที่ทำจากเหล็กเป็นหลัก เพราะมีข้อดี คือ สามารถเก็บความร้อนไว้ได้นาน และทำอาหารต่างๆ ได้หลายประเภท อุปกรณ์สำหรับย่างอาหาร ใครที่เป็นแฟนอาหารทะเล จำพวกย่าง ไม่ว่าจะเป็นกุ้งย่าง ปูย่าง ปลาหมึกย่าง ฯลฯ ควรรู้จักอุปกรณ์ย่างต่าง เพราะคุณสมบัติอย่างหนึ่ง ที่สำคัญสำหรับตะแกรงย่างอาคารคือ การมีคุณสมบัติดูดซับความร้อนเอาไว้ เพระมีผลต่อการทำให้อาหารสุกเร็วขึ้น ถ้าอุปกรณ์นั้นดูดซับความร้อนได้ง่ายก็จะทำให้อาหารสุกเร็วขึ้น เดี๋ยวนี้อุปกรณ์สำหรับย่างที่เรียกว่า “กริลล์” นั้นมีด้วยกัน 2 แบบ คือ

แบบที่ใช้ถ่าน กับแบบที่ใช้ไฟฟ้า สิ่งสำคัญคือ วัสดุที่ใช้ทำจะต้องมีคุณสมบัติในการดูดซับความร้อนได้ดีด้วยนวัตกรรมของเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้มีการผลิตอุปกรณ์เตาย่างที่เป็นระบบไฟฟ้าขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการปรุงอาหาร วิธีการใช้ก็ไม่ยากอะไร ก่อนอื่นคุณต้องเลือกก่อนว่าจะจัดงานที่ไหน เช่น กำหนดแล้วว่าจะจัดในบริเวณพื้นที่สวนข้างบ้าน ให้คุณนำอุปกรณ์นี้ไปตั้งไว้ก่อนจากนั้นก็เสียบปลั๊ก นำน้ำใส่ลงในถาด สำหรับตะแกรงจะร้อนขึ้น อุปกรณ์สำหรับการอบอาหารต่างๆ ขนมหรืออาหารต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นขนมปังหรือเค้ง ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่ผ่านการอบมาจากเตาอบแทบทั้งนั้น สำหรับคนที่ชื่นชอบอาหารจำพวกขนมปังหรือเค้ก ตู้อบกับตู้ไมโครเวฟจะมีความแตกต่างกัน ไมโครเวฟจะเน้นที่เป็นอาหารแห้ง มากกว่าอาคารที่ปรุงขึ้นมาใหม่ ส่วนตู้อบจะเหมาะสำหรับใช้งานกับอาหารหลายประเภททั้งอาหารคาว อาหารหวาน อย่างเนื้อปลา หรืออาหารจำพวกสเต็กเราก็สามารถนำเข้าตู้อบได้ เครื่องครัวในบ้านกับคอนโดมิเนียมต่างกันอย่างไร อุปกรณ์ทำครัวในบ้านกับคอนโดมิเนียมไม่มีความแตกต่างกันไม่มากนัก อุปกรณ์บางชิ้นจะมีลักษณะเหมือนกัน เช่น หม้อหุงข้าวไฟฟ้า กระทะไฟฟ้า เตาไฟฟ้า ตะหลิว ซ้อน ทัพพี (ใช้สำหรับตักข้าว) ฯลฯ


การเลือกใช้อุปกรณ์ เครื่องครัว ในห้องครัวและการดูแลรักษาอุปกรณ์ทำครัวขั้นพื้นฐาน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.parpaikin.com/เครื่องครัว/

หน้า: [1] 2 3 ... 5