แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - BeerCH0212

หน้า: [1] 2 3
1
อื่นๆ / รู้จัก พญายอ สมุนไพรฆ่าเชื้อไวรัส
« เมื่อ: สิงหาคม 23, 2018, 08:36:35 AM »

พญายอ
พญายอเป็นไม้พุ่งแกมเลื้อย เถาและใบมีสีเขียวใบไม้ไม่มีหนาม ใบยาวเรียวปลายแหลม ออกตรงข้ามเป็นคู่ ดอกออกเป็นช่อ อยู่ที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3-6 ดอก กลีบดอกเป็นดอกปลายแยกสีแดงอมส้ม
พญายอขึ้นได้งามในดินที่สมบูรณ์ แสงแดดปานกลาง พบได้ทั่วไปตามป่าในประเทศไทย หรือปลูกกันตามบ้าน ปลูกโดยใช้ลำต้นปักชำ เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ตัดกิ่งออกมาซัก 2-3 คืบ ปักขำให้รากออกมาดีแล้วก็ย้ายไปปลูกในแปลง ดูแลรักษาเหมือน พืชไม้ทั่วไป
ใบ เป็นยา ให้เก็บขนาดกลางที่สมบูรณ์ ไม่แก่หรือไม่อ่อนจนเกินไป ใบของพญายอสามารถลดอาการักเสบของหูได้ดี โดยเฉพาะส่วนที่สกัดด้วยสารละลาย “บิวทานอล” วงศ์สถิต ฉั่วกุล และคณะได้ศึกษาพบว่าสารสำคัญตัวหนึ่งเป็น “เฟลโวนนอยต์” ส่วนด้านที่มีการต้านพิษงูยังไม่ชัดเจน แต่ปลอดภัยพอที่จะใช้
ใบพญายอรักษาอาการอักเสบเฉพาะที่ (ปวด, บวม, แดง ร้อนแต่ไม่มีไข้) จากแมลงที่มีพิษกัดต่อย เช่น ตะขาบ แมงป่อง ผึ้ง ต่อ แตน รักษาโดยการเอาใบสดจากพญายอนี้มาสัก 10-15 ใบ (มากน้อยตามบริเวณที่เป็น) ล้างให้สะอาด ใส่ลงในครกตำยา ตำให้ละเอียด เติมแอลกอฮอล์พอชุ่มยา ตั้งทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ หมั่นคนยาทุกวัน กรองน้ำยา ใช้น้ำ และกากทาบบริเวณที่เจ็บปวดบวม หรือที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า สารสกัดจากใบพญายอ สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส งูสวัด (varicella zoster virus) ทั้งภายในและภายนอกเซลล์ คือ ยับยั้งไวรัสโดยตรง และยับยั้งการเพิ่มจำนสวนของไวรัส
ผู้ป่วยโรคเริมบริเวณอวัยยะสืบพันธุ์ที่ติดเชื้อครั้งแรกและติดเชื้อซ้ำ เมื่อรักษาโดยทาแผลของผู้ป่วยด้วยครีมพญายอ (5%) เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน acyclovir พบว่า แผลของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอและ acyclovir จะตกสะเก็ดภายในวันที่ 3 และหายภายในวันที่ 7 แสดงว่าครีมพญายอและครีม acyclovir มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคเริมบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ให้หายได้เร็วพอกัน แต่ครีมพญายอ ไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคือง ในขณะที่ครีมทำให้แสบและราคาแพง
ผู้ป่วยโรคงูสวัด เมื่อรักษาโดยทาแผลด้วยครีมพญายอ (5%) วันละ 5 ครั้งทุกวัน ปรากฎว่าแผลจะตกสะเก็ดภายใน 1-3 วัน และหายภายใน 7-10 วัน พบว่าผู้ป่วยจะหายเร็วกว่าการใช้ยาชนิดอื่น และไม่พบอาการข้างเคียงใดๆ จากการใช้สารสกัดใบพญายอ
เห็นได้ชัดว่า สมุนไพรไทย พญายอ มีสรรพคุณมากมาย อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้สมุนไพร คุณผู้อื่นต้องศึกษาให้ละเอียด
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
รากของพญาปล้องทอง ประกอบด้วยสาร Lupeol, B-Sitosterol, Stigmasterol และมีการทดลองพบว่าสารสกัดด้วยสารละลายบิวทานอล (butanol) จากใบของพญาปล้องทอง มีสารประกอบฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) สามารถระงับอาการอักเสบได้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้มีการผลิต ครีมพญายอ ขึ้นเพื่อนำมารักษาผู้ป่วยโรคงูสวัดได้ ทำให้แผลตกสะเก็ดหายเร็ว ลดอาการปวดได้ดี และไม่พบผลข้างเคียงใดๆ จากการใช้ครีมพญายอ จึงไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคือง มีการนำมาออกจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย สูง 1-3 เมตร มีลำต้นและกิ่งก้านสีเขียวเข้ม ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามกัน รูปรีแคบขอบขนานกว้าง 1-3 ซม. ยาว 4-12 ซม. ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีแดงส้ม มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียยาวโผล่พ้นหลอดออกมา ปลายแยกเป็น 2 ปาก ผลเป็นผลแห้ง ไม่ค่อยออกดอก ส่วนมากขึ้นตามป่า หรือปลูกกันตามบ้าน ดังนั้นการขยายพันธุ์จึงทำได้โดยการปักชำหรือ การแยกเหง้าแขนงไปปลูก
วิธีการปลูก
การปลูกพญายอ ส่วนใหญ่ใช้กิ่งปักชำโดยเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ปราศจากโรค ไม่แก่ หรือไม่อ่อนเกินไป ตัดกิ่งพันธุ์ให้มีความยาว 6-8 นิ้ว และมีตาบนกิ่งประมาณ 1-3 ตา ให้มีใบเหลืออยู่ที่ปลายยอด ประมาณ 1/3 ของกิ่ง ทาปูนแดงบริเวณรอยตัดของต้นตอ และกิ่งพันธุ์เพื่อป้องกันเชื้อรา ปักชำลงในถุงที่มีวัสดุปักชำเป็นดินร่วนปนทราย จะช่วยให้อัตราการออกรากของกิ่งชำสูง คุณภาพของรากดี และสะดวกในการขุดย้ายต้นไปปลูก โดยปักชำกิ่งลงในวัสดุปลูกลึกประมาณ 3 นิ้ว เอียง 45 องศา รดน้ำให้ชุ่มและรักษาความชื้นให้เพียงพอ โดยกิ่งชำไม่ควรถูกแสงแดดโดยตรง และควรดูแลความชื้นในอากาศ กิ่งปักชำจะออกรากภายใน 3-4 สัปดาห์ เมื่อกิ่งชำที่มีอายุ 3-4 สัปดาห์ ที่ชำไว้ในแปลงชำหรือในถุงชำ โดยใช้ช้อนขุดหรือเสียมแซะกิ่งชำลงปลูกในหลุมปลูกที่เตรียมไว้ 1 ต้นต่อหลุม กลบดิน และกดดินที่โคนให้แน่น รดน้ำหลังจากปลูกทันที
การเก็บ เก็บใบขนาดกลาง ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป การเก็บเกี่ยวให้ใช้วิธีการตัดต้นเหนือระดับผิวดินประมาณ 10 ซม. หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ต้นตอเดิมยังงอกแตกแขนงเติบโตได้อีก และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไปได้
การดูแลรักษา ควรให้น้ำในระยะ 1-2 เดือนแรก ควรรดน้ำทุกวัน ถ้าแดดจัดควรรดน้ำเช้า-เย็น เมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไปแล้วอาจให้น้ำวันเว้นวัน ในฤดูฝนถ้ามีฝนตกอาจจะไม่ต้องให้น้ำ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินอุดมสมบูรณ์ ชอบดินร่วนปนทรายระบายน้ำดี ไม่ชอบดินลูกรังหรือดินเหนียว ชอบอากาศร้อนชื้น ขึ้นได้ดีทั้งที่มีแดดและที่ร่ม
ลักษณะใบพญาปล้องทอง
ส่วนที่นำมาใช้ ใช้ได้ทั้งใบ และราก
ใบ

  • นำมารักษาอาการอักเสบ ถอนพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด ให้ใช้ใบสด 10-20 ใบ นำมาตำผสมกับเหล้าหรือ น้ำมะนาว คั้นเอาน้ำดื่มหรือเอาน้ำทาแผลและเอากากพอกแผล
  • นำมาทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน ให้ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลดี
  • นำมาแก้แผลน้ำร้อนลวก ให้ใช้ใบตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้ แผลจะแห้ง หรือ นำใบมาตำให้ละเอียดผสมกับสุรา มีสรรพคุณดับพิษร้อนได้ดี


รากพญายอ
ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ ขับระดู แก้ปวดเมื่อยบั้นเอว
http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพร เสลดพังพอน (พญายอ)

2

เหงือกปลาหมอ
รักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน ขี้กลากโรคเกลื้อน
ชื่ออื่น : แก้มหมอ แก้มหมอเล จะเกร็ง นางเกร็ง อีเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน
ในตำรายาไทยพูดว่า เหงือกปลาแพทย์สามารถแก้โรคผิวหนังได้ทุกชนิด
ในเมื่อเหงือกปลาหมอมีสรรพคุณเด่นแก้น้ำเหลืองเสียได้ โรคผิวหนังต่างๆแม้แต่ โรคอีสุกอีใส ที่เกิดจากเชื้อไวรัสก็จะบรรเทาเบาบางลง
สมุนไพร เหงือกปลาแพทย์เป็นไม้พุ่มที่มีขนาดกลางๆสูงราว 1-2 เมตร ส่วนของลำต้นและใบจะมีหนามมีหนาม ใบหนามแข็งและมีขอบเว้าหนามแหลมใบออกเป็นคู้ตรงกันข้ามกัน ส่วนของดอกจะออกเป็นช่อตามยอด กลีบจะมีสีขาอมม่วง มี 4 กลีบแยกจากกันผลเป็นฝักสีน้ำตาล มี เม็ด จะสามารถมักพบตามชายน้ำ ริมฝั่งลำคลองบริเวณปากแม่น้ำ
ในกรณีโรคผิวหนังพุพองจากเชื้อไวรัสโรคภูมิคุมกันบกพร่อง แม้ว่าจะร้ายแรงกว่าโรคผิวหนังทั่วไป แต่ว่าเมื่อใช้เหงือกปลาแพทย์เป็นยารับประทานรวมทั้งต้มน้ำอาบติดต่อกันเป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือนขึ้นไป แผลพุพอง ก็จะลดลงลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับคนไข้โรคผิวหนังด้วย
วิธีปรุงยาและก็วิธีใช้ยาก็มีหลายวิธี คือ
แนวทางต้มยากินรวมทั้งอาบ
เอาเหงือกปลาหมอสดหรือแห้งสับเป็นท่อนเล็กๆใส่เต็มขันขนาด 1 ลิตร ใส่น้ำ 4 ขัน ต้มยาให้เดือดนาน 10 นาที ตักน้ำยาขึ้นมา 1 แก้ว แบ่งไว้สำหรับดื่มรับประทานขณะอุ่นๆทีละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง รุ่งเช้า-เย็น ก่อนอาหาร
ส่วนน้ำยาที่แบ่งไว้อาบนั้น จำต้องใช้อาบขณะน้ำยายังอุ่นอยู่ ก่อนอาบน้ำจำต้องชำระล้างร่างกายด้วยสบู่ให้สะอาดซะก่อน เมื่ออาบน้ำยาแล้ว ไม่ต้องอาบน้ำธรรมดาตามอีก อาบน้ำยาวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้า-เย็นทีละ 3-4 ขัน แต่ว่าถ้าหากมีเหงือกปลาหมอเยอะมากๆ บางทีก็อาจจะต้มยาเพื่อแช่หมดทั้งตัวในอ่างก็ยิ่งดี
วิธีทำเป็นยาลูกกลอน
นำเหงือกปลาหมอทั้ง 5 หนตากแห้งมาบดเป็นผงละเอียด 2 ส่วน ผสมน้ำผึ้งแท้ 1 ส่วน ปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 2 เม็ด เด็กบางทีก็อาจจะรับประทานทีละ 1 เม็ดหรือครึ่งเม็ดตามขนาดอายุและก็น้ำหนัก รับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนกินอาหาร เช้าตรู่-เย็น กินไปเรื่อยๆจนกว่าจะหาย แต่ถ้าเกิดเป็นโรคผิวหนังจากภูมิคุ้มกันผิดพลาดก็ต้องกินตลอดกาล

วิธีทำเป็นแคปซูล
นำผงเหงือกปลาหมอที่ผ่านการบินเป็นผงละเอียดเหมือนแป้งใส่แคปซูลขนาด 250 มิลลิกรัม ผู้ใหญ่กินทีละ 2 แคปซูลวันละ 2-3 เวลาก่อนที่จะกินอาหาร เด็กต่ำลงตามส่วน
เหงือกปลาแพทย์มีสรรพคุณจำนวนมาก อย่างเช่น
-ราก มีคุณประโยชน์สำหรับในการแก้โรคหืด อัมพาต แก้ไอ รวมทั้งใช้ขับเสลด
-ต้น มีสรรพคุณรักษาโรคหลายแบบ โดยใช้ต้นตำผสมน้ำดื่มรักษาวัณโรค อาการผอมแห้ง ถ้าเกิดใช้ทาก็ช่วยแก้โรคเหน็บชาได้
-ลำต้น ไปผสมกับสมุนไพรอื่นๆก็จะได้สรรพคุณทางยาแตกต่างออกไปอีก
-ทั้งต้นรวมรากต้มอาบแก้พิษไข้ต้นลม แก้โรคผิวหนังทุกชนิด
-ทั้งต้นสดตำพอกปิดหัวฝีแผลเรื้อรังถอนพิษ ต้มกินแก้พิษไข้ทรพิษ ฝีทั้งสิ้น ผลรับประทานเป็นยาขับเลือดเมนส์ ยิ่งกว่านั้น ถ้าตาเจ็บ ตาแดง เอา
"เหงือกปลาหมอ" อีกทั้งต้นตำกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาหาย เป็นเหน็บชา ชาตลอดตัว
- อีกทั้งต้นตำทาบริเวณที่เป็นจะดีขึ้น
- ตำเอาน้ำดื่มกากพอก งูกัด
- ต้นกับขมิ้นอ้อยตำทาป็นฝีฟกบวม เป็นริดสีดวงทวาร
- ต้นตำกับขิงรับประทาน โรคเรื้อน คุดทะราด เป็นไข้จับสั่น
- ต้นตำใบส้มป่อยต้มดื่ม เจ็บข้างหลัง เจ็บเอว
- "เหงือกปลาหมอ" กับชะเอมเทศตำผงละลายน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนกิน ริดสีดวงแห้ง
ในท้อง ผอมแห้งเหลืองทั้งตัว รับประทานทุกวี่ทุกวัน
- "เหงือกปลาหมอ" กับเปลือกมะรุมเท่ากันใส่หม้อ เกลือบางส่วน หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ ใช้ฟืน 30 ดุ้น ต้มกับน้ำจนถึงเดือดให้งวดจึงชูลง กลั้นใจรับประทานขณะอุ่นจนถึงหมด เป็นริดสีดวง มือตายตีนตาย ร้อนตลอดตัว วิงเวียน ตามัว เจ็บระบมหมดทั้งตัว ตัวแห้ง จะหายได้
- "เหงือกปลาหมอ"  5 รวมราก กับ อาหารมื้อเย็นเหนือ อาหารเย็นใต้ ปริมาณเท่ากัน กะตามต้องการ ต้มกับน้ำกระทั่งเดือดดื่มขณะอุ่นทีละ 1 แก้ว 3 เวลา ยามเช้า ตอนกลางวัน เย็น ต้มดื่มปอดเริ่มมีปัญหาเป็นฝ้าจะอาการดียิ่งขึ้น ไปให้แพทย์เอกซเรย์ปอดไม่เป็นฝ้าอีกหยุดต้มกินได้เลย และก็ต้องระมัดระวังอย่าให้เป็นอีก
ยาอายุวรรฒนะ
- "เหงือกปลาแพทย์" 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ทำเป็นผงละลายน้ำผึ้งปั้นกินทุกเมื่อเชื่อวัน
กินได้ 1 เดือน ไม่มีโรค สติปัญญาดี
กินได้ 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง
กินได้ 3 เดือน โรคริดสีดวงทุกชนิดหาย
กินได้ 4 เดือน แก้ลม 12 พวก หูดี
กินได้ 5 เดือน หมดโรค
กินได้ 6 เดือน เดินไม่ทราบเหน็ดเหนื่อย
กินได้ 7 เดือน ผิวงาม
กินได้ 8 เดือน เสียงน่าฟัง
กินได้ 9 เดือน หนังเหนียว
-"เหงือกปลาหมอ" 1 ส่วน ดีปลี 1 ส่วน ทำผงชงกินกับน้ำร้อนถ้าเกิดผิวแตกหมดทั้งตัวหายได้ ทั้งหมดที่บอกเป็นตำรายาโบราณ ไม่เชื่อก็ไม่ควรลบหลู่ รู้ไว้เป็นวิชา http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรเหงือกปลาหมอ

3

มะนาว
ชื่อสมุนไพร มะนาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น ส้มมะนาว (ภาคกึ่งกลาง),ส้มที่นาว (ภาคใต้) ,สีมานีปีห์ (มลายู) ,หมากฟ้า (ไทยใหญ่) , โกรยชะม้า (เขมร) , มะเน้าเลย์ , มะนอเกละ , ปะนอเกล (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , ปะโหน่งกเงินลยาน (กะเหรี่ยง กาญจนบุรี)
ชื่อสามัญ  Common lime, Lime , Sour lime
ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus aurantifolia (Christm. et Panz.) Swing.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Limonia aurantifolia Christm. & Panzer.
ตระกูล  Rutaceae
ถิ่นกำเนิด เช้าใจกันว่ามะนาวเป็นพืชท้องถิ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพราะว่าคนที่อยู่ในภูมิภาคนี้ รู้จักการใช้คุณประโยชน์จากมะนาวกันเป็นอย่างดีมาตั้งแต่อดีตกาลแล้ว ซึ่งหนึ่งในซึ่งก็คือประเทศไทย แม้กระนั้นมีการศึกษาและทำการค้นพบอีกชิ้นหนึ่งที่เชื่อว่ามะนาวมีบ่อเกิดในประเทศอินเดียตอนเหนือ และก็เขตเชื่อมต่อกับเมียนมาร์ รวมถึงทางภาคเหนือของมาเลเซีย (แต่ว่าน่าประหลาดที่ไม่พบมะนาวในป่าของไทย) เดี๋ยวนี้มีการปลูกมะนาวทั่วไปในเขตร้อน รวมทั้งเขตอบอุ่นครึ่งหนึ่งร้อนทั่วโลกเพราะว่ามะนาวสามารถขึ้นได้ในที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ และทนต่อดินเนื้อละเอียดได้ดียิ่งไปกว่าส้ม
ลักษณะทั่วไป มะนาวเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็กมีลักษณะเป็นพุ่มมีความสูงเฉลี่ย 2-5 เมตร ลำต้นมีลักษณะโค้งงอไม่ค่อยแข็งแรง เปลือกของลำต้นมีสีน้ำตาลคละเคล้าเทา กิ่งอ่อนของมะนาวมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่ สีจะเข้มขึ้นจนถึงเป็นสีน้ำตาลส่วนกิ่งที่แก่มากจะเป็นสีเทา การออกของกิ่งก้านไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อย บนลำต้นรวมทั้งกิ่งไม้จะมีหนาม หนามมีลักษณะแหลมมีหนามสั้นและก็หนามยาวมีสีเขียวเข้มรวมทั้งสีเขียวอมเหลือง ส่วนบริเวณปลายหนามีสีน้ำตาล เมื่อแก่ขึ้นหนามจะแห้งตามไป
                ใบของมะนาวมีลักษณะเป็นใบผู้เดียว คือมีแผ่นใบอันเดียว ใบมีขนาดเล็กกว้างราว 3-6 ซม. ยาวประมาณ 6-12 ซม.รูปร่างเป็นแบบรีหรือทรงไข่ ฐานใบมีลักษณะกลม ปลายใบมีรูปแหลม ป้าน ขอบใบเป็นคลื่น หรือเป็นหยักละเอียด ก้านใบสั้นรวมทั้งมีปีกใบแคบหรือบางทีอาจไม่มีปีกใบก็ได้ ดังนี้ขึ้นอยู่กับชนิดมะนาว ใบอ่อนมีสีเขียวจางเกือบจะเป็นสีขาว ใบแก่มีสีเขียวเข้ม ผิวใบด้านบนละเอียดเป็นเงาส่วนผิวใบด้านล่างค่อนข้างจะหยาบแล้วก็มีสีจางกว่า เมื่อกระทำขยี้ใบจะมีกลิ่นแรง
                ดอกมะนาวอาจกำเนิดเป็นดอกลำพังหรือช่อก็ได้ มีทั้งๆที่เป็นดอกบริบูรณ์และไม่บริบูรณ์ ดอกจะออกบริเวณซอกใบและปลายกิ่ง ดอกมะนาวมีขนาดเล็ก ดอกที่ตูมจะมีขนาดความยาว 1-2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมีสีเขียวเป็นรูปถ้วยมี 4-6 หยัก ส่วนกลีบดอกมีสีขาว และด้านท้องกลีบดอกอาจมีสีม่วงอมแดงเจืออยู่ด้วย กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปถ้วย มีจำนวน 4-5 อัน ปริมาณกลีบในแล้วก็กลีบนอกมีจำนวนเท่าๆกัน แต่ละกลีบมีขนาด 0.8-1.2 ซม. ดอกมะนาวมีเกสรตัวผู้ล้นหลามถึง 20-40 อัน เชื่อมติดกันเป็นกรุ๊ป กลุ่มละ 4-8 อัน เกสรตัวเมียมีรังไข่รูปร่างเป็นทรงกระบอก ใน 1 ดอก จะมีรังไข่โดยประมาณ 9-12 อัน
                ผลมะนาวมีรูปร่างแตกต่างกันไปตามจำพวกของชนิด มีอีกทั้งรูปร่างยาวรี รูปไข่ และรูปร่างกลม ที่ตูดผลมีลักษณะเป็นจุกหรือปุ่มเล็กๆผลโดยธรรมดามีขนาดความยาว 3-12 เซนติเมตร เปลือกมักษณะตะปุ่มตะป่ำ แล้วก็มีต่อมน้ำมันเปลือกผิว ผิวเปลือกเมื่อแหลม ใส่อยู่เยอะมากๆ เนื้อมะนาวมีสีเหลืองอ่อน มีรสเปรี้ยวแล้วก็มีกลิ่นหอมสดชื่นเมล็ด ขนาดเล็กคล้ายรูปไข่ ด้านปลายหัวจะแหลม ภายในเม็ดมีเนื้อเยื่อสีขาว
การขยายพันธุ์  มะนาวเป็นพืชซึ่งสามารถปลูกก้าวหน้าในดินดูเหมือนจะทุกจำพวก ไม่ว่าจะเป็น ดินเหนียว ดินปนทราย แต่ว่าถ้าต้องการจะปลูกมะนาว ให้เติบโตดี มี ผลเยอะ แล้วก็คุณภาพดี ก็น่าจะปลูกไว้ในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการระบาย น้ำดี มีอินทรียวัตถุผสม อยู่มาก รวมทั้งควรจะเลือกพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ
ส่วนการขยายพันธุ์มะนาวนั้นสามารถทำได้หลายวิธี อาทิเช่น การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง รวมทั้งการต่อว่าดตา แต่แนวทางที่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับการแพร่พันธุ์มะนาวมากที่สุดเป็น การทำหมันกิ่ง โดยมีวิธีดังต่อไปนี้

  • เลือกกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินความจำเป็นและไม่เป็นโรคหรือมีแมลงกัดรับประทาน ยาวราว 30-50 เซนติเมตร แล้วก็มีเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 0.5 ซม.ขึ้นไป
  • ตัดหนามและก็ใบในรอบๆที่จะควั่นกิ่งออกราว 5 เซนติเมตร
  • ควั่นกิ่งออกเป็น 2 รอยให้ลึกถึงเนื้อไม้ห่างกัน 1-2 ซม.
  • ขูดเนื้อเยื่อเจริญรุ่งเรืองออกให้หมด
  • ห่อด้วยขุยมะพร้าวที่มีความชื้นหรือใช้ตุ้มตอนสำเร็จ มัดเปาะหัวด้านหลังให้แน่น แล้วทิ้งเอาไว้ราว 30-45 วัน เมื่อรากออกมาแล้วใช้กรรไกรตัดกิ่งตัดเพื่อนำไปแช่น้ำจนกระทั่งอิ่มตัว
  • นำไปชำต่อในถุงสีดำขนาด 5x8 นิ้ว ที่ผสมดิน 1 ส่วน แกลบ 1 ส่วน และก็เมื่อกิ่งที่ชำเดินรากได้ดีในถุงสีดำแล้วก็แข็งแรงแล้วหลังจากนั้นก็ให้นำไปปลูกต่อไป
การเตรียมพื้นที่ปลูก

  • พื้นที่ลุ่ม ตระเตรียมพื้นที่โดยการทำคันดินให้มีความกว้างโดยประมาณ 6-8 เมตร ความสูงให้พิจารณาจากจำนวนน้ำที่เคยท่วมสูงโดยให้อยู่สูงยิ่งกว่า แนวระดับน้ำหลาก 50 เซนติเมตร แทงร่องหรือตรอกร่องทำประตูน้ำเพื่อ ระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร ใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร
  • พื้นที่ดอน ควรไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืช และก็ทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 4 x 4 – 6 x 6 เมตร ดังนี้ขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน
แนวทางการปลูก
ควรปลูกไว้ในช่วงต้นหน้าฝน ควรจะขุดหลุมปลูก ให้มีขนาดกว้างรวมทั้งลึกราวๆ 50 ซม. ผสมดิน ปุ๋ยหมัก รวมทั้งปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าด้วยกัน ในหลุมให้ สูงราวๆ 2 ใน 3 ของหลุม ชูถุงกล้า ต้นไม้วางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงขึ้นมากยิ่งกว่า ระดับดินปากหลุมน้อย ใช้มีดที่คม กรีดถุง จากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้ง 2 ด้าน (ช้ายและก็ขวา) ดึงถุงก๊อบแก๊บออก โดยระวังไม่ให้ดินแตก กลบดินที่เหลือลงในหลุม กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น ปักไม้หลักรวมทั้งผูกเชือกยึด เพื่อปกป้องลมพัดโยก หาวัสดุหุ้มดินรอบๆโคนต้น เป็นต้นว่า ฟางข้าว ต้นหญ้าแห้ง รดน้ำให้โชก ทำร่มเงา เพื่อช่วยอำพรางแสงแดด
การกระทำดูแล การให้น้ำ ควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ ในตอน ที่ปลูกใหม่ๆควรจะให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อย (กรณีฝนไม่ตก) ภายหลังจากปลูกประมาณ 15 วัน มะนาวสามารถตั้งตัวได้แล้ว ให้น้ำเดือนละ 2-3 ครั้ง และควรหา สิ่งของมาปกคลุมดินรอบๆโคนต้น เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้น                ควรเริ่มงดเว้นให้น้ำ ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม เป็นต้นไป จนกระทั่งช่วงออกดอก เพื่อมะนาวสะสม อาหารให้สูงถึงระดับที่สามารถสร้างตาดอกได้ ธรรมดามะนาวจะมีดอก เดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม ภายหลังมะนาวมีดอก รวมทั้งกำลังติดผลอ่อน เป็นช่วงๆที่มะนาวอยากน้ำมาก เพื่อใช้สำหรับในการเติบโต ของผล

     ส่วนพันธุ์มะนาวที่มีการปลูกกันมากในไทย เป็นต้นว่า

  • มะนาวไข่ ผลกลม หัวด้านหลังยาวคล้ายมะนาวหนัง เมื่อโตเต็มกำลังผลมีลักษณะกลมมน เปลือกบางผลโต กว่ามะนาวหนัง
  • มะนาวแป้น ผลใหญ่ ค่อนข้างจะกลมแป้น เปลือกบาง มีน้ำมากมาย นิยมใช้บริโภคมากยิ่งกว่าพันธุ์อื่นๆเชิงการค้าจะปลูกมะนาวจำพวกแป้นดกพิเศษ สามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้ง่าย
  • มะนาวหนัง ผลอ่อนกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มกำลังผลจะมีลักษณะกลมค่อนข้างจะยาว มีเปลือกดก ทำให้เก็บรักษาผลประโยชน์นาน

    องค์ประกอบทางเคมี น้ำจากผลมีกรด citric acid, malic acid, ascorbic acid,  ผิวมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยที่มาจากการกลั่นผิวผล ปริมาณร้อยละ 0.3-0.4 ประกอบด้วยสารต่างๆยกตัวอย่างเช่น  d-limonene (42-64%), alpha-berpineol (6.81%), bergamotene ผสมกับ terpinen-4-ol (3%),  alpha-pinene          citric acid       
    (1.69%), geraniol (0.31%), linalool,  terpineol, camphene, bergapten (furanocoumarin)    ใบมะนาวเมื่อเอามาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการ    camphene
    ต้มกลั่น (hydrodistillation) ได้น้ำมันหอมระเหยจำนวนร้อยละ 0.27  ส่วนประกอบทางเคมีของน้ำมันมีสารต่างๆดังเช่น  6-methyl-5-hepten-2-one (3.19), limonene (44.82), neral (4.95), geranial (7.66) , geranyl acetate (8.98), caryophyllene oxide (2.31) ส่วนข้อมูลทางโภชนาการของมะนาวมีดังนี้

  • พลังงาน 30 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 10.5 กรัม
  • น้ำตาล 1.7 กรัม
  • เส้นใย 2.8 กรัม terpineol
  • ไขมัน 0.2 กรัม
  • โปรตีน 0.7 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.03 มก.
  • วิตามินบี 2 0.02 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 0.2 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 5 0.217 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.046 มก.
  • วิตามินบี 9 8 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 29.1 มก.
  • แคลเซียม 33 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.6 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 6 มก.
  • ฟอสฟอรัส 18 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 102 มก.
  • โซเดียม 2 มก. ที่มา : Wikipedia
ผลดี/สรรพคุณ
น้ำมะนาวมีคุณค่าสำหรับการเป็นสารให้ความเปรี้ยว ผิวมะนาวมีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย มะนาวเป็นเครื่องปรุงรสอาหารไทยที่ขาดเสียไม่ได้ เป็นองค์ประกอบรสเปรี้ยวหลักของน้ำพริก ส้มตำ ยำทุกประเภท ลาบและก็ของกินไทยอีกอีกเพียบเลย ต่างประเทศใช้มะนาวทั้งในอาหารคาวหวาน เป็นต้นว่า ในพายมะนาวของรัฐฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา
น้ำมะนาวเว้นแต่ใช้ปรุงรสเปรี้ยวในของกินหลาย ประเภทแล้ว ยังนำมาใช้เป็นเครื่องดื่ม ผสมเกลือ รวมทั้งน้ำตาล เป็นน้ำมะนาว ซึ่งมีชื่อเสียงกันดีในประเทศไทย แล้วก็ต่างชาติทั่วโลก นอกเหนือจากนั้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดยังนิยมฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆทิ่มไว้กับขอบแก้ว เพื่อใช้แต่งรส
โดยด้านในผลมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยถึงปริมาณร้อยละ 7 น้ำมะนาวจึงมีสาระสำหรับใช้เป็นส่วนผสมน้ำยาที่ใช้เพื่อการทำความสะอาด เครื่องหอม การบำบัดด้วยกลิ่น (aromatherapy) หรือน้ำยาสำหรับล้างจาน
ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากมะนาวด้านอื่นๆอีกอาทิเช่น หุงข้าวให้ขาวรวมทั้งอร่อยขึ้น ด้วยการใช้น้ำมะนาวประมาณ 2-3 ช้อนนำไปซาวข้าว  ทอดไข่ให้ฟูรวมทั้งนิ่ม มะนาว 4-5 หยดจะช่วยได้  มะนาวช่วยลดเหม็นกลิ่นคาวจากปลาเมื่อปรุงอาหารและทำให้ปลาคงจะรูปไม่เหลว เมื่อใช้มีดผ่าปลีกล้วย มีดจะมีสีม่วงคล่ำ ล้างออกตรากตรำ เอามาท้องนาวที่ผ่าแล้วมาถูตามใบมีด จะช่วยให้มีดสะอาดเหมือนเดิม  การเชื่อมกล้วยหักมุกให้น่ารับประทาน เมื่อน้ำตาลเดือดเป็นยางมะตูมแล้ว ให้บีบมะนาวครึ่งซีกลงไป จะช่วยทำให้กล้วยใส น่ารับประทานเพิ่มมากขึ้น  มะนาว 2-3 ลูกใส่ไว้ในถังข้าวสารช่วยป้องกันมอดได้  ส่วนการเปลี่ยนแปลงรูปมะนาว มะนาวดัดแปลงได้ ได้แก่ น้ำมะนาวทำกับข้าว มะนาวแช่อิ่มตากแห้ง น้ำมะนาวเข้มข้น มะนาว ผง เครื่องดื่มผสมน้ำมะนาว แยมมะนาว เยลลีมะนาว แยมเปลือกของมะนาว แยมนะทุ่งนาวดอง มะนาวดองเค็ม มะนาวหวาน กิมจ้อมะนาว เปลือกของมะนาวสามรส เปลือกมะนาวเส้นแต่งรส เปลือกมะนาวเชื่อม เปลือกมะนาวแช่อิ่ม มาร์มาเลดมะนาว เป็นต้น
ส่วนสรรพคุณทางยานั้นระบุว่า ตำรายาไทยผิวมะนาวจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” ประกอบด้วย ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มจีน ผิวส้มซ่า ผิวส้มโอ ผิวส้มจังหวัดตรังกานู ผิวมะงั่ว ผิวมะกรูด และก็ผิวมะนาว (หรือผิวส้มโอมือ) มีสรรพคุณแก้ลมกองละเอียด กองหยาบคาย แก้เสมหะโลหะ ใช้ปรุงยาหอม แก้ทางลม
           นอกจากนั้นบัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ผิวมะนาว ในยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” มีส่วนประกอบของผิวมะนาว อยู่ใน ”เปลือกส้ม 8 ประการ” ร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณในการแก้ลมตาลาย แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นไส้ อ้วก แก้ลมจุกแน่นในท้อง
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุถึงคุณประโยชน์ของมะนาวว่า สารดี-ลิโมนิน (d-limonin) เป็นสารที่ทำให้มีการเกิดความขมในน้ำมะนาว น้ำมันผิวมะนาว (lime oil) พบได้ทั่วไปรอบๆผิวเปลือกของมะนาวมีสารดี-ลิโมนิน เป็นองค์ประกอบหลักเกินกว่าปริมาณร้อยละ 90 พบว่าน้ำมันผิวมะนาว มีคุณลักษณะคุ้มครองป้องกันและรักษามะเร็งหลายประเภท
ชาวตะวันตกทั่วๆไปมักดื่มน้ำส้ม หรือน้ำจากผลพืชตระกูลส้ม อาทิเช่น ส้มโอ หรือมะนาว ประกอบกับข้าวเช้า น้ำผลไม้กลุ่มนี้มีวิตามินซี และก็มีสารกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ (flavonoid) มีสารเฮสเพอริดิน (hesperidin) รูทิน (rutin) แล้วก็ทุ่งนาริงจิน (naringin) และลิโมนิน เป็นฟลาโวนอยด์หลักของพืชเครือญาติส้ม จากนี้จะเรียกสารกลุ่มนี้ว่าฟลาโวนอยด์ส้ม (citrus bioflavonoid)
สารกลุ่มฟลาโวนอย์ส้มนี้มีรายงานทางด้านการแพทย์ตะวันตกว่าใช้เพื่อการรักษาไข้มาลาเรีย โรครูมาว่ากล่าวสม์เรื้อรังรวมทั้งโรคเกาต์ ใช้เพื่อการปกป้องโรคเลือดออกตามไรฟัน ปกป้องการตกเลือดข้างหลังคลอด แล้วก็ช่วยทุเลาอาการระคายคอจากการติดเชื้อรวมทั้งโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งโรคที่เกิดจากการได้รับวิตามินซีในอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งอาจจะส่งผลให้มีลักษณะของโรคเกิดขึ้นข้างใน 8-12 สัปดาห์ ผู้ป่วยมักมีอาการคล้ายป่วยไข้ อ่อนแรง ง่วงซึม โลหิตจาง ปวดกล้าม เจ็บกระดูก มีแผลบวมช้ำหรือบวมง่าย มีจุดเลือดออกแดงๆตามผิวหนัง เกิดโรคทางปริฟัน เป็นแผลแล้วหายยาก อารมณ์ผันแปร หรือมีภาวการณ์เหงาหงอย สำหรับประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากน้ำมะนาวต่อโรคนี้ มีงานค้นคว้าเมื่อนานมาแล้วที่ให้คนเจ็บโรคนี้รับประทานส้มกับมะนาวเหลือง พบว่าคนไข้สามารถฟื้นได้อย่างสมบูรณ์แล้วก็เร็ว เมื่อเทียบกับผู้เจ็บป่วยอีกกลุ่มที่ทานอาหารจำพวกอื่น นอกนั้นในน้ำมะนาวยังมีกรด citric ซึ่งมีรสเปรี้ยว จะกระตุ้นให้มีการขับน้ำลายออกมาทำให้เปียกคอ จึงช่วยทุเลาลักษณะของการเจ็บคอได้
ต้นแบบ/ขนาดวิธีใช้
อาการไอ  ระคายคอจากเสมหะใช้น้ำจากผลที่โตเต็มกำลัง  เติมเกลือเล็กน้อย  จิบบ่อยๆหรือ จะทำน้ำมะนาวเพิ่มเติมเกลือแล้วก็น้ำตาลน้อย           อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด   ใช้เปลือกผลสด 1/2-1 ผล ฝานเป็นชิ้นเล็กๆบางๆชงด้วยน้ำเดือด ปิดฝาทิ้งเอาไว้ 5-10 นาที ดื่มแต่น้ำขณะมีอาการ หรือหลังรับประทานอาหาร 3 เวลาใช้มะนาว 1 ผล บีบเอาน้ำมะนาวมาชงกับน้ำร้อนดื่มหรือใช้มะนาวฝานบางๆจิ้มเกลือกินจะช่วยขับเสลดได้ยามเช้าหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้ว กินน้ำอุ่น 1 แก้ว บีบมะนาว 1/4 ผล (หรือใส่เกลือนิดหน่อย) จะช่วยบรรเทาท้องผูก รวมทั้งช่วยกำจัดพิษออกจากร่างกายน้ำมะนาวผสมผงกำมะถันใช้ทาก่อนนอน แก้อาการกลาก เกลื้อน หิดใช้น้ำมะนาวทาที่ตุ่มคัน ทิ้งไว้ให้แห้ง ล้างน้ำสบู่แล้วถูให้แห้ง แล้วก็ใช้แป้งทาตุ่มคัน แก้น้ำกัดเท้าในด้านความสวยสดงดงาม ผลัดเซลล์ผิว ลดรอยด่างดำ ใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ คนจะกว่าจะเข้ากัน ทาให้ทั่วบริเวณใบหน้า ทิ้งไว้สักประเดี๋ยว ล้างออกด้วยน้ำสะอาดแล้วดูดซับให้แห้ง ทำสัปดาห์ละครั้ง ผิวหน้าจะมองผ่องใส หรือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำแช่อาบใช้เพื่อการแก้ไข้ทับระดู ด้วยการเอาใบมะนาวโดยประมาณ 100 ใบมาต้มรับประทานช่วยแก้ลิ้นเป็นฝ้า ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำมะนาวเช็ดถูที่ลิ้นวันละ 2-3 ครั้ง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา การศึกษาเล่าเรียนสัตว์ทดสอบในหนู พบว่าเมื่อให้สารเฮสเพอริดินซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์หลักจากเปลือกในพืชเครือญาติส้มกับหนูไขมันสูง ส่งผลเพิ่มไขมันที่ดี (เอชดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดไขมันไม่ดี (แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดจำนวนไขมันรวมรวมทั้งไตรกลีเซอไรด์ ในหนูดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว และก็ส่งผลลดระดับความดันเลือดและขับฉี่ในหนูความดันสูง การทดสอบในห้องปฏิบัติในแคนท้องนาดาการพบว่า ฤทธิ์ดังที่กล่าวถึงมาแล้วของฟลาโวนอยด์ส้มมีต้นเหตุมาจากผลการกระตุ้นหลักการทำงานของยีนรีเซปเตอร์ไขมันไม่ดี (แอลดีแอล) ในตับ ณ ตำแหน่งที่ควบคุมโดยสเตอรอคอยล (sterol regulatory element, SRE)
ในสหรัฐฯ งานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า ฟลาโวนอยด์ส้มสองกลุ่ม ตัวอย่างเช่นกลุ่มเฮสเพอริดิน รวมทั้งกรุ๊ปโพลีเมททอกสิเลตฟลาโอ้อวดน (PMFs) มีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในพลาสม่าของสัตว์ทดลอง ซึ่งเกื้อหนุนผลของงานวิจัยในหนูถีบจักรของแคนาดา
ประเทศจีน งานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยพบว่า ทุ่งนาริงจิน และก็เฮสเพอริดินซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์ส้มมีฤทธิ์กระตุ้นแนวทางการทำงานของยีนอะดีโพเนกทิน (adiponectin) ซึ่งเป็นยีนสำคัญในเมตาบอลิซึมของกลูโคสและก็ไขมันที่เกี่ยวโยงกับการสร้างพลัคตันของเส้นเลือดรวมทั้งวิธีการอักเสบ ผลวิจัยพูดว่าฟลาโวนอยด์ส้มอีกทั้ง 2 ชนิดแสดงผลต่อต้านการเกิดพลัคโดยกระตุ้น perovisome proliferator-activated receptor (PPAR) แล้วก็ยีนอะดีโพเนกทินในเซลล์ไขมันอะดีโพไซต์
นอกนั้น สารทั้งสองยังมีฤทธิ์เอสโทรเจนอย่างอ่อน มีผลต่อการสร้างไนตริกออกไซด์ในเซลล์ผนังเส้นเลือดผ่านการกระตุ้นรีเซปเตอร์ของเอสโทรเจน ก็เลยมีฤทธิ์คุ้มครองป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นเหตุให้ช่วยเหลือการกินมะนาว รวมทั้งฟลาโวนอยด์ส้มเพื่อลดจำนวนคอเลสเตอรอลในเลือด ปกป้องโรคเส้นโลหิตหัวใจ โดยเฉพาะในหญิงวัยทอง
งานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยหนึ่งพบว่า น้ำมะนาวเข้มข้น (concentrated lime juice, CLJ) มีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์โมโนปรมาณูในระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งโปรตีนในน้ำมะนาวเข้มข้นมีฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเซลล์ของโรคมะเร็ง การศึกษาในห้องทดลองในมลรัฐเท็กซัสรวมทั้งแคลิฟอเนีย อเมริกาพบว่า สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ส้มมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นพอประมาณ แต่ว่าน้อยกว่าฟลาโวนอยด์ในพืชเครือญาติขิง มีบทความด้านการแพทย์พูดว่า ฟลาโวนอยด์ส้มยับยั้งการเจริญก้าวหน้าของเซลล์ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปอด โพรงปาก กระเพาะ แล้วก็โรคมะเร็งเต้านมจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการรวมทั้งในสัตว์ทดสอบหลายชนิด แต่ยังไม่พบผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยทางสถานพยาบาล
ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของมะนาวที่เกี่ยวกับแก้เจ็บคอมีดังต่อไปนี้  ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการทำการวิจัยผลของน้ำมันหอมระเหยแล้วก็สารสกัด พบว่า น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ยั้งเชื้อ Bacillus cereus และ E. coli สารสกัด 80% เอทานอลจากเปลือกผิว มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus และ Bacillus cereus สารสกัดจากเม็ดมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli. Pseudomanas cichorii และ Salmonella typhimurium สารสกัดเอทานอลจากส่วนกิ่ง (branches) ความเข้มข้น 20 มก./มิลลิลิตร ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis และก็ Streptococcus faecalis
การศึกษาทางพิษวิทยา การทดลองความเป็นพิษ  เมื่อให้น้ำสกัดจากใบมะนาวทางปาก หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนูเม้าส์ ด้วยขนาด 10 กรัม/กิโลน้ำหนักตัว (เท่ากันกับ 1,852 เท่าของขนาดที่ใช้ในคน) ไม่พบความไม่ดีเหมือนปกติอะไรก็ตามเมื่อป้อนสารสกัดรากมะนาวด้วยน้ำครั้งเดียวทางปาก ในขนาด 5 กรัม/โลน้ำหนักตัว ให้หนูแรทไม่พบว่าเป็นพิษแบบเฉียบพลันและครึ่งหนึ่งเรื้อรัง แม้กระนั้นพบว่าในหนูที่ได้รับสารสกัด 1.2 กรัม/กิโลน้ำหนักตัว/วัน  มีเอ็นไซม์ในตับมากขึ้นแต่ว่ายังอยู่ในช่วงธรรมดา และไม่พบความแตกต่างจากปกติของอวัยวะภายใน  ส่วนสารสกัดจากเปลือกผิวมะนาวมีผลยับยั้งฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์  แล้วก็การทดสอบฤทธิ์ระคายโดยวิธีการ Patch test พบว่าสารสกัดจากมะนาวให้ผล positive
ข้อแนะนำ/ข้อพึงระวัง

  • การทาน้ำมันมะนาวลงบนผิวหนังโดยตรงบางทีอาจไม่ปลอดภัยในผู้ที่มีผิวหนังแพ้ง่าย ที่สามารถนำมาซึ่งการทำให้ผิวหนังไวต่อแสงอาทิตย์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนที่มีผิวค่อนข้างจะขาว หลังจากการใช้น้ำมันมะนาวทาลงผิวหนังจึงควรทาครีมที่เอาไว้สำหรับป้องกันแดดแล้วก็สวมใส่เสื้อผ้ามิดชิดเพื่อคุ้มครองก่อนออกไปเผชิญกับแสงอาทิตย์
  • รสเปรี้ยวของมะนาวอาจทำให้กำเนิดท้องเดินหรือท้องร่วงได้ถ้าเกิดรับประทานมากเกินความจำเป็น
  • หลังจากดื่มน้ำมะนาวแล้วไม่ควรแปรงฟันในทันทีเนื่องจากอาจส่งผลให้สารเคลือบฟันตามธรรมชาติหลุดได้
  • แม้ดื่มหรือรับประทานมะนาวบ่อยๆและเป็นเวลานานติดต่อกันอาจจะส่งผลให้ฟันผุร่อนได้
  • คนที่มีสภาวะโลหิตจางไม่ควรกินมะนาว เนื่องจากว่ารสเปรี้ยวจะไปกัดฟอกโลหิตส่งผลให้เกิดอันตรายได้
  • ยาบางประเภทที่จะถูกแปลงภายในตับ โดยมะนาวอาจส่งให้ระยะเวลาในการเปลี่ยนรูปของยาเหล่านี้ต่ำลง การดื่มน้ำมะนาวขณะกินยาบางชนิดที่เปลี่ยนรูปในตับจึงอาจทำให้ส่งผลข้างๆเยอะขึ้น อย่างเช่น ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ไอทราโคนาโซล (Itraconazole) เฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine) ตรีอาโซแลม (Triazolam) ด้วยเหตุนั้น ก่อนรับประทานมะนาวควรขอความเห็นแพทย์เกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. 2536. พจนานุกรมสมุนไพรไทย. กรุงเทพ ฯ : พิมพ์ครั้งที่ 2, สำนักพิมพ์สุริยบรรณ.
  • รวี เสรฐภักดี.2553.คู่มือประกอบการฝึกอบรมโครงการปลูกมะนาวและการผลิตมะนาวนอกฤดู:การสร้างสวนไม้ผลยุคใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.นครปฐม
  • Sethpakdee, R. 1992. Citrus aurantifolia (Christm. & Panzer) Swingle . In: L.P.A. Oyen and Nguyen Xuan Dung (Editors): Plant Resourses of South-East Asia No 2. Edible fruits and nuts. Prosea Foundation, Bogor, Indonesia. pp. 126-128.
  • รศ.สุธาทิพ ภมรประวัติ.มะนาว ลดคลอเรสเตอรอลป้องกันโรคหลอดเลือด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่354.คอลัมน์บทความพิเศษ.ตุลาคม.2551.
  • มะนาว.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีธิราภา แสนเสนา นพดล กิตติวราฤทธิ์ มาลิน จุลศิริ รุ่งระวี เติมศิริฤกษ์กุล. ฤทธิ์ต้านเชื้อและฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดจากผิวผลพืชตระกูลส้ม. โครงการพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2536.
  • มะนาว.สมุนไพรที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • อรรถศิษฐ์  วงศ์มณีโรจน์.2553.คู่มือประกอบการฝึกอบรมโครงการปลูกมะนาวและการผลิตมะนาวนอกฤดู ดินและปุ๋ยสำหรับการปลูกมะนาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.นครปฐม.ไม้ผลเศรษฐกิจ.ฉบับที่102(251)/2552.วารสารเมืองไม้ผล.เทคนิคการปลูกมะนาวพันธุ์แป้นเกษตรดกพิเศษให้ออกในช่วงฤดูแล้ง.88-93 น.
  • Prabuseenivasan, S. et al. 2006. Invitro antibacterial activity of some plant essential oils. BMC Complement Altern Med 30(6):39
  • ประโยชน์ของมะนาวต่อการรักษาโรคได้ผลชัวร์หรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • อาจินต์ ปัญจพรรค์.

4

โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
โรคธาลัสซีเมีย เป็นอย่างไร โรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยา (thalassemia) เป็นโรคโลหิตจาง จากพันธุกรรมอันเนื่องมาจากความไม่ดีเหมือนปกติของการผลิตฮีโมโกลบิน ทําให้สร้างลดลง (thalassemia) แล้วก็หรือสร้างฮีโมโกลบินแตกต่างจากปกติ (hemoglobinopathy) ได้ผลให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะไม่ปกติและก็แก่สั้น (hemolytic anemia) รวมทั้งแตกง่าย โรคธาลัสซีเมียมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ autosomal พูดอีกนัยหนึ่ง ทั้งยังบิดารวมทั้งมารดาของคนที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจะมีธาลัสซีเมียแอบแฝง หรือเรียกว่าเป็นพาหะของธาลัสซีภรรยา (thalassemia trait, carrier, heterozygote) หรือเป็นโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งจะส่งผลทำให้คนป่วยกำเนิดอาการซีดเหลืองเรื้อรังและมีภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา  ทั้งนี้โรคธาลัสซีเมียจัดเป็นโรคโลหิตจางทางกรรมพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุดในโลก สามารถเจอได้ทั้งโลก แม้กระนั้นเจอได้สูงในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็คนในถิ่นทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในประเทศไทย ในประเทศไทย พบคนเจ็บโรคนี้จำนวนร้อยละ 1 และพบผู้เป็นพาหะของโรค หรือผู้ที่มียีนแฝงราวๆร้อยละ 30-40 สุดแต่ภูมิภาค ในจังหวัดพิษณุโลกพบผู้เป็นพาหะปริมาณร้อยละ 30.5
สาเหตุของโรคธาลัสซีเมีย เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากความแตกต่างจากปกติทางกรรมพันธุ์ ที่สามารถถ่ายทอดต่อๆกันมาจากบรรพบุรุษในลักษณะยีนด้อย (autosomal recessive) กล่าวคือคนป่วย (ผู้ที่มีอาการแสดงของโรคนี้) จะต้องรับคู่ยีนที่ไม่ดีเหมือนปกติมาจากฝ่ายพ่อรวมทั้งแม่ทั้งคู่ยีน ส่วนผู้ที่รับยีนเปลี่ยนไปจากปกติมาจากฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว จะไม่มีอาการป่วยด้วยโรคนี้และก็มีสุขภาพปกติดี แต่จะมียีนไม่ดีเหมือนปกติแอบแฝงอยู่ในตัวรวมทั้งสามารถถ่ายทอดไปยังบุตรหลานถัดไป เรียกว่า พาหะธาลัสซีภรรยา  เหตุเพราะความผิดแปลกทางด้านกรรมพันธุ์มีได้นานาประการลักษณะ โรคนี้จึงแบ่งได้ 2 กลุ่ม ดังเช่น แอลฟาทาลัสซีเมีย (alpha-thalassemia) รวมทั้งเบตาทาลัสซีเมีย (beta-thalassemia) ซึ่งเกี่ยวกับความผิดแปลกของยีนสำหรับการควบคุมการผลิตโปรตีนโกลบินจำพวกแอลฟาและอนุภาคบีตาเป็นลำดับอีกทั้ง 2 กลุ่มนี้ ยังสามารถแบ่งเป็นประเภทย่อยๆได้อีกหลายชนิด ซึ่งมีความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งได้ผลจากการจับคู่ระหว่างยีนผิดปกติชนิดต่างๆดังเช่นว่า หากคนใดรับการถ่ายทอดสารพัดธุกรรมประเภท อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือ เบต้า - ธาลัสซีภรรยา มาจากบิดาหรือมารดาเพียงแค่ฝ่ายเดียว ก็ถือว่าผู้นั้นเป็นพาหะอัลฟาธาลัสซีเมีย พาหะฮีโมโกลบินคอนแสตนสปริงค์ พาหะเบต้าธาลัสซีเมีย หรือพาหะฮีโมโกลบินอี แต่ถ้าเกิดคนใดกันได้รับการถ่ายทอดสารพันธุบาปจำพวก อัลฟา - ธาลัสซีเมีย หรือประเภท เบต้า - ธาลัสซีเมีย มากมายจากทั้งยังบิดาแล้วก็มารดา ก็จัดว่าผู้นั้นเป็น
โรคธาลัสซีเมีย ดังเช่นว่า โรคฮีโมโกลบินเฮช โรคฮีโมโกลบินบาร์ท โรคเบต้าธาลัสซีภรรยา หรือ โรคเบต้าธาลัสซีภรรยาฮีโมโกลบิน เป็นต้น
                สรุปได้ว่าเนื่องมาจากธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จึงหมายความว่า บิดาหรือแม่ของผู้เจ็บป่วยบางทีอาจเป็นโรคธาลัสซีภรรยาหรือเป็นพาหะและส่งต่อพันธุกรรมพวกนี้มายังลูก คนที่ได้รับกรรมพันธุ์หรือยีนจากพ่อหรือแม่เพียงแค่ฝ่ายเดียวเรียกว่าธาลัสซีเมียซ่อนเร้น ไม่ถือว่าเป็นโรค โดยคนที่เป็นธาลัสซีภรรยาซ่อนเร้นจะไม่เกิดอาการอะไรก็แล้วแต่แม้กระนั้นสามารถเป็นพาหะรวมทั้งส่งต่อยีนนี้ไปสู่รุ่นถัดไปได้
ช่องทางเสี่ยงที่ลูกจะเป็นโรคธาลัสซีเมียจากกรรมพันธุ์

  • ถ้าเกิดพ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกข้างธรรมดาบริบูรณ์ดี โอกาสที่บุตรจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% รวมทั้งโอกาสที่บุตรจะเป็นปกติบริบูรณ์พอๆกับ 50%
  • หากทั้งยังพ่อและแม่ต่างข้างต่างเป็นพาหะของโรค โอกาสที่ลูกจะเป็นพาหะพอๆกับ 50%, ช่องทางที่บุตรจะเป็นโรคธาลัสซีภรรยาเท่ากับ 25% และก็โอกาสที่ลูกจะปกติบริบูรณ์เท่ากับ 25%
  • หากพ่อหรือแม่ฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกฝ่ายเป็นโรคธาลัสซีภรรยา โอกาสที่ลูกจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% รวมทั้งช่องทางที่บุตรจะเป็นโรคธาลัสซีเมียเท่ากับ 50%
  • ถ้าเกิดทั้งยังบิดาและก็แม่ต่างฝ่ายต่างเป็นโรคธาลัสซีเมีย จังหวะที่ลูกจะมีอาการป่วยด้วยโรคธาลัสซีภรรยาพอๆกับ 100%


ยิ่งไปกว่านี้ธาลัสซีภรรยาแต่ละชนิดยังปรากฏเอกลักษณ์อีกหลายประการ ซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงของอาการในระดับที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย
อาการโรคธาลัสซีภรรยา
โรคทาลัสซีเมียชนิดที่รุนแรงที่สุด ได้แก่ โรคฮีโมโกลบินบาร์ตไฮดคอยปส์ฟีทัลลิส (haemoglobin Bart’s hydrops fetalis) เกิดขึ้นจากยีนที่สร้างโกลบินชนิดแอลฟาหายไปทั้งสิ้น ทำให้ไม่อาจจะสร้างโกลบินจำพวกแอลฟา ซึ่งเป็นโกลบินที่สำคัญที่สุดได้เลย แม้กระนั้นจะสร้างเฮโมโกลบินบาร์ตแทนทั้งหมดทั้งปวง ซึ่งจะจับออกซิเจนไว้เอง ไม่ปลดปล่อยให้แก่เนื้อเยื่อ ทำให้ผู้ที่เป็นโรคนี้มีความผิดปกติตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์คุณแม่ โดยเด็กแรกเกิดมีลักษณะอาการบวมน้ำจากภาวะซีดเผือดรุนแรง ส่วนมากจะเสียชีวิตตั้งแต่ในท้อง ส่วนน้อยเสียชีวิตขณะคลอดหรือข้างหลังคลอด
เพียงนิดหน่อย เด็กทารกจะมีอาการซีด บวม พุงป่อง ตับรวมทั้งม้ามโต คุณแม่ที่ตั้งท้องเด็กอ่อนที่เป็นโรคนี้ ชอบมีสภาวะท้องเป็นพิษเข้าแทรก ชอบมีการคลอดแตกต่างจากปกติ และแท้งลูกก่อนหรือหลังคลอด
โรคทาลัสซีเมียที่มีอาการร้ายแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก  โดยมากเป็นบีตาทาลัสซีเมียชนิดโฮโมไซกัส (homozygous beta-thalassemia) และบางส่วนของเบตาทาลัสซีเมียประเภทฮีโมโกลบินอี (beta-thalassemia/heamoglobim E) มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของยีนที่สร้างโกลบินจำพวกอนุภาคเบตา คนไข้กลุ่มนี้เมื่อแรกเกิดมีลักษณะปกติ ไม่ซีดเซียว จะซีดเซียวตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน (ในกลุ่มอาการร้ายแรงมาก) หรือเมื่ออายุเป็นปีไปแล้ว (ในกรุ๊ปรุนแรงปานกลาง) อาการสำคัญเป็น ซีดเซียว เหลือง ตับโต ม้ามโต ตัวเล็กแกร็น น้ำหนักน้อยไม่สมอายุ เป็นชายหนุ่มเป็นสาวช้า บริเวณใบหน้าแปลก (ดังที่เรียกว่า หน้าทาลัสซีเมีย) กลุ่มที่มีลักษณะรุนแรงมากมาย หากไม่ได้รับการดูแลรักษาจะแก่สั้น (50%  เสียชีวิตภายในเวลา 10 ปี แล้วก็ 70% เสียชีวิตด้านใน 25 ปี)  ส่วนกลุ่มที่อาการรุนแรงปานกลางอาจมีอายุยืนยาวจนเป็นผู้ใหญ่สามารถสมรสมีลูกหลานได้
โรคทาลัสซีเมียที่มีลักษณะน้อย โดยมากเป็น โรคเฮโมโกลบินเอช (haemoglobin H disease ซึ่งอยู่ในกลุ่มแอลฟาทาลัสซีเมีย) และบางส่วนของบีตาทาลัสซีเมียชนิดมีฮีโมโกลบินอี คนป่วยมีภาวะซีดเซียวนิดหน่อยเหลืองน้อย ม้ามไม่โตหรือโตเพียงเล็กน้อย การเจริญเติบโตค่อนข้างจะธรรมดา ลักษณะบริเวณใบหน้าปกติ (ไม่เป็นทาลัสซีเมีย) สุขภาพค่อนข้างจะแข็งแรงรวมทั้งอายุยืนยาวเช่นคนธรรมดา
โดยทั่วไปมักไม่ต้องมาพบหมอและไม่ต้องได้รับเลือดรักษา คนป่วยมากไม่น้อยเลยทีเดียวไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคนี้ รวมทั้งบางทีอาจได้รับการวิเคราะห์เมื่อมาเจอแพทย์ด้วยต้นสายปลายเหตุอื่น หรือเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน คนเจ็บฮีโมโกลบินเอชครั้งคราวบางทีอาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกกระทันหัน (acute hemolysis) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อจับไข้จากการติดเชื้อ คนเจ็บจะมีอาการซีดลงอย่างเร็วรวมทั้งร้ายแรงจนถึงจะต้องได้รับเลือด
กรุ๊ปบุคคลที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคธาลัสซีเมีย สามัญชนไทยเป็นพาหะมากถึงจำนวนร้อยละ 35 ถ้าเกิดมีพี่น้องเป็นธาลัสซีภรรยา อัตราเสี่ยงที่จะเป็นพาหะจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ผัวเมียที่เป็นพาหะทั้งสองอาจมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมียได้ ด้วยเหตุดังกล่าวคนที่ได้โอกาสเป็นโรคธาลัสซีภรรยา หรือพาหะธาลัสซีภรรยาจะมีประวัติรวมทั้งอากาต่างๆดังนี้
ผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคหรือพาหะคือ

  • ตัวซีด และก็บางทีอาจตรวจเจอตับม้ามโตร่วมด้วย
  • ตัวซีดเซียวลงอย่างเร็วเมื่อมีการป่วยหนักอย่างหนัก
  • มีประวัติคนในครอบครัวตัวซีด ตับม้ามโต
  • เคยมีบุตรเป็นพาหะ หรือโรคธาลัสซีภรรยา
  • เคยมีบุตรเสียชีวิตในครรภ์เนื่องจากว่าสภาวะเด็กแบเบาะบวมน้ำ
  • ตรวจพบขนาดเม็ดเลือดแดงเล็กมากยิ่งกว่าธรรมดา (MCV < 80 fL.)
  • ตรวจเลือด Osmotic fragility test (OF) ให้ผลบวกและก็ Dichlorophenolindolphenol precipitation test (DCIP) ให้ ผลบวก


           แม้ท่านมีข้อชี้ชัดอาการข้อใดข้อหนึ่งตามที่กล่าวมา ก็ควรจะตรวจวิเคราะห์ยืนยันว่าเป็นโรคหรือพาหะโรคธาลัสซีเมียหรือไม่ รวมทั้งคู่ที่กำลังจะสมรส แล้วก็คิดแผนเพื่อมีลูกหรือกำลังท้องอ่อนๆก็ควรได้รับการตรวจด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อประเมินตนเองรวมทั้งช่องทางเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหรือพาหะของลูกในท้อง
กรรมวิธีการรักษาโรคธาลัสซีภรรยา การวิเคราะห์แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากเรื่องราวคนเจ็บมีลักษณะอาการซีดเซียวเหลืองมาตั้งแต่เล็ก และก็บางทีอาจพบว่ามีพี่น้องประชาชนผู้ใดผู้หนึ่งเป็นโรคนี้ด้วย
นอกเหนือจากนั้น ยังต้องตรวจร่างกายของคนไข้ว่าผู้ป่วยมีตับโต ม้ามโต พุงป่อง รูปร่างผอมบางรวมทั้งเล็กไม่สมอายุ กล้ามเนื้อลีบและก็แขนเล็ก ผิวหนังคล้ำออกเป็นสีเทาอมเขียว ใบหน้าแปลก ยกตัวอย่างเช่น กะโหลกศีรษะนูนเป็นพู หน้าผากโหนก ตาห่าง สันจมูกแบน โหนกแก้มสูง คางรวมทั้งขากรรไกรกว้าง ฟันบนยื่น ฟันไม่สบกัน ฟันเรียงหน้าไม่ปกติ ตามที่เรียกว่า “หน้าทาลัสซีเมีย” ไหม อาการและก็ลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยเป็นข้อมูลที่สําคัญสำหรับในการวินิจฉัยโรคแต่มีคนไข้โรคธาลัสซีเมียบางจำพวก อาการอาจไม่รุนแรงการตรวจทางห้องปฏิบัติการก็เลยมีความจําเป็นและสามารถช่วยแยกชนิดต่างๆของโรคได้ ซึ่งการตรวจทางห้องทดลอง ยกตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์เลือด (complete blood count, CBC) เพื่อมองภาวการณ์ซีดค่าดรรชนีเม็ดเลือดแดง (red cell indices) รวมทั้งลักษณะ เม็ดเลือดแดง (morphology) เป็นสิ่งที่ช่วยสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรคได้เม็ดเลือดแดงบนสภรรยาร์เลือดของคนป่วย homozygous β-thalassemia, β-thalassemia/Hb E และก็ Hb H disease มีลักษณะติดสีจาง (hypochromia) ขนาดเล็ก(microcytic) และรูปร่างไม่ดีเหมือนปกติ(poikilocytosis) ฯลฯ ค่าดรรชนีเม็ดเลือดแดง MCV และก็ MCH มีขนาดเล็กกว่า ธรรมดารวมทั้งการตรวจเจอ inclusion body ในเม็ดเลือดแดง สามารถให้การวินิจฉัยโรคธาลัสซีเมียได้

การวิเคราะห์ธาลัสซีเมีย (definite diagnosis) จะต้องทําโดยการตรวจพินิจพิจารณาประเภทของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin analysis) โดยเครื่องตรวจอัตโนมัติชนิด high performance liquid chromatography (HPLC), low -pressure liquid chromatography (LPLC), หรือ hemoglobin electrophoresis เพื่อจําแนกประเภทของโรคธาลัสซีภรรยาและก็ฮีโมโกลบินเปลี่ยนไปจากปกติให้แน่ๆ
การรักษาโรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยาขึ้นกับความร้ายแรงของโรค สามารถจัดตามความรุนแรงได้ดังต่อไปนี้

  • โรคธาลัสซีภรรยาจำพวกร้ายแรง (severe beta-thalassemia) คือหรูหรา baseline Hb ต่ำลงยิ่งกว่า 7.0 g/dl


(Hct<20%) ได่แก่ β-thal/ β-thal และก็ของ β-thal/Hb E disease ส่วนน้อย มีทางเลือกสำหรับเพื่อการรักษาดังต่อไปนี้

  • การปลูกถ่ายไขกระดูก(stem cell transplantation)
  • การให้เลือดมากพอที่จะระงับการผลิตเลือด (high transfusion) และให้ยาขับธาตุเหล็ก (iron chelation) เมื่อมีการให้เลือดหลายครั้งจนกระทั่งเกิดภาวะเหล็กเกิน
  • ให้เลือดแบบประคับประคอง (low transfusion) ให้ยาขับธาตุเหล็กรวมทั้งตัดม้ามเมื่อม้ามโตกระทั่งแทรกอวัยวะอื่นในช่องท้องหรือมีภาวะม้ามทำงานมากเหลือเกิน
  • โรคธาลัสซีภรรยาชนิดร้ายแรงปานกลาง (moderately severe thalassemia) เป็นหรูหรา baseline Hb ระหว่าง 7-9 g/dl (Hct 20- 27 %) ดังเช่นคนไข้ β-thal/ Hb E ส่วนใหญ่, คนเจ็บ β-thal/ β-thal บางราย และก็ Hb H diseaseบางราย มีทางเลือกสำหรับในการรักษา ดังต่อไปนี้
  • ให้เลือดมากพอที่จะหยุดการผลิตเลือดแล้วก็ให้ยาขับธาตุเหล็ก (high transfusion + iron chelation)
  • ใหเลือดแบบจุนเจือ (low transfusion) หรือเมื่อมี acute hemolysis และการตัดม้ามเมื่อมีอาการตามข้อ 1
  • โรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงน้อย (mild thalassemia) มีระดับ baseline Hb > 9 g/dl (Hct > 27 %) ได้แก่ Hb H disease จำนวนมาก Hb A-E-Bart’s disease, Homozygous Hb CS,  β-thal/ Hb E ควรให้การรักษาโดยให้เลือดต่อเมื่อมีacute hemolysis ดังเช่น ซีดเผือดมากมายเนื่องตกมีเม็ดเลือดแดงแตกกะทันหัน ซึ่งพบได้ทั่วไปเมื่อมีการติดเชื้อ
  • โรคธาลัสซีภรรยาประเภทไม่มีอาการหรือธาลัสซีภรรยาแฝง (Asymptomatic) เป็นต้นว่า Homozygous α-thal 2, Homozygous Hb E, และก็ธาลัสซีเมียซ่อนเร้น ไม่จําเป็นจำต้องตรวจรักษาเป็นพิเศษ ไม่จําเป็นจำเป็นต้องได้ทานยา ควรได้รับคําแนะนําปรึกษาด้านพันธุศาสตร์ ควรได้รับการตรวจสุขภาพตามระบบปกติ


การติดต่อของโรคธาลัสซีภรรยา ด้วยเหตุว่าโรคธาลัสซีภรรยาเป็นโรคโบหิตจางที่เกิดจากการถ่ายทอดทางจำพวกบาปหรือพันธุกรรมซึ่งไม่มีการติดต่อของโรคนี้ จากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคธาลัสซีภรรยา คนที่ตรวจพบว่าเป็นพาหะโรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยา สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ไม่จำเป็นที่จะต้องกินยาอะไรก็แล้วแต่แต่ว่าผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยาจะมีลักษณะอาการของโรคแตกต่างกัน บางคนตัวซีดมาก ตับม้ามโตมากมาย บางครั้งอาจจะจะต้องได้รับการให้เลือดรวมทั้งยาขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกมาจากร่างกายเป็นระยะๆหรือผ่าตัดม้ามออกเพื่อลดการทำลายเม็ดเลือดแดง ส่วนบางคนจะมีอาการซีดเผือดไม่มาก จะรักษาตามอาการ สามารถให้กินกรดโฟลิก แม้กระนั้นไม่จำเป็นที่ต้องให้ยาบำรุงเลือด (ธาตุเหล็ก) เพราะมีธาตุเหล็กใน ร่างกายเกินปกติอยู่แล้ว ส่วนการปฏิบัติตนของผู้เจ็บป่วยแล้วก็การดูแลคนเจ็บโรคธาลัสซีเมียควรปฏิบัติอย่างแม่นยำ รวมทั้งเหมาะสมกับสภาพอาการของโรคดังนี้

  • รักษาความสะอาดของร่างกาย ปาก ฟัน เหตุเพราะผู้ป่วยจะมีร่างกายอ่อนแอติดเชื้อได้ง่าย รวมทั้งควรจะไปตรวจฟันกับหมอฟัน ทุก 6 เดือน เพราะเหตุว่าฟันจะผุง่ายกว่าคนธรรมดา
  • ไปพบหมอตามนัดหมายทุกหน กระทำตามที่แพทย์เสนอแนะ ถ้ามีข้อสงสัยควรจะปรึกษาหมอ
  • ไม่สมควรเปลี่ยนสถานที่รักษาเป็นประจำเพราะเหตุว่าจะทำให้การดูแลรักษาไม่สม่ำเสมอ
  • เมื่อจับไข้ ควรจะเช็ดตัวลดไข้ แล้วก็ให้กินน้ำมากมายๆถ้าเกิดไข้สูงมากควรจะกินยาลดไข้พาราเซตามอลและก็รีบไปพบแพทย์แม้จะไม่ใช่วันนัด ด้วยเหตุว่าไข้อาจเป็นเพราะการติดเชื้อ ซึ่งจะมีผลให้ซีดเผือดลงมากหรือก่อปัญหารุนแรงได้
  • คุ้มครองอุบัติเหตุที่จะทำให้เสียเลือด หรือกระดูกหัก เพราะเหตุว่าผู้เป็นโรคธาลัสซีภรรยามีภาวการณ์ซีดเผือดแล้วก็กระดูกจะเปราะหักง่าย ควรจะออกกำลังกายตามความเหมาะสมกับสภาพร่างกาย แล้วก็ควรจะระวังการถูกกระแทกที่บริเวณท้องเพราะจะก่อให้เกิดอันตรายต่อตับและม้ามที่โตได้
  • ควรจะพักผ่อนอย่างพอเพียง ในภาวะป่วยควรจะดูแลให้ได้พักผ่อนมากกว่าเดิม
  • ไม่ควรซื้อยาบำรุงเลือดมากินเอง เพราะเหตุว่าบางทีอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็กซึ่งเหมาะกับคนที่เป็นโลหิตจางจากสภาวะขาดธาตุเหล็ก แม้กระนั้นเป็นโทษต่อคนไข้ทาลัสซีเมียที่มีภาวะเหล็กเกินอยู่แล้ว
  • ไม่สมควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ดังเช่นว่า เลือดหมูเลือดไก่ เครื่องในสัตว์ตับ
  • กินยาเสริมโฟเลท วันละ 1 เม็ด เพราะเหตุว่าโฟเลทเป็นสารที่จําเป็นสำหรับในการสร้างเม็ดเลือดแดง ด้วยเหตุว่าร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติเพื่อมาทดแทนเม็ดเลือดแดงที่อายุสั้นลง
  • หลบหลีกการทำงานหนัก หรือการเล่นกีฬาที่ร้ายแรง


o             ให้ความรักใส่ใจ ให้กำลังใจ ด้วยเหตุว่าโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ควรจะส่งเสริมให้คนป่วยได้ดำรงชีวิตตามธรรมดา ไม่ท้อแท้ต่อการเจ็บป่วย
o             ทานอาหารให้ครบ ๕ กลุ่ม มีโปรตีนสูง (ดังเช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ) แล้วก็มีสารโฟเลตสูง (ผักต่างๆ) เพื่อใช้สำหรับในการสร้างเม็ดเลือดแดงโดย
อาหารที่สมควรสำหรับคนไข้โรคธาลัสซีเมียมีลักษณะดังนี้ ผู้ป่วยโรคธาลัสซีภรรยาโดยทั่วไปชอบมีการเติบโตของร่างกายน้อยกว่าปกติ มีภูมิคุ้มกันต่ำแล้วก็ความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อย ดังนั้นของกินที่เหมาะสมกับคนเจ็บธาลัสซีเมีย เป็นของกินที่มีโปรตีนสูง ได้แก่ เนื้อปลาสมุทร เนื้อไก่ เมล็ดพืชต่างๆได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวกล้อง ข้าวบาเลย์ ฯลฯ อาหารทีมีกรดโฟลิก (Folic acid) สูง เพื่อช่วยสำหรับในการสร้างเม็ดเลือดแดง อาทิเช่น ตำลึง กะหล่ำ มะเขือเทศ คะน้า ถั่วงอก เป็นต้น ของกินที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม และวิตามินดีสูงเพื่อคุ้มครองป้องกันภาวการณ์กระดูกพรุน ดังเช่น สินค้านม ใบย่านาง ใบชะพลู ใบแค ใบยอ ผักโขม ใบสะระแหน่ ผักหวาน ฟักอ่อน ใบตำลึง ผักกวางตุ้ง ผลไม้ ดังเช่นว่า ส้มเขียวหวาน มะขามหวาน มะม่วงแก้วสุก ยิ่งไปกว่านี้ควรกินอาหารที่มีวิตามินเอ วิตามินอีรวมทั้งวิตามินซีสูง เพื่อช่วยลดภาวการณ์การเกิดอนุมูลอิสระภายในร่างกายจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกง่าย ได้แก่ มะละกอ ฟักทอง เสาวรส ฝรั่ง มะยม ผักหวาน ฯลฯ
การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคธาลัสซีภรรยา โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แนวทางคุ้มครองที่เหมาะสมที่สุดเป็น

  • ขอคำแนะนำหมอเพื่อตรวจเลือดก่อนสมรส หรืออย่างช้าก่อนมีบุตร ว่าตนเป็นพาหะไหม
  • สำหรับผู้ที่เป็นพาหะที่มีความเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคทาลัสซีเมียร้ายแรง ควรเสนอแนะช่องทางสำหรับในการป้องกันไม่ให้มีลูกเป็นโรคนี้ ดังต่อไปนี้ คนที่ยังมิได้สมรส หนทางเป็น เลือกคู่แต่งงานที่ไม่เป็นพาหะมีความเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคนี้ ถ้าหากคู่ครองเป็นพาหะด้วยกันและก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคนี้ โอกาสคือ การคุมกำเนิดไม่ให้มีลูก การรับลูกบุญธรรมมาเลี้ยง ใช้การผสมเทียม หรือเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์อื่นๆ
  • ฝากครรภ์ทันทีที่รู้ดีว่าตั้งครรภ์ เพื่อหมอจะได้ตรวจวิเคราะห์ทารกในท้องว่าธรรมดาไหม
  • ควรจะเสนอแนะให้ญาติ ญาติ ไปตรวจเลือด โดยวิธีพิเศษว่าเป็นพาหะไหม และขอคำแนะนำแพทย์ก่อนแต่งงาน เพื่อวางแผนครอบครัวอย่างเหมาะสมต่อไป
  • รณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องทาลัสซีเมียแก่ประชาชน โดยเฉพาะ ชายหญิงวัยเจริญพันธุ์


สมุนไพรซึ่งสามารถรักษา/ทุเลาอาการของโรคธาลัสซีภรรยา โรคธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่มีภาวะเลือดจากเรื้อรังจากความเปลี่ยนไปจากปกติทางด้านกรรมพันธุ์ ซึ่ง ณ.ในเวลานี้ไม่มีกล่าวว่ามีสมุนไพรจำพวกใดที่ใช้รักษาโรคธาลัสซีเมียที่เห็นผลอย่างจริงจัง แต่มีรายงานการค้นคว้าวิจัยแล้วก็ทดสอบที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ขมิ้นชัน กับโรคธาลัสซีภรรยา ดังต่อไปนี้
ในการทดสอบทางคลินิกของขมิ้นชัน ในคนไข้ธาลัสซีภรรยา เริ่มจาก จากภาควิชาแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้ทดสอบให้คนป่วยเบต้าธาลัสซีภรรยา/ ฮีโมโกลบินอีรับประทานแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน วันละ 2 แคปซูล ต่อเนื่องกัน นาน 3 เดือน พบว่าช่วยลดภาวการณ์ที่มีอนุมูลอิสระสูง(oxidative stress) ลงได้และก็มีอีกการทดลองที่ทำงานทดลองจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัย พบว่าเมื่อให้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันวันละ 2 แคปซูลแก่ผู้ป่วยธาลัสซีภรรยาเด็กชนิดเบต้าธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี พบว่าผู้ป่วย 5 คนภายใน 8 คน แก่ของเม็ดเลือดแดงนานขึ้น ซึ่งสำหรับการทดสอบทั้งคู่ครั้งไม่เจออาการข้างๆใดๆก็ตามที่เกิดจากแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน นอกเหนือจากนั้นผลการศึกษาในหลอดทดลองของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงให้เห็นว่าเคอร์คูมินอยด์สามารถลดระดับของเหล็กรูปที่มิได้จับกับทรานสิเฟอร์ริน (non-transferrin bound iron, NTBI) ในพลาสม่าของคนเจ็บโรคธาลัสซีเมียชนิดเบต้าธาลัสซีเมีย และยังเสริมฤทธิ์ของยาขับเหล็กในการลดเหล็กรูป NTBI ได้อีกด้วยและในช่วงเวลานี้ยังมีการวิจัยทางคลินิกประเด็นการใช้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันในคนไข้ธาลัสซีเมีย อีกหลายโรงหมอ  ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมุนไพรนี้ จะได้รับการค้นคว้าวิจัยต่อยอดให้เป็นสมุนไพรที่ใช้ปกป้อง/รักษาโรคธาลัสซีภรรยาได้อย่างมีคุณภาพต่อไป
เอกสารอ้างอิง

  • แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาโรคโลหิตจากธาลัสซีเมีย พ.ศ.2549.มูลนิธิโรคโลหิตจากธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย.แก้ไขครั้งที่2/7 กันยายน 2548.หน้า1-16
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ทาลัสซีเมีย.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่397.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2555
  • ผศ.นพ.อนุวัฒน์ สุตัณฑวิบูลย์.เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย.ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง.ความรู้เกี่ยวกับโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย:ข้อแตกต่างระหว่าคนที่เป็นพาหนะและคนที่เป็นโรค.กรกฎาคม.2548
  • ธาลัสซีเมีย-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.disthai.com/
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.วรวรรณ ตันไพจิตร.โรคธาลัสซีเมีย.สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง, พิริยา ถนอมรัตน์, สุชิลา ศรีทิพยวรรณ, ประวิทย์เตติวัฒน, แน่งน้อย เจิมนิ่ม, หนึ่งฤทัย นิ่มนุช, สุขุมาล นิยมธรรม, ต่อพงศ์สงวนเสริมศรี. ความชุกของธาลัสซีเมียเทรตจากการตรวจคัดกรองใน หญิงตั้งครรภ์ของจังหวัดพิษณุโลก. วารสารโลหิตวิทยาและเวชศาสตร์บริการโลหิต 2547; 14 (3): 181-6.
  • Fung EB. Nutritional deficiencies in patients with thalassemia. Annals of the New York Academy of Sciences. 2010;1202:188-96.


ดร.ชฎก พิศาลพงศ์.แคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน.มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่

5

โรคไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism, Thyrotoxicosis)
โรคไทรอยด์เป็นพิษเป็นอย่างไร ก่อนที่จะทำความเข้าใจกับโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษนั้น ควรจะทำความรู้จักกับต่อมไทรอยด์กันก่อนต่อมไทรอยด์ เป็นต่อมที่อยู่ส่วนหน้าของบริเวณคอใต้ลูกกระเดือก รวมทั้งชิดกับหลอดลม มีลักษณะเหมือนผีเสื้อ ลักษณะทางกายภาพของต่อมแบ่งเป็นทั้งหมด 2 ซีกหมายถึงส่วนซ้ายรวมทั้งด้านขวา ซึ่งต่อมทั้งยัง 2 ด้านจะเชื่อมกันด้วยเนื้อเยื่ออิสมัส (Isthmus) โดยต่อมไทรอยด์จะทำหน้าที่สำหรับการผลิตฮอร์โมนที่สำคัญ 3 ชนิด คือไทโรซีน (Thyroxine - T4) แล้วก็ฮอร์โมนไทรไอโอโดไทโรนีน (Triiodothyronine - T3) ซึ่งปฏิบัติภารกิจสำหรับเพื่อการควบคุมการเผาไหม้ของร่างกายที่เรียกว่า เมตาบอลิซึม (Metabolism)  รวมถึงฮอร์โมนแคลสิโทนิน (Calcitonin) ที่ปฏิบัติหน้าที่สำหรับการควบคุมระดับแคลเซียมรวมทั้งฟอสฟอรัสในระบบไหลเวียนของเลือด  ยิ่งไปกว่านี้ต่อมไทรอยด์ยังเป็นต่อมที่ทำงานโดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) รวมทั้งของสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งอีกทั้งต่อมใต้สมองและสมองไฮโปทาลามัสยังควบคุมการทำงานของอวัยวะอื่นๆด้วย ดังเช่น ต่อมหมวกไต อัณฑะ และก็รังไข่ รวมทั้งยังมีความเกี่ยวข้องกับอารมณ์แล้วก็จิตใจ ด้วยเหตุนั้น ถ้าการทำงานของต่อมไทรอยด์ มีสภาวะไม่ปกติ จึงอาจทำให้เกิดโรคต่างๆของอวัยวะเหล่านั้น รวมถึงสมาคมกับอารมณ์และก็จิตใจด้วย  ส่วนโรคไทรอยด์เป็นพิษ เป็นภาวะต่อมไทรอยด์ปฏิบัติงานเกิน(Overactive Thyroid)  คือ สภาวะที่ต่อมไทรอยด์* มีการหลั่งฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ออกมามากจนเกินไป กระตุ้นให้อวัยวะทั่วร่างกายมีการเผาผลาญสูงขึ้นยิ่งกว่าธรรมดาแล้วก็ทำให้ระบบต่างๆของร่างกายผิดปกติตามไปด้วย ซึ่งเป็นต้นเหตุนำไปสู่ลักษณะของการเจ็บป่วยๆต่างขึ้นตามมา ดังเช่น อ่อนแรงง่าย ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วแตกต่างจากปกติ ขี้ร้อนง่าย เหงื่อออกมาก หงุดหงิด นอนไม่หลับ น้ำหนักตัวลดน้อยลงอย่างเร็วแบบไม่ปกติ เป็นต้น โดยโรคนี้พบได้ทั่วไปในผู้หญิงมากยิ่งกว่าเพศชายถึง 5-10 เท่า
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคไทรอยด์เป็นพิษ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษมีหลายสาเหตุ  แต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากระบบภูมิต้านทานต่อต้านโรคของร่างกายที่ไม่ดีเหมือนปกติกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเหลือเกิน จนกระทั่งทำให้ร่างกายมีจำนวนของฮอร์โมนไทรอยด์มากยิ่งกว่าความจำเป็นของร่างกาย และมีสภาวะเป็นพิษ จนมีผลต่อร่างกายในด้านต่างๆซึ่งเราเรียกสภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนมากเกินว่า ภาวะต่อมไทรอยด์                      ที่มา :  wikipedia                   ปฏิบัติงานเกิน  (hyperthyroidism)  แล้วก็เรียกลักษณะของการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจากภาวการณ์มีฮอร์โมนต่อมไทรอยด์    มากเกินนี้ว่า ภาวการณ์พิษจากต่อมไทรอยด์ (thyrotoxicosis) โดยต้นเหตุการเกิดโรคไทรอยด์เป็นพิษนั้นมีได้มากมายปัจจัย ดังนี้

  • โรคเกรฟส์ หรือ โรคคอพอกตาโปน (Graves’ disease) เป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุดราว 60-80% ของคนเจ็บไทรอยด์เป็นพิษทั้งผอง ซึ่งโรคนี้จะมีผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนไทโรซีนออกมามากไม่ปกติกระทั่งทำให้เปลี่ยนเป็นพิษ รวมทั้งเป็นโรคที่พบได้มากในวัยรุ่นและกลางคน พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายราว 5-10 เท่า สิ่งที่ทำให้เกิดการเกิดโรคยังไม่เคยรู้แจ่มชัดว่ามีเหตุที่เกิดจากอะไร แต่ว่าพบว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับเพศ (เจอในสตรีมากกว่าผู้ชาย) รวมทั้งกรรมพันธุ์ (พบว่าคนเจ็บบางรายมีประวัติพี่น้องประชาชนเป็นโรคนี้ด้วย) การสูบบุหรี่จะยิ่งเพิ่มการเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากนั้นยังพบเพราะว่า ความเครียดก็มีส่วนกระตุ้นให้โรคกำเริบได้
  • เนื้องอกที่ต่อมไทรอยด์ เป็นในกรณีที่พบได้น้อย เหมือนกัน เนื้องอกที่เกิดรอบๆไทรอยด์ แล้วก็เนื้องอกที่เกิดรอบๆต่อมใต้สมอง อาจจะทำให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมนไทรอยด์มากยิ่งขึ้นจนถึงแปลงเป็นพิษได้
  • การอักเสบของต่อมไทรอยด์ (Thyroiditis) การอักเสบที่ไม่ทราบสิ่งที่ทำให้เกิดต่อมไทรอยด์จะมีผลให้ฮอร์โมนไทรอยด์ถูกสร้างออกมามากยิ่งขึ้น และทำให้ฮอร์โมนรั่วไหลออกไปที่กระแสโลหิต ทั้งนี้การอักเสบของต่อมไทรอยด์ส่วนใหญ่ไม่มีอาการเจ็บ นอกจากอาการต่อมไทรอยด์อักเสบแบบครึ่งกะทันหันที่เกิดขึ้นได้น้อย สามารถก่อให้เกิดอาการเจ็บได้
  • การรับประทานอาหาร การกินอาหารที่มีไอโอดีนมากจนเกินความจำเป็นก็สามารถก่อเกิดโรคไทรอยด์เป็นพิษ เนื่องมาจากไอโอดีนเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการผลิตฮอร์โมนต่อมไทรอยด์แม้กระนั้นเจอได้น้อยมาก
  • การได้รับการเสริมฮอร์โมนไทรอยด์ที่มากเหลือเกิน ยาที่มีส่วนประกอบของไอโอดีนบางจำพวก อาทิเช่น ยาอะไมโอดาโรน (Amiodarone) ที่ใช้เพื่อการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ จะก่อให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมนไทรอยด์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆกระทั่งเปลี่ยนเป็นพิษได้
อาการของโรคไทรอยด์เป็นพิษ
ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากสาเหตุใด มักมีอาการคล้ายกัน กล่าวคือ คนเจ็บจะรู้สึกอ่อนแรงง่าย เมื่อยล้า ใจหวิว ใจสั่น บางคนอาจมีลักษณะการเจ็บอก ร่วมด้วย มักจะมีความรู้สึกขี้ร้อน เหงื่อออกมาก ฝ่ามือมีเหงื่อชุ่ม  คนป่วยจะมีน้ำหนักตัวต่ำลงเร็วทันใจ ทั้งๆที่กินได้ปกติ หรือบางทีอาจรับประทานจุขึ้นกว่าปกติด้วย ทั้งนี้เนื่องมาจากร่างกายมีการเผาผลาญมากมักมีลักษณะอาการมือสั่น โดยเฉพาะเวลาทำงาน ละเอียด ดังเช่น เขียนหนังสือ งานฝีมือ เป็นต้น อาจมีลักษณะซน มักจะทำโน่นทำนี่ บางเวลามองเป็นคนขี้กลัว หรืออาการลุกลน อาจมีอาการหงุดหงิด โกรธง่าย นอนไม่หลับ หรืออารมณ์หม่นหมอง บางคนอาจมีอาการถ่ายเหลวหลายครั้งคล้ายท้องร่วง หรือมีลักษณะอาการคลื่นไส้คลื่นไส้ ส่วนอาการที่พบมากที่สุดในมีลักษณะไทรอยด์เป็นพิษคือ อาการคอพอก ซึ่งเป็นอาการที่ต่อมไทรอยด์โตขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกหรือเห็นก้อนขนาดใหญ่ที่รอบๆคอ  สตรีอาจมีเมนส์ออกน้อย หรือมาไม่บ่อยนัก หรือขาดระดู มักตรวจพบว่ามีต่อมต่อมไทรอยด์โต (คอพอก) ชีพจรเต้นเร็ว (มากยิ่งกว่า 120 -140 ครั้งต่อนาที) และก็อาจมีอาการตาโปน (ลูกตาปูดโปนออกมามากกว่าปกติ) รวมทั้งมองเห็นส่วนที่เป็นตาขาวข้างบนชัด (เหตุเพราะหนังตาบนหดรั้ง) คล้ายทำตามองดูอะไรหรือตาดุ ผิวหนังคลำดูมีลักษณะเรียบนุ่มรวมทั้งมีเหงื่อชุ่ม
ทั้งนี้ถ้าหากคนเจ็บมีสภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษที่ไม่รุนแรงมากสักเท่าไรนัก ก็อาจไม่มีอาการใดๆแสดงออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนสูงอายุที่อาการมักไม่ค่อยแสดงออกอย่างชัดเจนมากนัก
ขั้นตอนการรักษาโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ การวินิจฉัยโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษด้วยตัวเอง แนวทางวินิจฉัยโรคไทรอยด์เป็นพิษด้วยตัวเองแบบง่ายๆก็คือการสังเกตความผิดปกติของร่างกาย แม้มีลักษณะอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น น้ำหนักลดไม่ปกติ มือสั่น อ่อนล้าง่าย หายใจสั้น หรือมีอาการบวมที่บริเวณคอ ควรรีบไปพบหมอ ส่วนการวิเคราะห์โรคไทรอยด์เป็นพิษโดยหมอนั้น จะวิเคราะห์เบื้องต้นจากอาการแสดงของโรค ยกตัวอย่างเช่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด มือสั่น ชีพจรเต้นเร็ว ต่อมไทรอยด์โต และก็ตาโปน  และก็ถ้าพบว่ามีอาการกลุ่มนี้ แพทย์จะกระทำการตรวจเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

  • การวิเคราะห์เลือด เป็นการเจาะเลือดเพื่อตรวจการปฏิบัติงานของต่อมไทรอยด์และก็การเผาผลาญ อาทิเช่น
  • การตรวจวัดจำนวนฮอร์โมนไทรอยด์ ปริมาณของฮอร์โมนไทรอยด์ T3 รวมทั้ง T4 ในเลือด
  • การตรวจคราวเอสเอช (Thyroid-stimulating hormone : TSH) เป็นการตรวจวัดระดับฮอร์โมนต่อมใต้สมองที่มีหน้าที่ควบคุมแนวทางการทำงานของต่อมไทรอยด์ ซึ่งในผู้เจ็บป่วยไทรอยด์เป็นพิษมักจะมีค่า TSH ที่ต่ำกว่าธรรมดา
  • การวัดระดับจำนวนแอนติบอดีของต่อมไทรอยด์ (Thyroidglobulin) เป็นการตรวจที่ช่วยวินิจฉัยโรคเกรฟส์ซึ่งเป็นต้นเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของภาวการณ์ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
  • การตรวจเอกซเรย์ เป็นการตรวจที่สามารถช่วยให้หมอเห็นการทำงานและก็ความเปลี่ยนไปจากปกติของฮอร์โมนไทรอยด์ได้ชัดขึ้น ดังเช่นว่า
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ เป็นการตรวจที่ช่วยวัดขนาดของต่อมไทรอยด์และก็ความผิดแปลกของต่อมไทรอยด์
  • การตรวจสแกนต่อมไทรอยด์ (Thyroid scan) เป็นการตรวจโดยใช้รังสีเพื่อเห็นรูปแบบการทำงานของต่อมไทรอยด์ว่าต่อมไทรอยด์มีการงานที่มากไม่ปกติไหม
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบซีทีสแกน (CT scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า/เอ็มอาร์ไอ (MRI) หมอมักใช้ในเรื่องที่สงสัยว่าความแตกต่างจากปกติของต่อมไทรอยด์อาจมีเนื้องอกหรือโรคมะเร็ง และการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองจะใช้ในกรณีที่หมอสงสัยว่าที่มาของไทรอยด์เป็นพิษอาจเกิดขึ้นจากต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมนเปลี่ยนไปจากปกติ

การรักษาหลักของไทรอยด์เป็นพิษหมายถึงการกินยา เมื่ออาการดีขึ้น หมอจะเบาๆลดยาลง และ หยุดยาได้ในที่สุด ถ้าหากรับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้น บางทีอาจจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด หรือ การกินไอโอดีนกัมมันตรังสี ช่วงเวลาเฉลี่ยสำหรับเพื่อการรักษามักจะประมาณ 2 ปี ซึ่งมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

  • การดูแลและรักษาด้วยยา ผู้เจ็บป่วยที่แก่น้อยมีลักษณะอาการไม่รุนแรงมากมายแล้วก็ต่อมไทรอยด์ไม่โตมาก แพทย์มักแนะ นำให้รักษาโดยใช้ยาก่อน ยาที่ใช้รักษานี้จะเป็นยาลดการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์รวมทั้งยาลดอาการใจสั่น คนเจ็บหวานใจษาด้วยยานี้ต้องสามารถกินยาบ่อยๆอย่างสม่ำเสมอสม่ำเสมอตามแพทย์แนะนำ โดยปกติหมอจะแนะนำให้รับประทานยาโดยประมาณ 1 ถึง 2 ปีโดยในระหว่างที่รักษาด้วยยาอยู่นี้แพทย์จะนัดหมายตรวจติดตามดูอาการและเจาะเลือดวัดระดับฮอร์โมนต่อมไทรอยด์เสมอๆดังเช่น ทุก 1 - 2 เดือนเพื่อแน่ใจว่าผู้เจ็บป่วยกินยาในขนาดที่สมควร ไม่มากหรือไม่พอ ข้อบกพร่องของการรักษา ด้วยยาเป็น คนไข้ชอบจะต้องรับประทานยานานเป็นปี มีโอกาสเกิดการแพ้ยาได้


ซึ่งยาที่ใช้ในตอนนี้เป็นกลุ่ม ยาต้านต่อมไทรอยด์ อาทิเช่น ยาเม็ดพีทียู (PTU) หรือเมทิมาโซล (methimazole) ยานี้มีผลข้างๆที่สำคัญเป็น อาจจะส่งผลให้เกิดภาวะ เม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งทำให้ติดเชื้อร้ายแรงได้ ซึ่งพบได้ประมาณ 1 ใน 200 คน และก็มักจะเกิดขึ้นในระยะ 2 เดือนแรกของการใช้ยา

  • การรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมต่อมไทรอยด์ สำหรับคนไข้ที่ต่อมไทรอยด์โตมากมายหรือมีอาการหายใจไม่สะดวกหรือกลืนทุกข์ยากลำบาก ด้วยเหตุว่าต่อมไทรอยด์ที่โตขึ้นกดเบียดทับหลอดลม หรือหลอดของกิน ซึ่งทั้งคู่อวัยวะนี้อยู่ติดกับต่อมไทรอยด์ หมอจะแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกนิดหน่อยเพื่อต่อมไทรอยด์มีขนาดเล็กลง จะได้สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ได้ลดน้อยลง และอาการหายใจลำบากหรือกลืนลำบากจะ หากว่าเป็นวิธีที่ทำให้หายจากภาวการณ์ต่อมไทรอยด์เป็นพิษได้อย่างเร็ว แต่ว่าก็อาจเป็นผลข้างเคียงจากการผ่าตัดได้ได้แก่ เสียงแหบจากผ่าตัดโดนเส้นประสาทกล่องเสียงที่อยู่ชิดกับต่อมไทรอยด์ หรือถ้าหากแพทย์ตัดต่อมต่อมไทรอยด์ออกน้อยเกินไป ข้างหลังผ่าตัดคนไข้ก็บางครั้งก็อาจจะยังมีลักษณะจากสภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษอยู่เป็นต้นว่าเดิม แต่ว่าตรงกันข้าม ถ้าหากตัดต่อมไทรอยด์ออกมากเกินไป หลังผ่าตัดคนไข้จะเกิดอาการจากการขาดฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ได้ด้วยเหมือนกัน
  • การดูแลและรักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีน น้ำแร่รังสีไอโอดีนเป็นสารไอโอดีนประเภทหนึ่ง (Iodine-131) ที่ให้รังสีแกมมา (Gamma ray) และรังสีบีตา (Beta ray ) รวมทั้งสามารถปลดปล่อยรังสีนั้นๆออกมาทำลายเซลล์ของต่อมไทรอยด์ได้ เมื่อคนเจ็บดื่มน้ำแร่รังสีไอโอดีนเข้าไป ก็จะถูกดูดซับโดยต่อมไทรอยด์ทำให้ต่อมไท รอยด์ มีขนาดเล็กลงรวมทั้งการสร้างฮอร์โมนก็จะลดลงไปด้วย อาการจากภาวการณ์ต่อมไทรอยด์เป็นพิษก็เลยดีขึ้น น้ำแร่รังสีไอโอดีนนี้ไม่สามารถที่จะหาซื้อได้ทั่วๆไป จะต้องรับการรักษาเฉพาะโรงพยาบาลบางโรง พยาบาลที่ให้การรักษาด้านนี้เพียงแค่นั้น โดยจะใช้ช่วงเวลาการดูแลรักษาด้วยวิธีแบบนี้ประมาณ 3-6 เดือน


การดูแลและรักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีนมีลักษณะเด่นคือ สามารถรักษาภาวการณ์ต่อมไทรอยด์เป็นพิษให้หายขาดได้สูง สะดวก ง่าย ไม่มีอันตราย เหมาะสมกับคนไข้ที่อายุ 20 ปีขึ้นไปและก็ต่อมไทรอยด์ไม่โตมาก หรือผู้เจ็บป่วยหวานใจษาด้วยยาเป็นระยะเวลานาน 1 - 2 ปีแล้วยังไม่หาย หรือหายแล้วกลับมาเป็นใหม่อีก หรือคนเจ็บหวานใจษาด้วยการผ่าตัดแล้วยังมีอาการจากภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษอยู่ ข้อผิดพลาดของการรักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีนคือ ข้างหลังการดูแลและรักษาคนเจ็บจะเกิดภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ได้บ่อย ทำให้จำต้องกินยาฮอร์โมนไทรอยด์ไปทั้งชีวิต
ยิ่งไปกว่านั้น การดูแลและรักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีนนี้ไม่สามารถที่จะใช้ได้กับผู้เจ็บป่วยที่กำลังตั้ง ครรภ์เนื่องจากรังสีมีผลต่อทารกในท้อง อาจก่อความพิการหรือการแท้ง หรือในคนเจ็บให้นมลูกอยู่เพราะเหตุว่าน้ำแร่รังสีไอโอดีนจะผสมออกมากับน้ำนมส่งผลต่อต่อมไทรอยด์ของเด็กแรกคลอดได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ คนเจ็บสภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษที่ไม่ได้รับการดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่นๆอาจมีผลกระทบหรือภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายต่างๆดังเช่น

  • ต่อมไทรอยด์เป็นพิษขั้นวิกฤต ถ้าหากมีการควบคุมระดับไทรอยด์ที่ไม่ดี อาจจะส่งผลให้อาการรุนแรงขึ้น หรือเป็นโทษต่อชีวิต ซึ่งสัญญาณที่บอกว่าไทรอยด์เป็นพิษเข้าขั้นวิกฤตคือ หัวใจเต้นเร็วแตกต่างจากปกติ จับไข้สูงเกินไปกว่า 38 องศาเซลเซียส ท้องเดิน อ้วก ตัวเหลือง ตาเหลือง มีลักษณะสับสนมึนอย่างรุนแรง รวมทั้งอาจถึงขั้นสลบได้ โดยมูลเหตุที่อาจจะเป็นผลให้อาการเข้าสู่สภาวะวิกฤต อย่างเช่น การติดเชื้อ การรับประทานยาไม่บ่อยนัก การตั้งครรภ์ รวมทั้งความเสื่อมโทรมของต่อมไทรอยด์ โดยสภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษขั้นวิกฤติเป็นภาวะฉุกเฉินที่จะต้องได้รับการดูแลและรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะว่าบางทีอาจมีอันตรายต่อคนไข้ได้
  • ปัญหาเกี่ยวกับระบบหัวใจ ภาวะแทรกซ้อนที่มักเป็นโทษต่อคนเจ็บโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษก็คือ ความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ ไม่ว่าจะเป็น หัวใจเต้นเร็ว หรือโรคหัวใจเต้นผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการเขย่าที่หัวดวงใจห้องบน (Atrial Fibrillation) หรือแม้แต่ภาวะหัวใจวาย ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการที่ศีรษะใจไม่อาจจะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้พอเพียง
  • ปัญหาสายตา โดยปัญหาสายตาที่เป็นภาวะแทรกซ้อน เป็นต้นว่า ตาแห้ง ตาไวต่อแสง ตาแฉะ เห็นภาพซ้อน ตาแดง หรือบวม ตาโปนออกมามากมายว่าธรรมดา รวมทั้งบริเวณเปลือกตาแดง บวม กลีบตาปลิ้นออกมาเปลี่ยนไปจากปกติ รวมทั้งมีบางส่วนที่จะต้องสูญเสียการมองเห็น ด้วยเหตุดังกล่าวในการรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษ คนเจ็บบางทีอาจต้องเจอจักษุแพทย์เพื่อรักษาพร้อมๆกันด้วย แต่ปัญหาเรื่องสายตานี้พบได้ในผู้เจ็บป่วยโรคเกรฟวส์แค่นั้น ที่มีปัญหาต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
  • ภาวะไทรอยด์ต่ำ บ่อยมากการดูแลและรักษาไทรอยด์เป็นพิษก็อาจก่อให้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำลงยิ่งกว่าธรรมดาจนกระทั่งเกิดภาวะฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ต่ำ แล้วก็ก่อให้เกิดอาการต่างๆดังเช่นว่า รู้สึกหนาวและอ่อนล้าง่าย น้ำหนักขึ้นแตกต่างจากปกติ มีลักษณะท้องผูก และก็มีลักษณะหม่นหมอง แต่ทว่าอาการจะเกิดขึ้นเพียงแต่ชั่วครั้งชั่วคราว แล้วก็มีผู้เจ็บป่วยเพียงแต่บางรายเพียงแค่นั้นที่เกิดอาการโดยถาวรและจำเป็นต้องใช้ยาในการควบคุมระดับฮอร์โมนไทรอยด์ไปตลอดชีวิต
  • กระดูกบอบบาง โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ แม้มิได้รับการรักษาสามารถทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อมวลกระดูก ทำให้กระดูกอ่อนแอ หรือกลายเป็นโรคกระดูกพรุน เนื่องมาจากการที่ร่างกายมีฮอร์โมนไทรอยด์มากมายไป ซึ่งส่งผลต่อความรู้ความเข้าใจสำหรับการซึมซับแคลเซียมของกระดูกได้


การติดต่อของโรคไทรอยด์เป็นพิษ โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษเกิดจากความไม่ดีเหมือนปกติของภูเขามิคุ้นกันต้านทานโรคของร่างกายไม่ปกติ ที่ไปกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ ทำให้ผลิตฮอร์โมนมากจนเกินความจำเป็น ซึ่งโรคไทรอยด์เป็นพิษนี้มิได้เป็นโรคติดต่อเนื่องจากไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคไทรอยด์เป็นพิษ  หากตรวจพบว่าเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ ก็ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.คอพอกเป็นพิษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 341.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กันยายน 2550
  • ไทรอยด์เป็นพิษ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • หาหมอดอทคอม.  “ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Thyrotoxicosis)”.  (รศ.นพ.จรูญศักดิ์ สมบูรณ์พร).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : haamor.com.  [16 ก.ค. 2017].
  • รศ.นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์.ไทรอยด์เป็นพิษ ไม่ใช่มะเร็งไทรอยด์.ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล.
  • กระเทียม.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Bahn RS, Burch HB, Cooper DS, Garber JR, Greenlee MC, Klein I, et al. Hyperthyroidism and other causes of thyrotoxicosis: management guidelines of the American Thyroid Association and American Association of Clinical Endocrinologists. Thyroid 2011; 21: 593 – 646.
  • ไทรอยด์เป็นพิษ-อาการ,สาเหตุ,การรักษา,พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Kang NS, Moon EY, Cho CG, Pyo S.  Immunomodulating effect of garlic component, allicin, on murine peritoneal macrophages.  Nutr Res (N.Y., NY, U.S.) 2001;21(4):617-26.
  • ว่านหางจระเข้.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Lamm DL, Riggs DR.  The potential application of Allium sativum (garlic) for the treatment of bladder cancer.  The Urologic Clinics of North America 2000;27(1): 157-62.
  • Ghazanfari T, Hassan ZM, Ebrahimi M.  Immunomodulatory activity of a protein isolated from garlic extract on delayed type hypersensitivity.  Int Immunopharmacol 2002;2(11):1541-9.
  • Kuttan G.  Immunomodulatory effect of some naturally occuring sulphur-containing compounds.  J Ethnopharmacol 2000;72(1-2):93-9.
  • Abuharfeil NM, Maraqa A, Von Kleist S.  Augmentation of natural killer cell activity in vitro against tumor cells by wild plants from Jordan.  J Ethnopharmacol 2000;71 (1-2):55-63.
  • Farkas A.  Methylation of polysaccharides from aloe plants for use in treatment of wounds and burns.  Patent: U S 3,360,510, 1967:3pp.
  • Cheon J, Kim J, Lee J, Kim H, Moon D.  Use of garlic extract as both preventive and therapeutic agents for human prostate and bladder cancers.  Patent: U S US 6,465,020 ,2002:7pp.
  • Farkas A.  Topical medicament containing aloe polyuronide for treatment of burns and wounds.  Patent: U S 3,103,466, 1963:4pp.
  • Strickland FM, Pelley RP, Kripke ML.  Cytoprotective oligosaccharide from aloe preventing damage to the skin immune system by UV radiation.  Patent: PCT Int Appl WO 98 09,635, 1998:65pp.
  • ลูกซัด.ฐานข้อมูลเครื่องยา.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • ณรงค์ชัย ประสิทธิ์ภูริปรีชา นิศา อินทรโกเศส โอภา วัชรคุปต์ พิสมัย ทิพย์ธนทรัพย์.  การทดลองใช้สารสกัดว่านหางจระเข้กับแผลที่เกิดจากรังสีบำบัด.  รายงานโครงการพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล, 2529.


6

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox , Varicella)
โรคอีสุกอีใส เป็นยังไง อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่ทำให้ร่างกายเกิดผื่นคัน มีตุ่มนูนขนาดเล็ก หรือตุ่มน้ำใสๆทั่วร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และยังแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เป็นโรคติดต่อที่พบได้ทั่วไปในเด็ก โดยปกติจะพบอัตราการป่วยได้สูงสุดในกลุ่มอายุ 5-9 ปีรองลงมาเป็น 0-4 ปี, 10-14 ปี, 15-24 ปี รวมทั้ง 25-34 ปี ตามลำดับ ส่วนในคนที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปบางทีอาจพบได้บ้าง
                 มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี พุทธศักราช 2552  มีคนป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสจำนวน 89,246 รายทั่วทั้งประเทศและเสียชีวิต 4 ราย แล้วก็ในรอบ 5 ปีให้หลังมีรายงานผู้ตายปีละ 1-3 ราย เมื่อพินิจตามกลุ่มอายุพบว่ากลุ่มอายุ 5-9 ปี มีอัตราเจ็บป่วยสูงสุดพอๆกับ 578.95 ต่อประชาชน 100,000 คน รองลงมาเป็นกลุ่มวัยต่ำลงมากยิ่งกว่า 5 ปี, 10-14 ปีแล้วก็กลุ่มวัยมากยิ่งกว่า 15 ปี โดยมีอัตราป่วยเท่ากับ 487.13, 338.45 และ 58.81 ตามลำดับจากข้อมูล 10 ปีย้อนหลังพบว่าจำนวนคนไข้โรคอีสุกอีใสมีลักษณะท่าทางสูงมากขึ้น รวมทั้งในปี พุทธศักราช 2557-2559 มีอัตราการป่วย 129.57 ต่อแสนราษฎร 79.82 ต่อแสนพลเมือง รวมทั้ง 66.57 ต่อแสนสามัญชน เป็นลำดับ
สาเหตุของโรคอีสุกอีใส มีสาเหตุมาจากเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า เชื้อไวรัสวาริเซลลา (varicella virus) (VZV) หรือ  human herpes virus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่นำมาซึ่งงูสวัด ที่แพร่ได้ง่ายผ่านทางการสัมผัสกับแผลของคนเจ็บที่เป็นโรคโดยตรง หรือทางเรือลาย ไอ จาม หรือการหายใจเอาเชื้อที่ปะปนกลางอากาศเข้าไป โดยเชื้อนี้จะมีผลให้กำเนิดโรคอีสุกอีใสในผู้ที่เพิ่งจะติดเชื้อเป็นครั้งแรกแล้วก็โรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักมีภูมิต้านทานทั้งชีวิต รวมทั้งคนป่วยจำนวนมากจะไม่เป็นซ้ำอีก แม้กระนั้นเชื้ออาจซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท และก็ได้โอกาสเป็นงูสวัดได้ในภายหลัง
ลักษณะของโรคอีสุกอีใส เด็กจะมีไข้ต่ำๆอ่อนเพลียรวมทั้งไม่อยากกินอาหารเล็กน้อย ในคนแก่มักจับไข้สูง แล้วก็ปวดเมื่อยตามตัวคล้ายไข้หวัดใหญ่นำมาก่อน ผู้ป่วยจะมีผื่นขึ้น ซึ่งจะขึ้นพร้อมๆกันกับวันที่เริ่มจับไข้ หรือ ๑ คราวหน้าจากมีไข้ เริ่มแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆอยู่ข้างใน และก็มีอาการคัน ถัดมาจะแปลงเป็นหนอง ต่อไป ๒-๔ วัน ก็จะตกสะเก็ด ผื่นและก็ตุ่มจะขึ้นตามไรผมก่อน แล้วลามไปตามหน้า ลำตัว และก็แผ่นข้างหลัง จะทยอยขึ้นสุดกำลัง ข้างใน ๔ วัน บางรายมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากยุ่ย ลิ้นเปื่อย เจ็บคอ บางรายอาจไม่มีไข้ มีเพียงแค่ผื่นแล้วก็ตุ่มขึ้น ทำให้รู้ผิดว่าเป็นเริมได้ เนื่องจากผื่นตุ่มของโรคนี้จะเบาๆออกระลอก (ชุด) ขึ้นไม่พร้อมทั่วร่างกาย โดยเหตุนั้นจะพบว่าบางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง และก็บางที่เริ่มเป็นสะเก็ด ด้วยลักษณะนี้ ราษฎรก็เลยเรียกว่า อีสุกอีใส (มีทั้งตุ่มสุกตุ่มใส) แม้กระนั้นคนป่วยบางรายอาจนานกว่านั้นเป็น 2-3 สัปดาห์ โดยไม่เป็นแผลเป็น (นอกจากจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จนกระทั่งกลายเป็นตุ่มหนองรวมทั้งเปลี่ยนเป็นแผลเป็น)
                เนื่องจากโรคอีสุกอีใสยังอาจก่อให้เกิดภาวะเข้าแทรกขึ้นได้อีกเช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง หรือติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด ปอดอักเสบ และก็ภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
ผู้เจ็บป่วยที่มีการเสี่ยงที่จะมีลักษณะอาการรุนแรง ดังเช่น หญิงมีท้อง ทารกแรกเกิด ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ อาทิเช่น ผู้ป่วยโรคภูมิคุมกันบกพร่อง ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้เจ็บป่วยเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ผู้เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ และคนรับประทานยากด ภูมิคุ้มกันต่างๆ
หญิงมีครรภ์ที่เป็นโรคนี้ในช่วง 20 อาทิตย์แรกของการมีท้องอาจท่าให้ทารกในท้องพิการแต่ว่า เกิดได้แต่ว่าพบไม่บ่อย(น้อยกว่าร้อยละ 2) ถ้าเป็นช่วงที่ท้องแม่อาจมีอาการร้ายแรง และมีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ปอดอักเสบ ร่วมด้วย แล้วก็ถ้าเกิดแม่เป็นโรคในช่วงใกล้คลอด (5 วันก่อนคลอดจนกระทั่ง 2 ครั้งหน้าคลอด) ทารกแรกเกิดอาจรับเชื้ออีสุกอีใสแล้วก็มีอาการรุนแรงถึงกับตายได้
เมื่อคนเจ็บหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไปแอบอยู่ที่ปมประสาท รวมทั้งท่าให้กำเนิดโรค งูสวัดได้เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายลดน้อยลง
กรรมวิธีรักษาโรคอีสุกอีใส แพทย์จะวินิจฉัยโรคอีสุกอีใสจากการดูลักษณะของผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มพองบนผิวหนังเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจร่างกายทั่วๆไปและก็อาการที่เกิดขึ้นกับคนเจ็บ เป็นต้นว่า เป็นไข้ขึ้น ไม่อยากอาหาร ปวดศีรษะ แต่ในบางครั้งบางคราวที่บอกมิได้แจ้งชัดว่าเป็นโรคอีสุกอีใสหรือไม่รวมถึงในผู้เจ็บป่วยที่เกิดผลกระทบแทรก หรือในกรณีจำเป็นจำเป็นต้องวิเคราะห์ให้แจ่มแจ้ง หมอจะกระทำการทดลองน้ำเหลืองเพื่อหาระดับสารภูมิต้านทานต่อไวรัสอีสุกอีใส หรือตรวจค้นเชื้อจากตุ่มน้ำ เหตุเพราะโรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสการดูแลและรักษาก็เลยเป็นการรักษาแบบจุนเจือตามอาการ
                ซึ่งโรคนี้สามารถหายเองได้การรักษาด้วยการใช้ยาต้านเชื้อไวรัสอาจท่าให้ระยะการเป็นโรคสั้นลง แม้คนเจ็บได้รับ ข้างใน 1 วันหลังผื่นขึ้น คนป่วยไม่นายสิบเป็นจะต้องได้รับยาต่อต้านไวรัสทุกราย หมอจะตรึกตรองให้ในรายที่มีความเสี่ยง จะเกิดภาวะแทรกร้ายแรงเท่านั้น ตัวอย่างเช่น

  • หากพบว่าตุ่มมีการติดโรคแบคทีเรียแทรก (แปลงเป็นตุ่มหนอง ฝี แผลพุพอง) หมอจะให้ยายาปฏิชีวนะเพิ่มอีก ถ้าเกิดเป็นเพียงแต่ไม่กี่จุดก็อาจให้จำพวกทา แต่ว่าหากเป็นมากก็จะให้จำพวกกิน
  • ถ้าเกิดมีลักษณะสอดแทรกร้ายแรง ซึ่งพบได้น้อยมาก ดังเช่น ปอดอักเสบ (ไข้สูง หอบ) สมองอักเสบ (ไข้สูง ปวดหัวมาก อ้วกมากมาย ซึม ชัก ไม่ค่อยรู้สึกตัว) ตับอักเสบ (ดีซ่าน) หรือมีภาวะเลือดออกง่ายก็จะรับตัวไว้รักษาในโรงหมอ
  • ในรายที่มีภาวการณ์ภูมิคุ้มกันผิดพลาด (ดังเช่น เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เอดส์ รับประทานยาสตีรอยด์อยู่นานๆเป็นต้น) หรือเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีโรคผื่นแพ้ประจำ โรคปอดเรื้อรัง สูดพ่นยาสตีรอยด์ (สำหรับเป็นหืด) หรือกินยาแอสไพรินอยู่ นอกเหนือจากให้การรักษาตามอาการแล้ว แพทย์บางทีอาจให้ยาต้านทานไวรัส ที่มีชื่อว่า อะไซวัวลเวียร์ (acyclovir) เพื่อฆ่าเชื้ออีสุกอีใส ป้องกันไม่ให้โรคลุกลามรุนแรง แล้วก็ช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น ควรให้ยานี้รักษาด้านใน 1 วัน หลังออกอาการจะได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าให้ระยะหลังๆของโรค


ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส เนื่องด้วยโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่มีการติดต่อจากเชื้อไวรัสโดยการสัมผัสตุ่มหรือแผลของคนเจ็บ รวมทั้งติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่งของผู้เจ็บป่วย อีกทั้งการสัมผัสหรือการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป ด้วยเหตุผลดังกล่าวสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคอีสุกอีใส คือ การคลุกคลีกับคนป่วย การสัมผัสคนไข้หรือสิ่งของเครื่องใช้ของคนป่วยโดยมิได้มีการปกป้องตนเองที่ดี รวมทั้งการไม่ได้รับวัคซีนปกป้องโรคอีสุกอีใสกระทั่งครบ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่มีการเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใสได้เช่นกัน
การติดต่อของโรคอีสุกอีใส โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อได้อย่างรวดเร็วมากมาย โรคอีสุกอีใสมีระยะฟักตัวประมาณ 10 - 21 วัน และคนเจ็บจะเริ่มแพร่เชื้อได้ในตอนราว 5 วันก่อนขึ้นผื่น ไปจนถึงเมื่อตุ่มน้ำแห้งแตกเป็นสะเก็ดหมดแล้ว เพราะฉะนั้นระยะแพร่เชื้อในโรคอีสุกอีใสจึงนานได้ถึง 7 - 10 วันหรือยาวนานกว่านี้ในคนแก่ จึงเป็นต้นเหตุให้เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้อย่างเร็ว
                ซึ่งเชื้อไวรัสประเภทนี้จะมีอยู่ในตุ่มน้ำของผู้ที่เป็นอีสุกอีใส ในน้ำลายรวมทั้งเสลดของผู้ที่เป็นอีสุกอีใสสำหรับการติดต่อสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรง หรือสัมผัสถูกของใช้ ได้แก่ ถ้วยน้ำ ผ้า เช็ดหน้า ผ้าที่เอาไว้สำหรับเช็ดตัว ผ้าที่มีไว้สำหรับห่ม ที่พักผ่อน ที่สกปรก ถูกตุ่มน้ำของผู้ที่เป็นอีสุกอีใส หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ หรือฝอยละอองจากทางเท้าหายใจของคนไข้เข้าไป
โดยเหตุนั้นอีสุกอีใสก็เลยเป็นโรคที่ระบาดแพร่ระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะในโรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือตามชุมชนที่พักอาศัยทั่วๆไป สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะมีอุบัติการณ์เกิดสูงสุดในช่วงมกราคมถึงม.ย.

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส

  • ถ้าหากมีไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆกินน้ำมากๆห้ามอาบน้ำเย็น นอนพักให้มากมายๆแล้วก็ให้ยาพาราเซตามอลบรรเทาไข้ ไม่สมควรให้ยาแอสไพรินลดไข้ ด้วยเหตุว่ายานี้ อาจก่อให้เสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเรย์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งจะมีภาวะสมองอักเสบร่วมกับตับอักเสบ จัดว่าเป็นโรคอันตรายร้ายแรงประเภทหนึ่ง
  • ถ้ามีลักษณะอาการคัน ให้ทาด้วยยาแก้ผดผื่นคัน (คาลาไมน์โลชั่น) ถ้าหากคันมากมายให้กินยาแก้แพ้ คลอร์เฟนิรามีนทุเลา ผู้เจ็บป่วยควรจะตัดเล็บให้สั้น รวมทั้งเพียรพยายามอย่าแกะหรือเกาตุ่มคัน อาจจะส่งผลให้เกิดการติดเชื้อโรคแปลงเป็นตุ่มหนองรวมทั้งเป็นแผลเป็นได้
  • ถ้าหากปากเปื่อยยุ่ย ลิ้นเปื่อยยุ่ย ให้ใช้น้ำเกลือกลั้ว อุตสาหะทานอาหารที่เป็นของเหลวหรือเป็นน้ำแทนอาหารแข็ง
  • สำหรับของกิน ไม่มีของแสลงต่อโรคนี้ ให้กินอาหารได้ตามเดิม โดยยิ่งไปกว่านั้นบำรุงด้วยของกินพวกโปรตีน (อย่างเช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่างๆ) ให้เยอะขึ้น เพื่อสร้างเสริมภูมิต้านทานของร่างกาย
  • ควรหยุดเรียน หรือหยุดงาน พักอยู่บ้าน เพื่อคุ้มครองมิให้แพร่ระบาดให้ผู้อื่น ระยะแพร่ระบาดติดต่อให้คนอื่นๆหมายถึงตั้งแต่ระยะ 1 วัน ก่อนมีตุ่มขึ้นจวบจนกระทั่ง 6 วัน หลังตุ่มขึ้น
  • ควรเฝ้าสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงต่างๆโดยปกติอาการ จะค่อยดีขึ้นได้เองข้างใน 1-3 อาทิตย์ แม้กระนั้นถ้าหากพบว่ามีลักษณะอาการหายใจหอบ ซึม ชัก เดินเซ ตากระตุๆก ดีซ่าน (ตาเหลือง) มีเลือดออก ปวดศีรษะมากมาย อาเจียนมากมาย เจ็บอก หรือตุ่มเปลี่ยนเป็นหนอง ฝี หรือพุพอง ควรจะไปพบ แพทย์อย่างรวดเร็ว
  • ผู้เจ็บป่วยควรจะพักผ่อนรวมทั้งกินน้ำมากๆขั้นต่ำวันละ 8 แก้ว
  • คนไข้ควรจะปลีกตัวออกไปอยู่ต่างหากจนถึงพ้นระยะติดต่อ และแยกสิ่งของส่วนตัวต่างๆอาทิเช่น เสื้อผ้า ถ้วยน้ำ ช้อน จาน ถ้วยชาม ฯลฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ขยายของเชื้อโรค
  • สำหรับยาเขียวที่ทำจากสมุนไพร (ตัวอย่างเช่น ยาเขียวหอม ที่บรรจุอยู่ในบัญชียาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พุทธศักราช๒๕๕๖) ไม่ถือเป็นสิ่งที่ห้ามหรือมีผลกระทบต่อการดูแลรักษาโรคนี้ ผู้เจ็บป่วยสามารถใช้ร่วมกับการรักษาปกติได้ แถมยาเขียวยังช่วยทำให้ดื่มน้ำได้มากขึ้นอีกด้วย
  • รักษาสุขอนามัยฐานราก (สุขข้อบังคับแห่งชาติ) เพื่อสุขภาพดีแล้วก็ช่วยลดช่องทางสำหรับในการเกิดผลใกล้กันแทรกจากการตำหนิดเชื้อโรค
การปกป้องตัวเองจากโรคอีสุกอีใส

  • เนื่องด้วยโรคผ่องใสสามารถแพร่ไปได้ง่ายโดยทางการหายใจ ควรต้องแยกคนป่วยออกมาจากเด็กเล็ก หญิงตั้งท้อง และคนที่ไม่เคยติดเชื้อโรคมาก่อน
  • ควรให้คนป่วยหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักอยู่บ้านเพื่อป้องกันไม่ให้แพร่ระบาดให้บุคคลอื่น
  • ไม่สัมผัสหรือสนิทสนมกับคนไข้โรคอีสุกอีใส หากควรต้องมีการปกป้องตนเองอย่างยอดเยี่ยม ดังเช่น สวมถุงมือ ใส่หน้ากากอนามัยและควรจะรีบล้างมือภายหลังสัมผัสกับผู้เจ็บป่วย ฯลฯ
  • ตอนนี้มีวัคซีนฉีดคุ้มครองป้องกันโรคอีสุกอีใส ซึ่งราคาค่อนข้างจะแพง (ราวๆเข็มละ 800-1200 บาท) ควรจะฉีดในเด็กอายุ 12-18 เดือน ฉีดเพียงแค่ 1 เข็ม จะป้องกันโรคได้ตลอดกาล หากฉีดตอนโต ถ้าเกิดอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 13 ปี ก็ฉีดเพียงแค่เข็มเดียว แม้กระนั้นถ้าอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป ควรจะฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4-8 อาทิตย์ หลังฉีดวัคซีน ควรจะเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินนาน 6 อาทิตย์ ดังนี้เพื่อลดจังหวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรย์ซินโดรม วัคซีนประเภทนี้ห้ามฉีดในหญิงมีท้อง ผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง ใช้ยาแอสไพรินอยู่ประจำ หรือใช้ยาสตีรอยด์ขนาดสูงมานาน อาจเกิดภาวะแทรกร้ายแรงได้ สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-45 ปี) ถ้าเกิดยังไม่มั่นใจว่าเคยเป็นโรคนี้หรือยัง ควรขอคำแนะนำแพทย์ ตรวจดูว่ามีภูมิต้านทานต่อโรคนี้หรือยัง ถ้าหากยัง แพทย์บางทีอาจชี้แนะให้วัคซีนป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อลูกในท้องขณะตั้งครรภ์ และข้างหลังฉีดยาประเภทนี้ ควรคุมกำเนิดนาน 3 เดือน ก็เลยจะสามารถตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย
  • ในเด็กที่ไม่มีข้อบ่งห้าม สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 12-15 เดือน ขึ้นไป และฉีดกระตุ้นอีกรอบที่อายุ 4-6 ปีหรือบางทีอาจฉีด 2 เข็มห่างกันขั้นต่ำ 3 เดือน ซึ่งภูมิคุ้มกันจะขึ้นดีมากยิ่งกว่าการฉีด 1 เข็ม
  • จากการศึกษาเล่าเรียนในเด็กอายุ 1-12 ปี หลังได้รับวัคซีนหนแรก จะมีภูมิต้านทานในระดับที่คุ้มครองปกป้องโรคได้ปริมาณร้อยละ 85แล้วก็มากขึ้นเป็นปริมาณร้อยละ 99.6 หลังได้รับวัคซีนครั้งที่ 2
  • สำหรับผู้ที่สัมผัสสนิทสนมกับคนป่วยโรคนี้ การฉีดวัคซีนอาจไม่ทันกาล ถ้าเกิดจำเป็นหมออาจชี้แนะให้ฉีดเซรุ่ม ที่มีชื่อว่า varicella-zoster immune globulin (VZIG) เป็นการฉีดภูมิต้านทานเข้าไปโดยตรง ชอบฉีดให้กับคนที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีสภาวะภูมิคุ้มกันขาดตกบกพร่อง ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว แล้วก็เด็กอ่อนที่มีแม่เป็นอีสุกอีใสช่วง 5 วันก่อนคลอดถึง 2 วันหน้าคลอด
  • วัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคอีสุกอีใส ที่ใช้ในขณะนี้ทำมาจากเชื้ออีสุกอีใสที่มีชีวิตแล้วเอามาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ในประเทศไทยมีขาย 3 จำพวก คือ Varilrix ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำลงมากยิ่งกว่า 2,000 PFU, OKAVAX ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำยิ่งกว่า 1,000 PFU, และก็ Varicella Vaccine-GCC ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่น้อยกว่า 1,400 PFU ทั้งเดี๋ยวนี้ยังมีการผลิตวัคซีนปกป้องโรคอีสุกอีใสให้อยู่ในรูปวัคซีนรวม อย่างเช่น วัคซีนรวมหัด-โรคเหือด-คางทูม-อีสุกอีใส (MMRV) ซึ่งจะรวมอยู่ในเข็มเดียวกันทำให้สะดวก และไม่จำเป็นต้องเจ็บตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
สมุนไพรที่ช่วยรักษา/บรรเทา อาการของโรคอีสุกอีใส

  • เสมหะพังพอนตัวเมีย Clinacanthus nutans (Burm.f) มีอีกชื่อหนึ่งเป็น พญายอ ซึ่งเสมหะพังพอนตัวเมียแตกต่างจากตัวผู้ คือ ตัวเมียไม่มีหนาม ใบตัวผู้มีสีเข้มกว่า ดอกตัวเมียมีสีแดง ดอกตัวผู้มีสีส้นสด ขั้นตอนการให้เด็ดใบเสมหะพังพอนตัวเมียมาล้างให้สะอาด แล้วเอามาโขลกหรือปั่นอย่างละเอียดผสมกับน้ำดินสอพอง ทาที่ตุ่มผ่องใสเป็นประจำจะช่วยทุเลาอาการคัน และก็ทำให้ตุ่มแผลแห้งเร็ว ลดอาการบวมแดงของตุ่มได้
  • ผักชี Coriandrum sativum การอาบน้ำต้มผักชีจะช่วยทำให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น ซึ่งตามตำรายาแผนโบราณบอกว่า คุณประโยชน์ของผักชีคือเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดง
  • สะเดา Azadiracta indica มีการเล่าเรียนพบว่าสารเกดูนิน (Gedunin) รวมทั้ง นิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบแล้วก็เมล็ดสะเดามีคุณภาพในการออกฤทธิ์ยั้งเชื้อรา แบคทีเรียและก็เชื้อไวรัสสูง ด้วยเหตุดังกล่าว จึงสามารถทุเลาลักษณะโรคที่เกิดขึ้นจาก เชื้อไวรัส อย่างอีสุกอีใสได้
  • ใบมะยม Phyllanthus acidus ใช้ใบมะยมไม่อ่อนหรือแก่เกินความจำเป็น 2-3 กำมือ ใส่น้ำ 2-3 ลิตร ต้มให้เดือดราวๆ 20 นาที แล้วยกลงผสมน้ำเย็นให้อุ่นพออาบได้ อาบวันละ 3 ครั้ง เช้าตรู่ ตอนกลางวัน เย็น หลังอาบน้ำอาการจะค่อยๆดีขึ้น
  • ย่านาง Tiliacora triandra เอาราก “ย่านาง” แบบสดราวขยุ้มมือต้มกับน้ำหลากยาจนเดือด ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ครั้งละ 3 ส่วน 4 แก้ว ต้มดื่มเรื่อยๆต่อเนื่องกัน 3-5 วัน อาการที่เป็นจะทุเลาลง
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.อีสุกอีใส.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่296.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.ธันวาคม.2546
  • อีสุกอีใส เป็นได้ก็หายได้.เกร็ดความรู้สู่ประชาชน.หน่วยข้อมูลคลังยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella)”. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 404-407.
  • Kuter B, Matthews H, Shinefield H, Black S, Dennehy P, Watson B, et al. Ten year follow-up of healthychildren who received one or two injections of varicellavaccine. Pediatr Infect Dis J. 2004; 23:132-7.
  • อ.พญ.เลลานี ไพฑูรย์พงษ์.สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.โรคอีสุกอีใส.สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย.
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC)..Prevention of Varicella Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMVR 2007; 56:1-40.
  • อีสุกอีใส.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ http://www.disthai.com/
  • Heininger U, Seward JF. Varicella. Lancet. 2006; 368:1365-76.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • อ.พญ.จรัสศรี ฟี้ยาพรรณ,นางรษิกา ฤทธิ์เรืองเดช,พญ.พิชญา มณีประสพโชคและคณะ.โรคสุกใส(Chicken pox).ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สำนักระบาดวิทยา. โรคอีสุกอีใส. สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค 2552. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์. 2553; 55-6.
  • Krause PR, Klinman DM. Efficacy,immunogenicity,safety, and use of live attenuated chickenpox vaccine. J Pediatr. 1995; 127:518-25.
  • พญ.อารีย์ โอบอ้อมรัก.หนังสือเลี้ยงลูกด้วยสมุนไพร.หน้า 56.สำนักพิมพ์เอเชียบูรพา.


7

สมุนไพรฟันปลา
ฟันปลา Litsea umbellate Merr.
บางถิ่นเรียกว่า ฟันปลา เสียใจ (จังหวัดปราจีนบุรี) เมนตรือ (เขมร-จันทบุรี) สะเตื้อ (จังหวัดตราด)
       ไม้ต้น ขนาดเล็ก หรือไม้พุ่ม สูง 3-10 มัธยม ตามกิ่งก้านมีขนสีน้ำตาล ใบ คนเดียวออกเรียงสลับ หรือเรียงเวียนห่างๆรูปรี หรือ มีขนาดค่อนข้างเล็ก กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7.5-23 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือมน โคนใบแหลมขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นน้อย ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นเงา มีขนเฉพาะตามเส้นกึ่งกลางใบและก็เส้นกิ้งก้านใบ ด้านล่างเป็นคราบเปื้อนขาว มีขน เส้นใบมี 6-10 คู่ ข้างล่างเห็นชัดกว่าด้านบน ก้านใบยาว 6-12 มิลลิเมตร มี ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกระจุกตามง่ามใบ ก้านช่อยาว 2-5 มิลลิเมตร ช่อดอกมีขนปกคลุมหนาแน่น [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] กลีบรวมเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 4-6 กลีบ ถ้วยและกลีบติดทนจนกระทั่งสำเร็จ ผล รูปไข่หรือค่อนข้างจะกลม ปลายมีติ่งแหลม โคนมีชั้นของกลีบรวมรองรับอยู่ ขอบกลีบรวมมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งทางภาคใต้ของไทย
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้นพบ alkaloid ใบ ตำเป็นยาพอกฝี

8

โรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema)
โรคถุงลมโป่งพอง เป็นยังไง โรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema) เป็นโรคที่อยู่ในกรุ๊ปของโรคปอดอุดกันเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD) ซึ่งโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง จะประกอบไปด้วยโรคหลอดลมอักเสบและถุงลมโป่งพอง ปกติแล้วจะพบลักษณะของ 2 โรคนี้ร่วมกัน แม้กระนั้นถ้าตรวจพบว่าปอดมีพยาธิภาวะของถุงลมที่โป่งพองออกเป็นคุณลักษณะเด่น ก็จะเรียกว่า “โรคถุงลมโป่งพอง” ซึ่งก็คือ ภาวะทุพพลภาพอย่างยั่งยืนของถุงลมในปอด ซึ่งมีเหตุที่เกิดจากผนังถุงลมเสียความยืดหยุ่นและก็เปราะง่าย ทำให้ถุงลมสูญเสียหน้าที่สำหรับในการแลกอากาศ แล้วก็ผนังของถุงลมที่เปราะยังมีการแตกทะลุ ทำให้มีถุงลมขนาดเล็กๆหลายๆอันรวมกลุ่มเป็นถุงลมที่โป่งพองรวมทั้งทุพพลภาพ นำมาซึ่งการทำให้จำนวนพื้นผิวของถุงลมที่ยังทำหน้าที่ได้ทั้งหมดลดน้อยลงกว่าธรรมดา รวมทั้งมีอากาศข้างในปอดมากยิ่งกว่าธรรมดาได้ผลสำเร็จให้ออกซิเจนจึงเข้าสู่กระแสเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง คนเจ็บก็เลยมีลักษณะอาการหายใจตื้นแล้วก็กำเนิดอาการเหนื่อยง่ายตามมา
โรคนี้ชอบพบในคนชรา (ช่วงอายุ 45-65 ปี) พบในผู้ชายได้มากกว่าเพศหญิง และก็พบได้ทั่วไปร่วมกับโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังและแยกออกจากกันยาก คนป่วยโดยมากจะมีประวัติการสูบยาสูบจัด  มานานเป็น 10-20 ปีขึ้นไป หรือไม่ก็มีประวัติอยู่การได้รับมลภาวะที่เกิดขึ้นทางอากาศในจำนวนมากรวมทั้งต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆๆไม่ว่าจะเป็นอากาศเสีย ฝุ่น ควัน หรือมีอาชีพดำเนินงานในโรงงานหรือเหมืองแร่ที่หายใจเอาสารระคายเข้าไปบ่อยๆ โรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่พบได้มากและเป็นต้นเหตุอันดับแรกๆของการเสียชีวิตในมวลชนทั่วโลก โดยในประเทศสหรัฐอเมริกาพบเป็นลำดับที่ 4 ของมูลเหตุการเสียชีวิตของมวลชน แม้นับเฉพาะโรคถุงลมโป่งพอง อัตราการเจอโรคหมายถึง18 คน ในมวลชน 1,000 คน  ส่วนสถานการณ์ตอนนี้ของถุงลมโป่งพองในประเทศไทย มีลัษณะทิศทางสูงมากขึ้นเป็นลำดับเช่นเดียวกันกับทั่วโลก และยอดเยี่ยมในสิบ สิ่งที่ทำให้เกิดการเสียชีวิต ของพลเมืองไทย ก็เลยนับเป็นโรคที่คือปัญหาทางสาธารณสุขของเมืองไทยอีกโรคหนึ่ง
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง ต้นเหตุสำคัญที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดถุงลมโป่งพอง เป็นการสูบบุหรี่ แต่ว่าจากการศึกษาเล่าเรียนพบว่าคนที่สูบบุหรี่ได้โอกาสเป็นถุงลมโป่งพองมากกว่าผู้ที่มิได้ดูดบุหรี่สูงถึง 6 เท่า ซึ่งคนที่เป็นโรคนี้ มักมีประวัติสูบบุหรี่จัด (มากยิ่งกว่าวันละ 20 มวน) นาน 10-20 ปีขึ้นไป พิษในยาสูบจะเบาๆทำลายเยื่อบุหลอดลมและ ถุงลมในปอด ทีละเล็กละน้อย ใช้เวลานานนับสิบๆปี จนท้ายที่สุดถุงลมปอดพิการ คือสูญเสียหน้าที่สำหรับการแลกอากาศ (นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นอากาศเสียออกมาจากร่างกาย รวมทั้งนำออกซิเจนซึ่งเป็นอากาศดีเข้าสู่ร่างกาย โดยผ่านทางระบบฟุตบาทหายใจ) เกิดอาการหอบอ่อนแรงง่าย และกำเนิดโรคติดเชื้อของปอดซ้ำๆซากๆ
เว้นแต่ยาสูบซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคนี้แล้ว คนป่วยส่วนน้อยยังอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากต้นสายปลายเหตุอื่น ตัวอย่างเช่น มลภาวะในอากาศ การหายใจเอามลภาวะในอากาศ ดังเช่น ควันจากการเผาไหม้ที่เกิดขึ้นจากเชื้อเพลิง ไอเสียรถยนต์ จะเพิ่มความเสี่ยงให้กำเนิดถุงลมโป่งพอง เนื่องจากว่าพบว่าพลเมืองที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆจะมีอัตราการป่วยเป็นโรคปอดอุดกันเรื้อรังซึ่งรวมถึงโรคถุงลมโป่งพองได้มากกว่าพลเมืองที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด มลภาวะที่เกิดขึ้นทางอากาศก็เลยคงจะมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย ควันพิษหรือสารเคมีจากโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นผงหรือควันพิษที่มีส่วนประกอบของสารเคมีหรือฝุ่นละอองจากไม้ ฝ้าย หรือวิธีการทำเหมือง แม้หายใจเข้าไปในปริมาณที่มากและก็เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ก็มีโอกาสในการเสี่ยงที่นำมาซึ่งถุงลมโป่งพองได้มากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มจังหวะมากขึ้นไปอีกถ้าเกิดเป็นคนที่สูบบุหรี่ สภาวะพร่องสารต้านทานทริปซิน (α1-antitrypsin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีคุ้มครองการเช็ดกทำลายของเยื่อเกี่ยวเนื่องจากสารต่างๆจึงช่วยป้องกันไม่ให้ถุงลมปอดถูกสารพิษ ภาวการณ์นี้จัดเป็นโรคทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดไปสู่บุตรหลานได้ ซึ่งโรคทางพันธุกรรมชนิดนี้ส่วนใหญ่จะพบในคนเชื้อชาติผิวขาว ชอบมีลักษณะอาการในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 40-50 ปี และผู้ป่วยมักจะไม่ดูดบุหรี่ อย่างไรก็ดี สภาวะนี้ก็พบกำเนิดได้น้อยมากเป็นโดยประมาณ 3% ของโรคปอดเรื้อรังทั้งผอง
ลักษณะของโรคถุงลมโป่งพอง ช่วงแรกจะมีลักษณะอาการของหลอดลมอักเสบเรื้อรัง กล่าวคือจะมีลักษณะไอมีเสลดเรื้อรังเป็นนานเป็นเดือนๆแรมปี ผู้ป่วยชอบไอหรือขากเสมหะในคอภายหลังตื่นนอนเช้าตรู่บ่อยๆ กระทั่งนึกว่าคือเรื่องธรรดาและไม่ได้ใส่ใจดูแล ถัดมาจะเริ่มไอถี่ขึ้นตลอดทั้งวัน แล้วก็มีเสลดจำนวนไม่ใช่น้อย ในช่วงแรกเสมหะมีสีขาว ต่อมาบางครั้งก็อาจจะกลายเป็นสีเหลืองหรือเขียว มีไข้ หรือหอบอ่อนล้าเป็นบางโอกาสจากโรคติดเชื้อแทรกซ้อน นอกเหนือจากอาการไอเรื้อรังดังที่กล่าวถึงแล้วแล้ว คนไข้จะมีลักษณะอาการเหน็ดเหนื่อยง่ายเวลาออกแรงมาก  อาการหอบอ่อนล้าจะค่อยๆเป็นมากขึ้น แม้กระทั้งเวลาเดินตามปกติ เวลาพูดหรือทำกิจกรรมนิดๆหน่อยๆในชีวิตประจำวันก็จะรู้สึกเหนื่อยง่าย
                   หากผู้ป่วยยังสูบบุหรี่ถัดไป ท้ายที่สุดอาการจะรุนแรง จนแม้กระทั้งอยู่เฉยๆก็รู้สึกหอบอ่อนล้า ทั้งนี้เนื่องจากถุงลมปอดทุพพลภาพอย่างรุนแรง ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่แลกเปลี่ยนอากาศ นำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายให้กำเนิดพลังงาน คนไข้มักมีลักษณะอาการกำเริบเสิบสานหนักเป็นบางครั้ง เพราะเหตุว่ามีการติดเชื้อ (หลอดลมอักเสบ ปอด) เข้าแทรก ทำให้มีไข้ ไอมีเสลดเหลืองหรือเขียว หายใจหอบ หายใจมีเสียงดังวี้ดๆตัวเขียว กระทั่งต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล  เมื่อเป็นถึงกับขนาดระยะรุนแรง คนเจ็บมักมีลักษณะเบื่อข้าว น้ำหนักลด รูปร่างผ่ายผอม มีอาการหอบอ่อนเพลีย อยู่ตลอดระยะเวลา มีอาการเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสและก็อาจเสียชีวิตได้จากโรคแทรกซ้อน
                นอกเหนือจากนี้ ในบางรายบางทีอาจพบว่ามีริมฝีปากหรือเล็บเป็นสีคล้ำออกม่วงเทาหรือฟ้าเข้มเหตุเพราะขาดออกสิเจน หรือถ้าหากมีอาการหายใจตื้นเป็นระยะเวลาที่ยาวนานนับเป็นเวลาหลายเดือนและมีลักษณะที่ห่วยแตกลงอีกด้วย
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง ปัจจัยเสี่ยง แบ่งออกเป็น 2 กรุ๊ป คือ

  • เหตุด้านคนเจ็บ เช่น ลักษณะทางพันธุกรรม เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ขาดเอนไซม์ (Enzyme) ชื่อ Alpha-one antitrypsin ซึ่งเป็นเอนไซม์ปกป้องการเช็ดกทำลายของเนื้อเยื่อเกี่ยวเนื่องจากสารต่างๆซึ่งเป็นโรคที่ถ่ายทอดไปสู่บุตรหลานได้
  • ต้นสายปลายเหตุด้านสภาวะแวดล้อม มีความสำคัญมากที่สุด เช่น
  • ควันที่เกิดจากบุหรี่ เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของโรคนี้ พบว่ามากยิ่งกว่าร้อยละ 75.4 ของผู้ป่วย COPD มีเหตุที่เกิดจากยาสูบ การสูบยาสูบ เป็นสาเหตุที่มักพบที่สุด ซึ่งรวมถึงบุหรี่ยาเส้นพื้นบ้านด้วย ปริมาณแล้วก็ช่วงเวลาที่ดูดบุหรี่มีความเกี่ยวเนื่องกับการเกิดโรค ยิ่งดูดบุหรี่มากแล้วก็สูบมานานยาวนานหลายปี ก็มีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มาก นอกจากนี้คนที่ไม่ได้สูบบุหรี่เอง แต่ว่าได้รับควันของบุหรี่จากผู้อื่นติดต่อกันเป็นเวลานานๆก็ได้โอกาสเกิดโรคนี้ได้เช่นกัน
  • มลพิษทั้งยังในบริเวณบ้าน ที่ทำงาน แล้วก็ที่ชุมชนที่สำคัญคือการเผาไหม้เชื้อเพลิงสำหรับในการเตรียมอาหาร (biomass fuel) รวมทั้งสำหรับขับเครื่องจักรต่างๆ(diesel exhaust)


กรรมวิธีรักษาโรคถุงลมโป่งพอง การวิเคราะห์โรคถุงลมโป่งพอง หมอจะอาศัยส่วนประกอบหลายชนิด อาทิเช่น ความเป็นมาสัมผัสสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงดังกล่าว ร่วมกับ อาการ ผลของการตรวจร่างกาย ภาพรังสีทรวงอก รวมทั้งยืนยันการวินิจฉัยด้วย spirometry ดังลักษณะต่อไปนี้
อาการ โดยมากผู้ป่วยที่มาพบหมอจะมีลักษณะอาการเมื่อพยาธิภาวะลุกลามไปมากแล้ว อาการที่ตรวจพบ ดังเช่น หอบ อิดโรยซึ่งจะเป็นมากขึ้นเรื่อยไอเรื้อรังหรือมีเสลดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเช้า อาการอื่นที่พบได้เป็นแน่น ทรวงอก หรือหายใจมีเสียงหวีดร้อง
การตรวจทางรังสีวิทยา ภาพรังสีทรวงอกมีความไวน้อยสำหรับในการวินิจฉัยโรคถุงลมโป่งพอง แต่ว่ามี จุดสำคัญสำหรับการแยกโรคอื่น ในคนไข้ emphysema บางทีอาจพบลักษณะ hyperinflation คือ กะบังลมแบน ราบรวมทั้งหัวใจมีขนาดเล็กมีอากาศในปอดมากยิ่งกว่าธรรมดา ในคนเจ็บที่มี corpulmonale จะพบว่าหัวใจห้องขวา รวมทั้ง pulmonary trunk มี ขนาดโตขึ้น แล้วก็ peripheral vascular marking ลดลง
การตรวจสมรรถภาพปอด Spirometry มีความสำคัญสำหรับการวินิจฉัยโรคนี้มากมาย รวมทั้งสามารถจัดระดับความร้ายแรงของโรคได้ด้วย โดยการตรวจ spirometry นี้จะต้องตรวจเมื่อคนไข้มีอาการคงเดิม (stable) และไม่มีอาการกำเริบเสิบสานของโรคขั้นต่ำ 1 เดือน การตรวจนี้สามารถวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะที่ผู้เจ็บป่วยยังไม่มีอาการ  โดยหมอจะให้คนไข้หายใจเข้าให้เต็มกำลัง แล้วเป่าลมหายใจออกอย่างเร็วผ่านเครื่องสไปโรมิเตอร์ (Spirometry) แล้ววัดดูค่า FEV1 (Forced expiratory volume in 1 second) ซึ่งหมายถึง ความจุอากาศที่หายใจออกใน 1 วินาที และค่า FVC (Forced vital capacity) ซึ่งก็คือ ขนาดอากาศที่หายใจออกทั้งปวงจนสุดอย่างเต็ม 1 ครั้ง จะเจอรูปแบบของ airflow limitation โดยค่า FEV1 / FVC หลังให้ยาขยายหลอดลมน้อยกว่าร้อยละ 70 และแบ่งความรุนแรงเป็น 4 ระดับ โดยใช้ค่า FEV1 ข้างหลังให้ยาขยายหลอดลม

การตรวจด้วยเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Pulse oximetry) เป็นการตรวจเพื่อวัดความอิ่มตัวของออกสิเจนในเลือด ซึ่งในคนไข้โรคถุงลมโป่งพองมักจะมีออกซิเจนในเลือดต่ำหมายถึงวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดได้น้อยกว่าปกติ เหตุเพราะร่างกายมิได้รับออกสิเจนอย่างพอเพียง (โดยค่าปกติจะอยู่ที่ 96-99% หากต่ำกว่านี้ผู้ป่วยจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่งขึ้นเรื่อย)
การตรวจค้นระดับสารทริปซินในเลือด หากคนป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพองแก่น้อยกว่า 40-50 ปี มูลเหตุอาจมาจากภาวการณ์พร่องสารต้านทานทริปซินซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมได้ ผู้เจ็บป่วยก็เลยต้องตรวจหาปริมาณ α1-antitrypsin ในเลือด
การรักษา เพื่อทรงสภาพร่างกายปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุด และเพื่อ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประกอบด้วย หลัก 4 ประการ คือ  การหลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง  การรักษา stable COPD  การคาดคะเนและก็ติดตามโรค  การรักษาภาวะกําเริบทันควันของโรค (acute exacerbation)

  • การหลบหลีกสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง สำหรับในการเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สำคัญ คือ การช่วยเหลือให้ผู้เจ็บป่วยเลิกดูดบุหรี่อย่างยั่งยืน โดยใช้พฤติกรรมบำบัด หรือร่วมกับยาที่ใช้ช่วยเลิกยาสูบ รวมทั้งหลบหลีกหรือลดมลภาวะ ยกตัวอย่างเช่น หลีกเลี่ยงการใช้เตาถ่านในที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ฯลฯ
  • การรักษา stable COPD การดูแลรักษาคนไข้อาศัยการประเมินความร้ายแรงของโรคตามอาการและผล spirometry ส่วนสาเหตุอื่นที่ใช้ประกอบสำหรับในการตรึกตรองให้การรักษา ดังเช่น เรื่องราวเกิดภาวะกำเริบเสิบสานทันควันของโรค ภาวะแทรกซ้อน ภาวการณ์หายใจล้มเหลว โรคอื่นที่พบร่วม และสถานะสุขภาพ  (health status) โดยรวม


การให้ข้อมูลที่เหมาะสมเกี่ยวกับโรค และก็แผนการรักษาแก่ผู้เจ็บป่วยและญาติ จะช่วยทำให้การดูแลและรักษามีประสิทธิภาพ ผู้เจ็บป่วยมีทักษะสำหรับการทำความเข้าใจการใช้ชีวิตกับโรคนี้ดีขึ้น และสามารถคิดแผนชีวิตในเรื่องที่โรคดำเนินเข้าสู่ระยะสุดท้าย  (end of life plan)
การรักษาด้วยยา การใช้ยามีจุดประสงค์เพื่อทุเลาอาการ ลดการกำเริบ และเพิ่มคุณภาพชีวิต ปัจจุบันยังไม่มียาจำพวกใดที่มีหลักฐานชัดแจ้งว่าสามารถลดอัตราการตาย รวมทั้งชะลออัตราการต่ำลงของสมรรถนะปอดได้ ซึ่งการดูแลและรักษาดัวยยา จะมียาต่างๆยกตัวอย่างเช่น
ยาขยายหลอดลม ยากลุ่มนี้ทำให้อาการรวมทั้งสมรรถภาพรูปแบบการทำงานของผู้ป่วยดียิ่งขึ้น ลดความถี่และก็ความร้ายแรงของการกำเริบ เริ่มคุณภาพชีวิตทำให้สถานะสุขภาพโดยรวมของคนเจ็บดีขึ้น หากว่าผู้เจ็บป่วยบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการตอบสนองต่อยาขยายหลอดลมตามเกณฑ์การตรวจ spirometry ก็ตาม
ยาขยายหลอดลมที่ใช้ แบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ β2-agonist, anticholinergic แĈะ xanthine derivative
การจัดการขยายหลอดลม เสนอแนะให้ใช้แนวทางสูดพ่น  (metered-dose หรือ dry-powder inhaler) เป็นขั้นตอนแรกเนื่องจากว่ามีประสิทธิภาพสูงแล้วก็ผลข้างเคียงน้อย
ICS ถึงแม้การให้ยา ICS โดยตลอดจะไม่สามารถชะลอการน้อยลงของค่า FEV แต่ว่าสามารถทำให้สถานะสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น แล้วก็ลดการกำเริบของโรคในคนเจ็บกลุ่มที่มีลักษณะรุนแรงและที่มีลักษณะอาการกำเริบเสิบสานบ่อยครั้ง
ยาผสม ICS แล้วก็ LABA ชนิดสูด มีหลักฐานว่ายาผสมกลุ่มนี้มีคุณภาพเหนือกว่ายา LABA หรือยา ICS จำพวกสูดลำพังๆโดยเฉพาะในคนเจ็บขั้นร้ายแรงแล้วก็มีลักษณะอาการกำเริบเสิบสานบ่อยๆแต่ว่าก็ยังมีความโอนเอียงที่จะกำเนิดปอดอักเสบสูงขึ้นเช่นกัน
Xanthine derivatives มีคุณประโยชน์แม้กระนั้นเกิดผลใกล้กันได้ง่าย จำเป็นต้องพินิจเลือกยาขยายหลอดลมกรุ๊ปอื่นก่อน ดังนี้ ประสิทธิภาพของยากลุ่มนี้ได้จากการเรียนยาประเภทที่เป็น sustained-release แค่นั้น
การรักษาอื่นๆวัคซีน ชี้แนะให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง ระยะเวลาที่สมควรเป็น มี.ค. – เมษายน แม้กระนั้นอาจให้ได้ตลอดทั้งปี การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด  (pulmonary rehabilitation) มีเป้าหมายเพื่อลดอาการโรค เพิ่มคุณภาพชีวิต และก็เพิ่มความรู้ความเข้าใจสำหรับในการทำกิจวัตรที่ทำเป็นประจำ ซึ่งการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดนี้ ต้องครอบคลุมทุกปัญหาที่เกี่ยวข้องด้วย ตัวอย่างเช่น ภาวะของกล้าม สภาพอารมณ์รวมทั้งจิตใจ ภาวการณ์โภชนาการเป็นต้น ให้การบำบัดรักษาด้วยออกซิเจนระยะยาว  การดูแลรักษาโรคการผ่าตัด และก็/หรือ หัตถการพิเศษ คนเจ็บที่ได้รับการดูแลรักษาด้วยยา แล้วก็การฟื้นฟูสมรรถภาพปอดอย่างเต็มที่แล้ว ยังควบคุมอาการไม่ได้ ควรส่งต่ออายุรเวชผู้ชำนาญโรคระบบการหายใจ เพื่อประเมินการดูแลรักษาโดยการผ่าตัด ดังเช่น
           Bullectomy
           การผ่าตัดเพื่อลดขนาดปอด  (lung volume reduction surgery)
           การใส่เครื่องใช้ไม้สอยในหลอดลม (endobronchial valve)
           การผ่าตัดแปลงปอด
การประมาณและติดตามโรค ในการประมวลผลการรักษาต้องมีการประมาณ อาการคนเจ็บ  (subjective) และก็ผลการตรวจ (objective) บางทีอาจประเมินทุก 1-3 เดือนตามความเหมาะสม ดังนี้สังกัดระดับความรุนแรงของโรครวมทั้งต้นสายปลายเหตุทางเศรษฐสังคม
ครั้งใดก็ตามเจอแพทย์ ควรติดตามอาการ อาการเหนื่อย ออกกำลังกาย ความถี่ของกการกำเริบของโรค อาการแสดงของการหายใจไม่สะดวก แล้วก็การคาดคะเนวิธีการใช้ยาสูด
ทุก 1 ปี ควรวัด  spirometry ในผู้เจ็บป่วยที่มีอาการอิดโรยรุกรามกิจวัตรประจำวันประจําวัน ควรวัด BODE Index, 6 minute walk distance, ระดับ oxygen saturation หรือ arterial blood gases
การดูแลรักษาภาวการณ์กำเริบเสิบสานกระทันหันของโรค  (acute exacerbation) การกำเริบฉับพลันของโรค หมายถึง ภาวะที่มีอาการอ่อนเพลียมากขึ้นกว่าเดิมในช่วงเวลาอันสั้น (เป็นวันถึงอาทิตย์) และ/หรือ มีปริมาณเสมหะมากขึ้น หรือมีเสมหะเปลี่ยนสี (purulent sputum) โดยต้องแยกจากโรคหรือภาวะอื่นๆดังเช่น หัวใจล้มเหลว pulmonary embolism, pneumonia, pneumothorax
การติดต่อของโรคถุงลมโป่งพอง โรคถุงลมโป่งพองเกิดจาก เยื่อบุหลอดลมและก็ถุงลมในปอดถูกทำลายโดยสารพิษต่างๆดังเช่น สารพิษในควันบุหรี่ , มลพิษที่มีสาเหตุจากอาการแล้วก็สารเคมี ที่พวกเราดมกลิ่นเข้าไป เป็นเวลานานและก็ในปริมาณที่มาก ซึ่งโรคถุงลมโป่งพองขาดการติดต่อ จากคนสู่คน หรือ จากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด แม้กระนั้นอาจเจอได้ว่าเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากกรรมพันธุ์ (ภาวการณ์ขาดตกบกพร่องสารต้านทานทริปซีน (a1-antitrypsin)) แม้กระนั้นพบได้น้อยมาก ประมาณ 3% ของโรคปอดเรื้อรังทั้งผอง
การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง

  • ติดตามการดูแลรักษากับหมออย่างสม่ำเสมอและใช้ยารักษาให้ครบบริบรูณ์จากที่หมอระบุ
  • เลิกบุหรี่โดยเด็ดขาด
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีมลภาวะ ดังเช่น ฝุ่นผง ควัน
  • ดื่มน้ำมากมายๆวันละ 10-15 แก้ว เพื่อช่วยขับเสลด
  • ในรายที่เป็นระยะร้ายแรง มีลักษณะเบื่อข้าว น้ำหนักลด ควรจะหาทางบำรุงอาหารให้สุขภาพแข็งแรง
  • ถ้าเกิดจำเป็นต้องควรมีถังออกซิเจนไว้ประจำบ้าน เพื่อใช้ช่วยหายใจ บรรเทาอาการหอบอ่อนเพลีย
  • ถ้าเกิดมีลักษณะแทรกซ้อน เป็นต้นว่า จับไข้ หายใจหอบ ก็ควรรีบพาไปรักษาที่โรงพยาบาลทันที
  • รับประทานอาการที่มีสาระครบ อีกทั้ง 5 หมู่
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รักษาสุขภาพอย่างเคร่งครัด
การคุ้มครองตัวเองจากโรคถุงลมโป่งพอง

  • การป้องกันที่สำคัญที่สุดเป็นการไม่ดูดบุหรี่ (รวมทั้งยาเส้น) รวมทั้งหลบหลีกการอยู่สนิทสนมกับคนที่ดูดบุหรี่หรือสถานที่ที่มีควันจากบุหรี่
  • ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ถ้าเกิดเลิกดูดมิได้ ควรหมั่นไปพบหมอเพื่อรับการตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเริ่มมีอาการไอบ่อยมากทุกวี่ทุกวันโดยไม่มีมูลเหตุที่แน่ชัด
  • หลบหลีกการอยู่ในที่ที่มีมลพิษในอากาศ และก็รู้จักสวมหน้ากากอนามัยป้องกันตัวเองจากควันรวมทั้งสารพิษที่ทำให้เป็นอันตรายต่างๆส่วนคนที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ
  • หลบหลีกการใช้ฟืนหุงหรือก่อไฟด้านในที่ขาดการถ่ายเทอากาศ
  • ถ้าหากเป็นโรคหลอดลมอักเสบและโรคหืด จำต้องได้รับการรักษาอย่างเป็นจริงเป็นจังแล้วก็รับประทานยาอย่างเคร่งครัด
สมุนไพรที่ใช้รักษา/บรรเทาอาการของโรคถุงลมโป่งพอง

  • ขิง แก่ สุดยอดอาหารบำรุงปอด ช่วยขับสารนิโคตินในผู้สูบบุหรี่ มีสรรพคุณในการกำจัดนิโคตินตกค้างในปอดรวมทั้งหลอดลม ช่วยขจัดสารพิษที่เกิดจากนิโคตินในกระแสโลหิต ยิ่งไปกว่านี้ยังมีคุณประโยชน์เด่นเกี่ยวกับการบำรุงรักษาระบบทางเดินหายใจ การเปิดหลอดลม ระบายขับความร้อน เวลารับประทานขิงก็เลยรู้สึกโล่งเตียน
  • กระเทียม กระเทียมเป็นยาบำรุงร่างกาย รับประทานเป็นยาแก้อักเสบในอก ในปอด แก้เสมหะ
  • ขมิ้น เป็นสมุนไพรพื้นฐานที่ใช้รักษาอาการอักเสบกับอวัยวะต่างๆแก้ไข้คลุ้มคลั่ง แก้ไข้ร้อน แก้เสลด อายุเวทเสนอแนะให้รับประทานผงขมิ้นละลายกับน้ำผึ้ง เป็นยาบำรุงปอด รักษาแผลอักเสบในปอด มีขมิ้นแคปซูลกินตอนเช้าเย็นได้
  • ฟ้าทะลายมิจฉาชีพ รสขม คุณประโยชน์รับประทานแก้อาการอักเสบต่างๆแก้ไข้ แก้หวัด แก้ปอดอักเสบ แก้ไอ แก้เจ็บคอ
เอกสารอ้างอิง


  • สมุนไพรบำรุงปอด.สยามรัฐ
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ถุงลมปอดโป่งพอง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่361.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2552
  • Spencer S, Calverley PM, Burge PS, et al. Impact of preventing exacerbations on deterioration of health status in COPD. EurRespir J 2004; 23:698-702.
  • Calverley P, Pauwels R, Vestbo J, et al. Combined salmeterol and fluticasone in the treatment of chronic obstructive pulmonary disease: a randomized controlled trial. Lancet 2003; 361:449-56
  • Eric G. Honig, Roland H. Ingram, Jr. Chronic bronchitis, emphysema, and airways obstruction, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition, Braunwald, Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  • Calverley PM, Anderson JA, Celli B, et al. Salmeterol and fluticasone propionate and survival in chronic obstructive pulmonary disease. N Engl J Med 2007; 356:775-89.
  • โรคถุงลมโป่งพอง-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์. http://www.disthai.com/
  • แนวปฏิบัติบริการสาธารณสุขโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง พ.ศ.2553.สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย,สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย,สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ.วารสารวัณโรค โรคทรวงอกและเวชบำบัดวิกฤต.ปีที่31.ฉบับที่3.กรกฎาคม-กันยายน2553.หน้า102-110
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “ถุงลมปอดโป่งพอง (Emphysema)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 432-436.
  • Szafranski W, Cukier A, Ramirez A, et al. Efficacy and safety of budesonide/formoterol in the management of chronic obstructive pulmonary disease. Eur Respir J 2003; 21:74-81.
  • Lung Health Study Research Group. Effect of inhaled triamcinolone on the decline in pulmonary function in chronic obstructive pulmonary disease: Lung Health Study II. N Engl J Med 2000; 343:1902-09.
  • Mahler DA, Wire P, Horstman D, et al. Effectiveness of fluticasone propionate and salmeterol combination delivered via the Diskus device in the treatment of chronic obstructive pulmonary disease. Am J Respir Crit Care Med 2002; 166:1084-91.
  • Burge PS, Calverley PM, Jones PW, et al. Randomised, double blind, placebo controlled study of fluticasone propionate in patients with moderate to severe chronic obstructive pulmonary disease: the ISOLDE trial. BMJ 2000; 320:1297-303.
  • Wongsurakiat P, Maranetra KN, Wasi C, et al. Acute respiratory illness in patients with COPD and the effectiveness of influenza vaccination: a randomized controlled study. Chest 2004; 125: 2011-20.
  • Pauwels RA. Lofdahl CG, Laitinen LA, et al. Long-term treatment with inhaled budesonide in persons with mild chronic obstructive pulmonary disease who continue smoking. European Respiratory Society Study on Chronic Obstructive Pulmonary Disease. N Engl J Med 1999; 340:1948-53.
  • Jones PW, Willits LR, Burge PS, et al. Disease severity and the effect of fluticasone propionate on chronic obstructive pulmonary disease exacerbations. Eur Respir J 2003; 21:68-73.
  • Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease. Global strategy for the diagnosis, management and prevention of chronic obstructive

9

โรความดันโลหิตสูง (Hypertension)

  • โรคความคันโลหิตสูง คืออะไร ความดันเลือดสูง ความดันเลือด คือ แรงดันเลือด ที่เกิดจากหัวใจ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย การวัดความดันโลหิตสามารถทำโดยใช้วัสดุหลายอย่าง แต่ว่าจำพวกที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป ดังเช่นว่า เครื่องวัดความดันเลือดมาตรฐานชนิดปรอท เครื่องวัดความดันโลหิตดิจิตอลจำพวกอัตโนมัติ ค่าของความดันเลือดมีหน่วยเป็น มม.ปรอท จะมี ๒ ค่า ๑ ความดันตัวบน (ซีสโตลิก) เป็นแรงดันเลือด ขณะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายบีบตัว  ๒ ความดันตัวข้างล่าง (ไดแอสโตลิก) เป็นแรงกดดันเลือดขณะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายคลายตัว  ระดับความดันโลหิตที่ถือว่าสูงนั้น จะมีค่าความดันเลือดตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอท

    ฉะนั้นโรคความดันโลหิตสูง ก็เลยหมายคือโรคหรือภาวะที่แรงกดดันเลือดในหลอดเลือดแดงมีค่าสูงขึ้นมากยิ่งกว่าค่ามาตรฐานขึ้นกับกระบวนการวัด โดยถ้าหากวัดที่สถานพยาบาล ค่าความดันเลือดตัวบนสูงกว่าหรือเท่ากับ 140 มม. ปรอท(มม.ปรอท, MMhg) และ/หรือความดันเลือดตัวล่างสูงยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 90 มม.ปรอท อย่างต่ำ 2 ครั้ง แต่ถ้าเกิดเป็นการวัดความดันเองที่บ้านค่าความดันเลือดตัวบนสูงขึ้นมากยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 135 มิลลิเมตรปรอทรวมทั้ง/หรือความดันเลือดตัวด้านล่างสูงขึ้นมากยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 85 มม.ปรอทเป็นต้น ดังตารางที่ 1




     


    SBP


    DBP




    Office or clinic
    24-hour
    Day
    Night
    Home


    140
    125-130
    130-135
    120
    130-135


    90
    80
    85
    70
    85




    หมายเหตุ SBP=systolic blood pressure, DBP=diastolic blood pressure
    ปี 2556ชาวไทยมีอาการป่วยเป็นโรคความดันโลหิตแทบ 11 ล้านคน เสียชีวิต 5,165 คน และก็เจอเจ็บป่วยราย ใหม่เพิ่มเกือบ 1 แสนคน ปริมาณร้อยละ 50 ไม่รู้ตัวด้วยเหตุว่าไม่เคยตรวจสุขภาพ ในกลุ่มที่ป่วยแล้วพบว่ามีเพียงแต่ 1 ใน 4 ที่ควบคุมความดันได้ ที่เหลือยังมีพฤติกรรมน่าห่วงองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า โรคความดันเลือดสูงเป็น 1 ในสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ประชากรอายุสั้น ทั้งโลกมีบุคคลที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง 1,000 ล้านคน เสียชีวิตปี ละเกือบ 8 ล้านคน เฉลี่ยโดยประมาณนาทีละ 15 คน โดย 1 ใน 3 พบในวัย ผู้ใหญ่และคาดว่า ในปีพุทธศักราช2568 ราษฎรวัยผู้ใหญ่ทั้งโลกจะมีอาการป่วยด้วยโรคนี้เพิ่ม 1,560 ล้านคน

  • ต้นเหตุของโรคความดันเลือดสูง ความดันเลือดสูงแบ่งแยกตามต้นเหตุการเกิด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
  • ความดันเลือดสูงชนิดไม่รู้ปัจจัย (primary or essential hypertension) เจอได้ราวๆปริมาณร้อยละ95 ของจำนวนคนแก่โรคความดันเลือดสูงทั้งหมดส่วนมากพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปแล้วก็เจอในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ปัจจุบันนี้ยังไม่รู้ต้นเหตุที่แจ้งชัดแต่ว่าอย่างไร ตามคณะกรรมการร่วมแห่งชาติด้านการคาดการณ์และก็รักษาโรคความดันโลหิตสูง ของสหรัฐฯ พบว่ามีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวเนื่องแล้วก็เกื้อหนุนให้เกิดโรคความดันเลือดสูง อาทิเช่น พันธุกรรมความอ้วน การมีไขมันในเลือดสูงการทานอาหารที่มีรสเค็มจัดการไม่บริหารร่างกาย การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์การสูบบุหรี่ความเครียดอายุและก็มีประวัติครอบครัวเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคหัวใจและเส้นเลือดซึ่งความดันโลหิตสูงประเภทไม่เคยรู้สาเหตุนี้คือปัญหาสำคัญที่จำเป็นต้องให้การวิเคราะห์รักษาแล้วก็ควบคุมโรคให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความดันโลหิตสูงประเภทรู้ต้นเหตุ(secondary hypertension) ได้น้อยประมาณปริมาณร้อยละ5-10 ส่วนมากมีต้นสายปลายเหตุเป็นผลมาจากการมีพยาธิสภาพของอวัยวะต่างๆในร่างกายโดยจะมีผลกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดแรงดันเลือดสูงส่วนมาก อาจกำเนิดพยาธิภาวะที่ไตต่อมหมวกไตโรคหรือความผิดแปลกของระบบประสาทความผิดแปลกของฮอร์โมนโรคของต่อมไร้ท่อร่วมโรคครรภ์เป็นพิษการบาดเจ็บของศีรษะยา และก็สารเคมีฯลฯ ด้วยเหตุนั้นเมื่อได้รับการดูแลและรักษาที่ปัจจัยระดับความดันเลือดจะลดน้อยลงเป็นปกติและสามารถรักษาให้หายได้


ฉะนั้นก็เลยสรุปได้ว่า โรคความดันเลือดสูงส่วนใหญ่จะไม่มีมูลเหตุ การควบคุมระดับความดันเลือดก้าวหน้า จะสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อน แล้วก็การเสียชีวิตจากโรคระบบหัวใจ และก็เส้นเลือดลงได้

  • อาการของโรคความดันโลหิตสูง จุดสำคัญของโรคความดันเลือดสูงคือ เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ แล้วก็ที่เป็นโรคเรื้อรังที่รุนแรง (ถ้าเกิดไม่สามารถที่จะควบคุมโรคได้) แม้กระนั้นมักไม่มีอาการ แพทย์บางท่านก็เลยเรียกโรคความดันเลือดสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ทั้งนี้โดยมากของอาการจากโรคความดันเลือดสูง เป็นอาการจากผลข้างเคียง อาทิเช่น จากโรคหัวใจ รวมทั้งจากโรคเส้นเลือดในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง อย่างเช่น อาการจากเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นต้นเหตุ อย่างเช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง


อาการรวมทั้งอาการแสดงที่พบได้มาก คนป่วยที่มีความดันโลหิตสูงนิดหน่อยหรือปานกลางไม่เจออาการแสดงเฉพาะเจาะจงที่บ่งบอกว่ามีภาวะความดันเลือดสูงจำนวนมาก การวินิจฉัยพบมากได้จากการที่ผู้เจ็บป่วยมาตรวจตามนัดหรือพบได้บ่อยร่วมกับสาเหตุของอาการอื่นซึ่งไม่ใช่ความดันเลือดสูง สำหรับคนป่วยที่หรูหราความดันเลือดสูงมากมายหรือสูงในระดับรุนแรงแล้วก็เป็นมานานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ยังไม่เคยได้รับการดูแลรักษาหรือรักษาแต่ไม่บ่อยนักหรือเปล่าได้รับการรักษาที่ถูกสมควรมักพบมีลักษณะ ดังนี้

  • ปวดศีรษะพบได้ทั่วไปในผู้เจ็บป่วยที่มีระดับความดันโลหิตสูงร้ายแรง โดยลักษณะอาการปวดศีรษะมักปวด ที่รอบๆกำดันโดยยิ่งไปกว่านั้นตอนที่ตื่นนอนในตอนเวลาเช้าต่อมาอาการจะเบาๆดียิ่งขึ้นกระทั่งหายไปเองภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงรวมทั้งบางทีอาจเจอมีลักษณะอาการคลื่นไส้อ้วกตามัวมัวด้วยโดยพบว่าลักษณะของการปวดศีรษะกำเนิด จากมีการเพิ่มแรงกดดันในกะโหลกศีรษะมากมายในตอนระยะเวลาหลังตื่นนอนเนื่องจากในกลางคืนขณะกำลังนอนหลับศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองจะลดการกระตุ้น จึงทำให้มีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์มีผลทำให้เส้นเลือดทั่ว ร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองขยายขนาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจึงเพิ่มแรงดันในกะโหลกศีรษะ
  • เวียนศีรษะ (dizziness) พบกำเนิดร่วมกับอาการปวดศีรษะ
  • เลือดกา ทายใจไหล(epistaxis)
  • เหนื่อยหอบขณะทา งานหรืออาการหอบนอนราบไม่ได้แสดงถึงการมีภาวการณ์หัวใจห้องด้านล่างซ้ายล้มเหลว
  • อาการอื่นๆที่อาจพบร่วมอาทิเช่นอาการเจ็บทรวงอกสโมสรกับภาวการณ์กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากการมีเส้นโลหิตหัวใจตีบหรือจากการมีกล้ามเนื้อหัวใจหนามากจากภาวะความดันโลหิตสูงที่เป็นมานานๆ


ดังนั้นถ้าเกิดมีสภาวะความดันเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานๆจึงอาจมีผลต่ออวัยวะที่สำคัญต่างๆของร่างกายนำมาซึ่งการก่อให้เกิดความเสื่อมสภาพถูกทำลายและก็อาจเกิดภาวะแทรกตามมาได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง ในคนป่วยโรคความดันโลหิตสูงบางรายอาจไม่เจอมีลักษณะอาการหรืออาการแสดงอะไรก็ตามแล้วก็บางรายอาจ พบอาการแสดงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันเลือดสูงต่ออวัยวะต่างๆได้ดังนี้

  • สมองความดัน โลหิตสูงจะทา ให้ฝาผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองมีลักษณะหนาตัวและก็แข็งตัวข้างในเส้นเลือดตีบแคบรูของหลอดเลือดแดงแคบลงทา ให้การไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงสมองลดน้อยลงแล้วก็ขาดเลือดไปเลี้ยง ก่อให้เกิดสภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วครั้งชั่วคราวคนเจ็บที่มีสภาวะความดันโลหิตสูงจึงได้โอกาสกำเนิดโรคเส้นเลือดสมอง (stroke) ได้มากกว่า บุคคลธรรมดา


นอกนั้นยังส่งผลให้มีการเปลี่ยนที่ผนังเซลล์สมองทา ให้เซลล์สมองบวมผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะเปลี่ยนไปจากปกติของระบบประสาทการรับรู้ความทรงจำลดน้อยลงและอาจร้ายแรงเสียชีวิตได้ ซึ่งเป็นสาเหตุการถึงแก่กรรมถึงปริมาณร้อยละ50 แล้วก็ส่งผลทำให้คนที่รอดตายกำเนิดความพิกลพิการตามมา

  • หัวใจ ระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรังจะส่งผลทา ให้ผนังเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงหัวใจดกตัวขึ้นปริมาณเลือดเลี้ยงหัวใจต่ำลงหัวใจห้องล่างซ้ายทำงานมากมาขึ้น จำเป็นต้องบีบตัวมากขึ้นเพื่อต้านทานแรงดันเลือดในหลอดเลือดแดงที่มากขึ้นด้วยเหตุผลดังกล่าว ในระยะแรกกล้ามเนื้อหัวใจจะปรับพฤติกรรมจากภาวการณ์ความดันโลหิตสูงโดยหัวใจบีบตัวเพิ่มขึ้น เพื่อสามารถต่อต้านกับแรงต้านทานที่มากขึ้นเรื่อยๆแล้วก็มีการขยายตัวทำให้เพิ่มความครึ้มของฝาผนังหัวใจห้องล่างซ้ายกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดภาวะหัวใจห้องด้านล่างซ้ายโต (left ventricular hypertrophy) แม้ยังไม่ได้รับการดูแลและรักษาและก็เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถขยายตัวได้อีก จะก่อให้หลักการทำงานของหัวใจไม่มี
ประสิทธิภาพเกิดภาวะหัวใจวายกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

  • ไต ระดับความดันเลือดเรื้อรังมีผลกระตุ้นให้เกิดความเคลื่อนไหวของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงไตครึ้มตัวแล้วก็แข็งตัวขึ้น เส้นโลหิตตีบแคบลงทำให้เส้นโลหิตแดงเสื่อมจากการไหลเวียนของจำนวนเลือดไปเลี้ยงไตลดลงความสามารถการกรองของเสียลดลงรวมทั้งทา ให้เกิดการคั่งของเสียไตย่อยสลาย รวมทั้งอับอายขายหน้าที่เกิดสภาวะไตวายและก็มีโอกาสเสียชีวิตได้ มีการเรียนพบว่าผู้เจ็บป่วยโรคความดันเลือดสูงโดยประมาณปริมาณร้อยละ10 มักเสียชีวิตด้วยภาวการณ์ไตวาย
  • ตา คนเจ็บที่มีสภาวะความดันเลือดสูงรุนแรงและเรื้อรังจะก่อให้มีผลต่อความเคลื่อนไหวของฝาผนังเส้นเลือดที่ตาหนาตัวขึ้นมีแรงดัน ในหลอดเลือดสูงขึ้นมีการเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตาตีบลงหลอดเลือดฝอยตีบแคบอย่างรวดเร็วมีการหดเกร็งเฉพาะที่อาจมีเลือดออกที่เรตินาทำให้มีการบวมของจอภาพนัตย์ตา หรือจอประสาทตาบวม (papilledema) ทำให้การมองเห็นต่ำลงมีจุดบอดบางจุดที่ลานสายตา (scotomata) ตามัวและก็มีโอกาสตาบอดได้
  • หลอดเลือดในร่างกาย ความดันโลหิตสูงจากแรงต้านเส้นเลือดส่วนปลายมากขึ้นผนังเส้นเลือดหนาตัวจากเซลล์กล้ามเรียบถูกกระตุ้น ให้รุ่งเรืองมากขึ้นหรืออาจเป็นเพราะเนื่องจากมีไขมัน ไปเกาะผนังหลอดเลือดทำให้เส้นโลหิตแดงแข็ง (artherosclerosis) มีการเปลี่ยนของผนังเส้นเลือดหนาและตีบแคบการไหลเวียนเลือดไป เลี้ยงสมองหัวใจไตแล้วก็ตาลดลงทา ให้เกิดภาวะสอดแทรกของอวัยวะดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นตามมาไดแก้โรคหัวใจและ
เส้นโลหิตโรคเส้นโลหิตสมองแล้วก็ไตวายเป็นต้น

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคความดันโลหิต สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำคัญที่นำมาซึ่งโรคความดันโลหิตสูง อาทิเช่น พันธุกรรม โอกาสมีความดันเลือดสูง จะสูงมากขึ้นเมื่อมีคนภายในครอบครัวเป็นโรคนี้ เบาหวาน เนื่องจากว่าก่อกำเนิดการอักเสบ ตีบแคบของหลอดเลือดต่างๆรวมถึงหลอดเลือดไต โรคอ้วน รวมทั้งน้ำหนักตัวเกิน ด้วยเหตุว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของโรคเบาหวาน และโรคเส้นโลหิตต่างๆตีบจากภาวการณ์ไขมันเกาะผนังเส้นโลหิต โรคไตเรื้อรัง เพราะว่าจะมีผลถึงการผลิตเอ็นไซม์แล้วก็ฮอร์โมนที่ควบคุมความดันเลือดดังที่กล่าวผ่านมาแล้วแล้ว โรคนอนแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea) ดูดบุหรี่ เพราะว่าพิษในควันบุหรี่เป็นสาเหตุของการเกิดการอักเสบ ลีบของเส้นเลือดต่าง รวมทั้งเส้นโลหิตไต รวมทั้งเส้นโลหิตหัวใจ การติดเหล้า ซึ่งยังไม่รู้จักชัดแจ้งถึงกลไกว่าเพราะเหตุไรดื่มสุราแล้วจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความดันเลือดสูง แต่การศึกษาเล่าเรียนต่างๆได้ผลตรงกันว่า คนที่ติดสุรา จะทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าธรรมดา แล้วก็ได้โอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึงราว 50%ของผู้ติดสุราทั้งปวง ทานอาหารเค็มเป็นประจำ ต่อเนื่อง ดังเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว ขาดการออกกำลังกาย เพราะว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วนและเบาหวาน ผลกระทบจากยาบางประเภท ดังเช่นว่า ยาในกลุ่มสเตียรอยด์
  • กระบวนการรักษาโรคความดันเลือดสูง การวิเคราะห์โรคความดันเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูงวินิจฉัยจากการที่มีความดันเลือดสูงตลอดระยะเวลา ซึ่งตรวจเจอติดต่อกัน 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งควรห่างกัน 1 เดือน แม้กระนั้นถ้าเกิดตรวจเจอว่าความดันเลือดสูงมากมาย (ความดันตัวบนสูงยิ่งกว่า 180 mmHg หรือ ความดันตัวด้านล่างสูงกว่า 110 mmHg) หรือมีความผิดปกติของแนวทางการทำงานของอวัยวะจากผลของ   ความดันเลือดสูงร่วมด้วย ก็ถือว่าวิเคราะห์เป็นโรคความดันเลือดสูง และจะต้องรีบได้รับการดูแลและรักษา แพทย์วินิจฉัยโรค   ความดันเลือดสูงได้จาก เรื่องราวอาการ ประวัติความเป็นมาไม่สบายทั้งยังในสมัยก่อนและปัจจุบันนี้ ประวัติการรับประทาน/ใช้ยา การวัดความดันโลหิต (ควรจะวัดที่บ้านร่วมด้วยถ้าเกิดมีเครื่องมือ เนื่องจากว่าบางครั้งค่าที่วัดได้ที่โรงหมอสูงยิ่งกว่าค่าที่วัดเหมาะบ้าน) เมื่อวิเคราะห์ว่าเป็นความดันโลหิตสูง ควรตรวจร่างกาย รวมทั้งส่งตรวจอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อหาต้นสายปลายเหตุ หรือปัจจัยเสี่ยง ยิ่งกว่านั้น ต้องตรวจหาผลกระทบของความดันเลือดสูงต่ออวัยวะต่างๆอย่างเช่น หัวใจ ตา แล้วก็ไต เป็นต้นว่า ตรวจเลือดดูค่าน้ำตาลและก็ไขมันในเลือด ดูรูปแบบการทำงานของไต และก็ค่าเกลือแร่ในร่างกาย ตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจดูรูปแบบการทำงานของหัวใจ แล้วก็เอกซเรย์ปอด ทั้งนี้การตรวจเพิ่มอีกต่างๆจะสังกัดอาการคนป่วย รวมทั้งดุลยพินิจของแพทย์เพียงแค่นั้น
สโมสรความดันเลือดสูงแห่งประเทศไทย ได้แบ่งระดับความรุนแรงของความดันเลือดสูง ดังนี้




ระดับความรุนแรง


ความดันโลหิตตัวบน


ความดันโลหิตตัวล่าง




ความดันโลหิตปกติ
ระยะก่อนความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2


น้อยกว่า 120 และ
120 – 139/หรือ
140 – 159/หรือ
มากกว่า 160/หรือ


น้อยกว่า 80
80 – 89
90 – 99
มากกว่า 100




หมายเหตุ : หน่วยวัดความดันโลหิตเป็น มิลลิเมตรปรอท
ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรจะควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำลงมากยิ่งกว่า 140/90 มม.ปรอทแล้วก็ใน คนที่มีภาวการณ์เสี่ยงควรจะควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำลงมากยิ่งกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท รวมทั้งลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการกำเนิดโรคหัวใจและก็เส้นเลือดปกป้องความพิกลพิการแล้วก็ลดการเกิดภาวการณ์แทรกซ้อมต่ออวัยวะเป้าหมายที่สำคัญของร่างกายเช่นสมองหัวใจไตและตารวมถึงอวัยวะสำคัญอื่นๆซึ่งสำหรับในการรักษาและก็ควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ธรรมดามี 2 วิธีคือการดูแลและรักษาใช้ยารวมทั้งการดูแลรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือกระบวนการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำรงชีวิต
การดูแลและรักษาโดยวิธีการใช้ยา  (pharmacologic treatment) วัตถุประสงค์สำหรับในการลดระดับความดันเลือดโดยการใช้ยาคือการควบคุมระดับความดันโลหิตให้ลดต่ำยิ่งกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท โดยลดแรงต่อต้านของเส้นโลหิตส่วนปลายและเพิ่มปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจการเลือกใช้ยา ในคนไข้โรคความดันโลหิตสูงก็เลยขึ้นกับความเหมาะสมของคนป่วยแต่ละรายและควรจะพินิจต้นเหตุต่างๆตัวอย่างเช่นความร้ายแรงของระดับความดันเลือดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออวัยวะสำคัญ โรคที่มีอยู่เดิมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆซึ่งยาที่ใช้เพื่อการรักษาสภาวะความดันโลหิตสูงสามารถแบ่งได้ 7 กรุ๊ปดังนี้
ยาขับปัสสาวะ  (diuretics) เป็นกรุ๊ปยาที่นิยมใช้ในผู้เจ็บป่วยที่มีการดำเนินงานของไตแล้วก็หัวใจไม่ดีเหมือนปกติ ยากลุ่มนี้ได้แก่ ฟูโรซีมายด์ (furosemide) สไปโรโนแลคโตน(spironolactone) เมโทลาโซน (metolazone)
ยาต้านเบต้า (beta adrenergic receptor blockers) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยรวมกับเบต้าอดรีเนอร์จิกรีเซฟเตอร์  (beta adrenergic receptors) อยู่ที่หัวใจและก็เส้นโลหิตแดงเพื่อยั้งการตอบสนองต่อประสาทซิมพาธิติเตียนกลดอัตราการเต้นของหัวใจทำให้หัวใจเต้นช้าลงรวมทั้งความดันเลือดลดน้อยลง ยาในกลุ่มนี้ ดังเช่นว่า โพรพาโนลอล (propanolol)หรืออะคราวโนลอล (atenolol)
ยาที่ออกฤทธิ์กีดกันตัวรับแองจิโอเทนซินทู (angiotensin II receptorblockersARBs) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขยายเส้นเลือดโดยไม่ทำให้ระดับของเบรดดีไคนินเพิ่มขึ้นยากลุ่มนี้ อย่างเช่น แคนเดซาแทน  (candesartan), โลซาแทน (losartan) ฯลฯ
ยาต้านทานแคลเซียม (calcium antagonists) ยากลุ่มนี้ยับยั้งการเขยื้อนเข้าของประจุแคลเซียมในเซลล์ทำให้กล้ามผนังหลอดเลือดคลายตัวอาจก่อให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ตัวอย่างเช่น ยาเวอราขว้างมิวล์   (verapamil) หรือเนฟเฟดิไต่ (nifedipine)
ยาต่อต้านอัลฟาวันอดรีเนอร์จิก (alpha I-adrenergic blockers) ยามีฤทธิ์ต่อต้านโพสไซแนปติกอัลฟาวันรีเซฟเตอร์ (postsynaptic alpha 1-receptors) และก็ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดส่วนปลายทำให้เส้นเลือดขยายตัว ยาในกลุ่มนี้ดังเช่น พราโซซีน prazosin) หรือดอกซาโซซีน (doxazosin)
ยาที่ยั้งไม่ให้มีการสร้างแองจิโอเทนซินทู (angiotensin II convertingenzyme ACE inhibitors)ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยการยังยั้งแองจิโอเทนสินสำหรับการเปลี่ยนแองจิโอเทนซินวันเป็นแองจิโอเทนสินทูซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ยาในกลุ่มนี้ได้แก่อีทุ่งนาลาพริล (enalapril)
ยาขยายเส้นเลือด (vasodilators) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกล้ามเรียบที่อยู่รอบๆเส้นเลือดแดงทำให้กล้ามคลายตัวแล้วก็ยาต่อต้านทางในผนังเส้นเลือดส่วนปลาย ยาในกลุ่มนี้ดังเช่นไฮดราลาซีน (hydralazine), ไฮโดรคลอไรด์ (hydrochloride), ลาเบลทาลอล (labetalol)
การดูแลและรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำนงชีพ (lifestylemodification)  เป็นความประพฤติสุขภาพที่จำต้องปฏิบัติเสมอๆสม่ำเสมอเพื่อลดความดันเลือด และคุ้มครองภาวะแทรกซ้อนกับอวัยวะสำคัญคนไข้โรคความดันโลหิตสูงทุกราย ควรจะได้รับข้อแนะนำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำรงชีวิตควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยา คนป่วยต้องมีพฤติกรรมเกื้อหนุนสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ดังต่อไปนี้ การควบคุมของกินและควบคุมน้ำหนักตัว  การจำกัดอาหารที่มีเกลือโซเดียม  การออกกำลังกาย การงดดูดบุหรี่ การลดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์  การจัดการกับความตึงเครียด

  • การติดต่อของโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจาก ภาวการณ์แรงกดดันเลือดในเส้นโลหิตสูงยิ่งกว่าค่ามาตรฐาน ด้วยเหตุดังกล่าวโรคความดันโลหิตสูงก็เลยเป็นโรคที่ไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คน
  • การกระทำตนเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง เปลี่ยนพฤติกรรมด้านการบริโภค
  • การลดความอ้วนในคนที่มีน้ำหนักเกิน องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าในขั้นต้นควรลดน้ำหนัก อย่างต่ำ 5 โล ในคนป่วยความดันโลหิตสูง ที่มีน้ำหนักเกิน
  • การลดจำนวนโซเดียม (เกลือ) ในของกิน ลดโซเดียมในของกิน เหลือวันละ 0.5 – 2.3 กรัม หรือ เกลือโซเดียมคลอไรด์ 1.2 – 5.8 กรัม
  • ลดจำนวนแอลกอฮอล์ หรือจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิด 20 – 30 กรัมต่อวันในเพศชาย หรือ 10 – 20 กรัม ในผู้หญิง


จากการเรียนรู้ของกินสำหรับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงพวกเราชอบได้ยินชื่อ DASH (Dietary Approaches to stop Hypertension) เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ รวมทั้งสินค้านมไขมันต่ำ ร่วมกับการลดจำนวนไขมัน รวมทั้งไขมันอิ่มตัวในอาหาร
ตารางแสดงตัวอย่างของกิน DASH diet/ต่อวัน ได้พลังงาน 2100 กิโลแคลอรี่




หมวดอาหาร


ตัวอย่างอาหารในแต่ละส่วน




ผัก


ผักดิบประมาณ 1 ถ้วยตวง
ผักสุกประมาณ ½ ถ้วยตวง




ผลไม้


มะม่วง ½ ผล ส้ม 1 ลูก เงาะ 6 ผล กล้วยน้ำว้า 1 ผล แตงโม 10 ชิ้น
ฝรั่ง 1 ผลเล็ก มังคุด 1 ผลเล็ก




นม

  • นมพร่องมันเนย
  • นมครบส่วน




 
1 กล่อง (240 ซีซี)
1 กล่อง (240 ซีซี)




ไขมัน
ปลาและสัตว์ปีก


น้ำมัน 5 ซีซี เนย/มาการีน 5 กรัม
ปริมาณ 30 กรัม (ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)




แป้ง,ข้าว,ธัญพืช


ขนมปัง 1 แผ่น ข้าวสวย 1 ทัพพี




 
 
ออกกำลังกาย การบริหารร่างกายสำหรับคนที่มีความดันเลือดสูง ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิค (แบบใช้ออกสิเจน)เป็นการบริหารร่างกายที่มีการเคลื่อนอย่างสม่ำเสมอในช่วงระยะเวลาหนึ่งของกล้ามผูกใหญ่ๆซึ่งเป็นการใช้ออกซิเจนสำหรับในการให้พลังงาน จะได้ประโยชน์ต่อระบบหัวใจแบะเส้นเลือด เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นรถจักรยาน ฯลฯ ซึ่งการออกกกำลังกายควรปฏิบัติวันแล้ววันเล่า ขั้นต่ำวันละ 30 นาที หากไม่มีข้อบังคับ
                บริหารระงับความเครียด การจัดการคลายเครียดในชีวิตประจำวัน ตามหลักเหตุผลและหลักจิตวิทยามีอยู่ 2 แนวทาง
-              พากเพียรเลี่ยงเหตุการณ์หรือภาวะที่จะนำไปสู่ความตึงเครียดมาก
-              ควบคุมปฏิกิริยาของตัวเอง ต่อสิ่งที่รู้สึกทำให้เราเครียด
กินยารวมทั้งรับการดูแลรักษาตลอด รับประทานยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอไม่ขาดยา และก็เจอหมอตามนัดทุกหน ไม่สมควรหยุดยาหรือเปลี่ยนแปลงยาด้วยตัวเอง สำหรับผู้เจ็บป่วยที่ทานยาขับเยี่ยว ควรจะรับประทานส้มหรือกล้วยเสมอๆ เพื่อทดแทนโปตัสเซียมที่สูญเสียไปในเยี่ยวรีบเจอหมอด้านใน 24 ชั่วโมง หรือ ฉุกเฉิน มีลักษณะอาการดังนี้  ปวดหัวมาก อ่อนเพลียเป็นอย่างมากกว่าธรรมดามากมาย เท้าบวม (อาการของโรคหัวใจล้มเหลว) เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก จะเป็นลมเป็นแล้ง (อาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งต้องพบหมอเร่งด่วน) แขน ขาอ่อนแรง บอกไม่ชัด ปากเบี้ยว คลื่นไส้ คลื่นไส้ (อาการจากโรคเส้นโลหิตสมอง ซึ่งจำต้องเจอหมอฉุกเฉิน)

  • การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคความดันเลือดสูง สิ่งจำเป็นที่สุดที่จะคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคความดันเลือดสูง เป็นการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งหัวข้อการกิน การบริหารร่างกายโดย


-              ควรควบคุมน้ำหนัก
-              ทานอาหารที่มีสาระ ครบอีกทั้ง 5 หมู่ ในจำนวนที่เหมาะสม เพิ่มผักผลไม้ในมื้อของกินประเภทไม่หวานมากให้มากมายๆ
-              ออกกำลังกาย โดยออกเป็นเวลายาวนานกว่า 30 นาที และก็ออกแทบทุกวัน
-              ลดจำนวนเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์
-              พักผ่อนให้พอเพียง
-              รักษาสุขภาพจิต และอารมณ์
-              ตรวจสุขภาพรายปี ซึ่งรวมทั้งตรวจวัดความดันเลือด เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี หลังจากนั้นตรวจสุขภาพบ่อยตามหมอ แล้วก็พยาบาลเสนอแนะ
-              ลดอาหารเค็ม หรือเกลือสมุทร น้อยกว่า 6 กรัม ต่อวัน) รับประทานอาหารจำพวกผัก และผลไม้เยอะขึ้นเรื่อยๆ
ข้อเสนอแนะสำหรับเพื่อการลดการบริโภคเกลือและก็โซเดียม :-
เลือกซื้อผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์ที่สดใหม่แทนการเลือกซื้ออาหารบรรจุกระป๋อง ผักดองรวมทั้งอาหารสำเร็จรูป
ถ้าเกิดจะต้องเลือกซื้ออาหารกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปควรจะอ่านฉลากอาหารทุกคราว และก็เลือกสินค้าที่มีปริมาณโซเดียมต่ำหรือน้อย (สำหรับประชาชนทั่วๆไปควรจะบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา หรือน้อยกว่า 6 กรัมต่อวัน) ล้างผักแล้วก็เนื้อสัตว์ที่ใช้ปรุงอาหารให้สะอาด เพื่อชำระล้างเกลือออก ลดการใช้เกลือแล้วก็เครื่องปรุงรส หันมาใช้เครื่องเทศแล้วก็สมุนไพรที่มีจำนวนโซเดียมต่ำ ยกตัวอย่างเช่น หัวหอม กระเทียม ขิง พริกไทย มะนาว ผงกระหรี่ แทนไม่วางภาชนะหรือขวดใส่เกลือและก็เครื่องปรุงรสต่างๆยกตัวอย่างเช่น ซอส  ซีอิ๊วขาวและก็น้ำปลาไว้บนโต๊ะอาหารทุกมื้อลองอาหารก่อนรับประทาน ฝึกฝนการกินอาหารที่มีรสชาติพอดี ไม่เค็มจัดหรือหวานจัด ทำอาหารทา

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ มดเเดง
« เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 08:19:44 AM »

มดแดง
มดแดงเป็นมดประเภทหนึ่ง มีสีแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oecophyllasmaragdina(Fabricius)
จัดอยู่ในวงศ์ Formicidae
ชีววิทยาของมด
มดเป็นแมลงพวกหนึ่ง มีลักษณะที่สำคัญเป็น  บริเวณส่วนท้องคอดกิ่วในช่วงเวลาที่ตืดกับอกทางด้านหลังของส่วนท้องปล้องที่ ๑  หรือในมดบางประเภทศูนย์รวมไปถึงข้อที่  มดมีลักษณะเป็นโหนกสูงมากขึ้น โหนกนี้อาจโค้งมนหรือมีลักษณะเป็นแผนแบนก็ได้ ลักษณะโหนกนี้เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้มดไม่เหมือนกันกับกลุ่มแมลงที่มองคล้ายกัน  เช่น  พวกต่อและแตน หรือแตกต่างไปจากปลวกที่คนทั่วไปมักงงกัน โดยมองเห็นมดกับปลวกเช่นกันไปหมด เว้นเสียแต่ไม่เสมือนมดตรงที่ไม่มีโหนกแล้วปลวกยังมีส่วนท้องไม่คอดกิ่วอีกดัวย ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะปล้องแรกๆของส่วนท้องของปลวกนั้น มีขนาดโตเท่าๆกับส่วนนอก หรือโตกว่าส่วนนอก
มดอยู่รวมกันเป็นกรุ๊ปเดียวกับปลวก มีชีวิตแบบสังคม โดยทำรังอยู่ดัวยกันรังหนึ่งๆเป็นร้อย เป็นพัน หรือ หลายหมื่น หลายแสนตัว ไม่มีจำพวกใดอยู่สันโดษ ประกอบดัวยวรรณะ แต่ละวรรณะมีขนาด รูปร่าง ลักษณะ รวมทั้งเพศไม่เหมือนกัน กล่าวคือ มดตัวเมียเป็นแม่รัง เพศผู้เป็นบิดารัง และมดงานอันเป็นมดตัวเมียที่เป็นหมันปฏิบัติภารกิจสร้างรัง เลี้ยงรัง แล้วก็เฝ้ารัง แต่ละวรรณะอาจมีรูปร่างลักษณะแตกต่างออกไปอีก
อาทิเช่น มดงานซึ่งเป็นพวกที่ไม่มีปีกก็อาจปฏิบัติภารกิจทำรังและก็เลี้ยงรัง เหล่านี้มีร่างกายขนาดปรกติ หัว อก รวมทั้งท้องได้สัดส่วนกัน แต่ในขณะเดียวกันบางทีอาจเจอมดงานซึ่งทำหน้าที่เฝ้ารัง มดเหล่านี้เว้นเสียแต่ตัวใหญ่มากยิ่งกว่ามดงานธรรมดาอย่างมากแล้ว ยังมีหัวโต ฟันกรามใหญ่ มิได้รูปร่างกับลำตัวดัวย
ในหมู่มดเพศผู้รวมทั้งมดตังเมียซึ่งเป็นพ่อรังและแม่รังนั้น อาจเจอได้ทั้งพวกที่มีปีกและไม่มีปีก หรือมีลำตัวโตหรือเล็กขนาดพอๆกับมดงานก็มี แม้กระนั้นมดตัวเมียที่เป็นแม่รังนั้นมักมีขนาดโตกว่าเพศผู้แล้วก็มดงาน บางทีอาจพิจารณามดตัวผู้ได้จากดางตาที่โตกว่ามดแม่รังรวมทั้งมดงานลูกรัง ซึ่งพวกข้างหลังนี้มักมีตาเล็ก จนกระทั่งบางคราวเกือบจะมองไม่เห็นว่าเป็นตา ส่วนมดพ่อรังหรือมดแม่รังที่มีปีกนั้น รูปแบบของปีกไม่เหมือนกับพวกปลวกหรือแมลงเม่าอย่างชัดเจน พูดอีกนัยหนึ่ง ปีกคู่หน้าของมดโตกว่าปีกคู่หลังมากมาย รูปร่างของปีกคู่หน้าและก็ปีกคู่ข้างหลังก็ต่างกัน และก็ที่สำคัญคือมีเส้นปีกน้อย ส่วนปลวกนั้น ปีกคู่หน้ากับปีกคู่ข้างหลังมีขนาดไล่เลี่ยกัน และรูปร่างของปีกก็คล้ายกัน เส้นปีกมีมากกว่าเส้นปีกของมดมากมาย เห็นเป็นลวดลายเต็มไปทั้งปี

สมุนไพร ในตอนนี้มีการโดยประมาณกันว่า มดที่มีการแยกชื่อวิทยาศาสตร์ไว้แล้ว มีอยู่ไม่น้อยกว่า ๖,๐๐๐ชนิด ชาวไทยต่างเคยชินกับมดอย่างดีเยี่ยม ด้วยเหตุว่ามีมดหลายชนิดอาศัยตามบ้านเมือง หรือในบริเวณใกล้เคียงกัยอาคารบ้านเรือน การเรียกชื่อมดของชาวไทยบางทีอาจเรียกชื่อตามสีสันของมด โดยการเรียก “มด” นำหน้า ได้แก่ มดแดง(OecophyllasmaragdinaFabrius) เพราะมีตัวสีแดง มดดำ (CataulacusgranulatusLatreillr, Hypocli-neathoracicus Smith) ซึ่งสติไม่ดีไปเป็นมด ฯลฯ มดบางประเภทพวกเราเรียกชื่อตามอาการอันมีเหตุที่เกิดจากถูกมดนั้นกัด ดังเช่นว่า มดคัน (CamponotusmaculatusFabricius) ซึ่งเมื่อถูกกัดแล้วจะมีผลให้รู้สึกคันในรอบๆแผลที่กัด  หรือมัดคันไฟ  (Solenopsis  geminate Fabricius, SolenopsisgeminataFabricius var. rufaJerdon) ซึ่งเมื่อถูกกัด นอกเหนือจากมีลักษณะคันแล้ว ยังมีลักษณะอาการแสบร้อนราวกับถูกไฟลวก
บางประเภทก็เรียกตามกิริยาอาการที่มดแสดงออก ยกตัวอย่างเช่น มดลนลาน (AnoploessislongipesJerdon) ซึ่งเป็นมดที่ถูกใจวิ่งเร็วและก็วิ่งพล่านไป เปรียบวิ่งดัวยความตระหนกตกใจ  มดประเภทนี้บางที่เรียกสั้นๆว่า มดตะลาน  ที่เพี้ยนเป็นมดตาลานก็มี หรือมดตูดงอล (CrematogasterdoheniiMaye) อันเป็นมดที่เวลาเดินหรือวิ่งมักชูท้องอืดสูงตั้งฉากกับพื้น  ทำให้มองเสมือนตูดงอล  ฯลฯ
มดบางชนิดเป็นมดที่ประชากรตามท้องถิ่นใช้บริโภค  ก็เลยเรียกไปตามรสเช่น  ทางภาคเหนือ  อันเช่น  ชาวจังหวัดแพร่  น่าน  ลำพูน  จังหวัดเชียงราย  เชียงใหม่  ฯลฯ  นิยมใช้มดแดงซึ่งมีรสเปรี้ยวแทนน้ำส้ม  ก็เรียกว่า มดส้มหรือมดมัน  ซึ่งชาวบ้านบางถิ่นนิยมกินกันเหตุเพราะมีรสชาติมันและก็อร่อย  ก็เลยเรียกชื่อตามรสชาตินั้น อย่างไรก็ดี  มีมดบางจำพวกที่ราษฎรมิได้รัยกชื่อโดยใข้คำ “มด” นำหน้าเป็นต้นว่า เศษไม้ดิน (Doeylusorientalis  Westwood) ซึ่งเป็นมดชนิดหนึ่งที่ทำลายกัดรับประทานฝักถั่งลิสงที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอยู่ในดิน
มดก็เช่นเดียวกับแมลงประเภทอื่นที่อาจมีการรัยกชื่อสติไม่ดีไปตามท้องภิ่นเช่น  แม่รังที่มีปีกของมดแดง (OecophyllasmsrhdineFabrius) ชาวชนบทในแคว้นภาคอีสาน  อันดังเช่นว่า  ชาวจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ นครพนม ร้อยเอ็ด จังหวัดอุบลราชธานีเรียกแม่เป้งในระหว่างที่คนภาคกบางมัดเรียกมดโม่ง  ส่วนชาวจังหวัดภาคใต้  ดังเช่น  ชุมพร  สุราษฎร์  สงขา  นครศรีธรรมราช  จังหวัดภูเก็ต  เรียกว่าแม่เย้าหรือแม่เหยา
มดมีวงจรชีวิตในลักษณะที่บิดารังรวมทั้งแม่รังที่มีปีกจะบินอกกจากรังรวมทั้งผสมพันธุ์กันเมื่อถึงเวลาแล้ว  มดตัวผู้มักตาย  มดตัวเมียซึ่งจัดแจงทำรังใหม่ก็จะหาที่พักพิงอันมิดชิด  แล้วสลัดปีกทิ้ง  รอกระทั่งไข่แก่ก็จะว่างไข่ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อนแม่รังก็จะให้อาหารเลี้ยงลูกอ่อนตราบจนกระทั่งเข้าดักแด้  และก็อกกมาเป็นตัวโตเต็มที่กลายเป็นมดงานที่อุปการะแม่ต่อไป  เมื่อมดงานทำหน้าที่เลี้ยงรังได้แล้ว  แม่รังก็ทำ
หน้าที่วางไข่เพียงอย่างเดียว  การควบคุมวรรณะของรังบางทีอาจปฏิบัติโดยการวางไข่ที่ไม่เหมือนกัน  เช่น  ขนาดแตกต่าง  ไข่ขนาดเล็ฟกออกมาเป็นมดตัวเมียที่เป็นแม่รังและก็มดงาน  ส่วนไข่ขนาดใหญ่เป็นมดเพศผู้หรือมดพ่อรัง  รูปแบบของวงจรชีวิตอย่างนี้แตกต่างจากปลวก  เนื่องจากว่าปลวกนั้นเป็ฯแมลงเม่า  ซึ่งประกอบดัสยพ่อแล้วก็แม่ปลวกที่มีปีกบินขึ้นผสมกันแล้  พ่อรังมักมีชืวิโคนยู่และก็ร่วมทำรักับแม่ปลวกซึ่งจัดเตรียมวางไข่  เมื่อไข่ฟักเป็นตัว  ก็จะเป็นปลวกงานซึ่งสามารถดำเนินงานชุบเลี้ยงบิดามารดาได้โดยไม่ต้องคอยให้โตเต็มที่ซะก่อน
นิสัยคาวมเป็นอยู่ของมดก็มีลักษณะต่างๆกัน  บางพวกทำรังอยู่บนต้อนไม้โยใช่ใบไม้ที่อาศัยมาห่อทำเป็นรวงรัง  ยกตัวอย่างเช่นมดแดง  หรือขนเศษพืชดินผสมน้ำลายสร้างรังชิดกับไม้ที่อาศัย  ยกตัวอย่างเช่นมดลี่หรือมดก้นงอล  บางพวกสร้างรังในดินมีลักษณะเป็นช่องสลับซับซ้อนเหมือนรังปวก  ดังเช่นมดมันหรือแมลงมัน  รังของมดก็เลยมัรูปแบบของสิ่งของที่สร้าง  องค์ประกอบ  และรูปร่างนานับประการมากมายก่ายกองให้เห็นได้เสมอ
ชีวิวิทยาของมดแดง
เมื่อมดแม่รังได้รับการผสมพันธุ์แล้ว  พอไข่แก่ก็จะตกไข่  ไข่มดแดงมีขนาดเล็กสีขาวขุ่น  จะถูกวางเป็นกระจุกใกล้กับใบไม้ข้างในรัง   ไข่ที่ได้รับการผสมจะเจริญก้าวหน้าไปเป็นมดงานแล้วก็มดแม่รังส่วนไข่ที่ไม่ได้รับผสมจะรุ่งโรจน์ไปเป็นมดเพศผู้  เมื่อไข่รุ่งเรืองขึ้นก็จะเข้าสู้ระยะตัวอ่อนในตอนนี้อาจกินอาหารและขยับตัวได้นิดหน่อย  จากนั้นก็แปลงเป็นดักแด้ซึ่งมีลักษณะคล้ายตัวสมบูรณ์เต็มวัยทุกสิ่ง ขาและปีกเป็นอิสระจากลำตัว  รวมทั้งหยุดรับประทานอาหาร  และจากนั้นก็จะลอกตราบออกมาเป็นตัวเต็มวัย  แล้วก็ที่ขาวขุ่นก็จะเริ่มกลายเป็นสีอื่นตามวรรณะมดตัวโตเต็มวัยอีกทั้ง๓ วรรณะดังเช่น
๑. มดแม่รัง มีความยาว  ๑๕-๑๘ มิลลิเมตร  สีเขียวใสจนกระทั่งสีน้ำตาลปนแดงหัวรวมทั้งอกสีน้ำตาลคล้ายมดงาน  แม้กระนั้นหัวกว้างว่า  ส่วนนอกสั้น  อกข้อแรกตรงอกบ้องที่ ๓ ทู่ ขาสั้นกว่ามดงาน ปีกกว้าง  ข้อต่อหนวดสั้นกว่ากว่ามดงาน  ส่วนท้องเป็นรูปไข่  เมื่อได้รับการผสมพันธุ์แล้ว  จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าตัว  ปฏิบัติหน้าที่เพาะพันธุ์  รังหนึ่งอาจพบมดแม่รังหลายตัว  แต่จะมีเพียงตัวเดียวแค่นั้นที่จะผสมพันธุ์ได้
๒. มดเพศผู้  มีความยาว ๖-๗ มิลลิเมตร  ลำตัวสีดำ  หัวเล็ก  ฟันกรามแคบตาพอง  หนวดเป็นแบบเส้นด้าย  มี ๑๓ บ้อง  ฐานหนวดยาว  ปลายเส้นหนวดค่อยๆใหญ่ขึ้นเป็นรูปกระบอก  อกข้อที่ ๓ ใหญ่  ข้อต่อหนวดยาว  ท้องรูปไข่  ปีกสีนวลใสมีหน้าที่ผสมพันธุ์พียงอย่างเดียว  อายุสั้นมากมาย  เมื่อสืบพันธุ์แล้วจะตาย
๓.  มดงาน  มีความยาว ๗-๑๑ มม.  กว้าง ๑.๕– ๒ มม.  สีแดงหัวและก็อกมีขนสั้นๆ หัวกลม  ส่วนล่างแคบ  กรามไขว้กัน  ปลายแหลมโค้งตอนหน้าแคบ  อกข้อที่  ๒  กลม  โค้งขึ้น  อกบ้องที่ ๓ คอด  คล้ายอาน  ขายาวเรียว  ข้อต่อหนวดรูปไข่  ส่วนท้องสั้น  เป็นมดตัวเมียที่เป็นหมันไม่มีปีก  มีหน้าที่หาร  ทำรัง  และก็คุ้มครองศัตรู
คุณประโยชน์ทางยา
ตำราเรียนสรรพคุณยาบาราณว่า  น้ำเยี่ยวมดแดงสีรสเปรี้ยว  ฉุน  สูดดมแก้ลมแก้พิษเสลดเลือด ราษฎรบางถิ่นใช้มดแดงทำลายพิษ  โดยการเอารังมดแดงมาเคาะใส่บริเวณปากแผลที่ถูกงูพิษกัด  ให้มดต่อยที่รอบๆนั้น  ไม่นานมดแดงก็จะตาย  ใช้มือเฉือนเอามดแดงเอาไป  แล้วเคาะมดแดงลงไปใหม่  ทำใหม่ๆไปเรื่อยๆจยกว่าจะถึงมือแพทพ์  บางครั้งบางคราวอาจจำเป็นต้องใช้มดแดงถึงกว่า ๑๐ รัง นอกจาก  ชาวบ้านบางถิ่นยังอาจใช้เยี่ยวมดแดงทำความสอาดรอยแผลได้โดยเฉพาะเมื่อเกิดรอยแผลขึ้น  และไม่อยู่ในข้อจำกัดที่จะทำความสะอาดรอยแผลหรือหายาใส่แผลได้  เช่น  เมือ่อยู่ในป่าหรือในท้องนา  ก็บางทีอาจเอามดแดง ๕-๑๐ ตัว (ตามขนาดของรอยแผล)  วางไว้บริเวณปากแผล  ให้ปวดแสบปวดร้อนมากมาย
พระคู่มือธาตุวิภังค์ให้ยาแก้ “วัณโรค ๗ ประการ”  อันกำเนิดบางทีอาจ “หนองพิการหรือแตก” ซึ่งทำให้เกิดอาการไอ  ซูบผอม  เบื่ออาหารยาขนานนี้เข้า “รังมดแดง” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ปุพ์โพ  คือหนองพิการหรือแตก ให้ไอเป็นอย่างยิ่ง  ให้กายซูบซีดหนัก  ให้รับประทานอาหารไม่จักรส  มักเป็นฝีในท้อง ๗ ประการ  ถ้าจะแก้ท่านให้เอารังมดแดง ๑ ตำลึง  หัวหอม ๑ ตำลึง ๑ บาท ขมิ้นอ้อยยาว ๑ องคุลี  ยาทั้ง ๗ สิ่งนี้ ต้ม ๓ เอา ๑ แทรก ดีเกลือตามธาตุหนักรวมทั้งธาตุเบาชำระบุพร้ายเสียก่อน แล้วจึงประกอบยาประจำธาตุในเสมหะก็ได้

Tags : สมุนไพร

11
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเมลงสาบ
« เมื่อ: มกราคม 03, 2018, 09:10:17 AM »

แมลงสาบ
แมลงสาบเป็นแมลงที่มนูษย์รู้จักกันดีมาตั้งแต่โบราณ ชื่อ “แมลงสาบ” แล้วก็ “แมลงแกลบ” เป็นชื่อทั่งๆไปที่คนประเทศไทยทางภาคกลางใช้เรียกแมลงสาบในตระกูล  Blattidaeหลายประเภท ทางถลาคเหนือเรียก แมลงแสบ หรืออร่อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก แมงกะจั๊ว กะจั๊ว หรือ กาจั๊ว ส่วนภาคใต้เรียกแมลงแกลบว่า แมงแปะหรือ แมงแป้ แมลงในตระกูลนี้พบทั้งโลกมีราว ๒๕๐ สกุล  ราว ๕,๐๐๐ ประเภท
แมลงสาบประเภทสำคัญ
แมลงสาบชนิดสำคัญๆที่พบแพร่หลายไปทั่วทั้งโลกมี ๕ ประเภท ได้แก่
๑.แมลงสาบเยอรมัน  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blattellagermanica(Linnaeus) มีชื่อสามัญว่า  German cockroach  หรือ water bug  หรือ croton bug  ชาวไทยพวกเรามักเรียกแมลงแกลบบ้าน  เป็นชนิดที่รู้จักกกันยอดเยี่ยมแล้วก็ดพร่หลายชนิดกว้างขวางพยได้มากที่สุด  เป็นแมลงสาบขนาดเล็ก  ลำตัวยาว ๑.๒-๑.๖ ซม.  สีน้ตาลเหลืองชีด  มีแถบสีน้ำตาลเข้มตามแนวยาว ๒ แถบ  ทั้งสองเพศมีปีก  ตัวเมียพบบ่อยถุงไข่ที่ปลายของส่วนท้อง  ออกหากินตอนเวลากลางคือน  เจอในบ้านเรือน  ในที่มีของกิน เป็นต้นว่า ที่ชื้นและก็อุ่น  รับประทานของที่ตายแล้ว
๒.แมลงสาบชีบโลกตะวันออกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าBlattellaorientalis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  oriental  cockroach  หรือ  black  beetle  คนไทยเรียกแมลงสาบ  มีขนาดกึ่งกลาง  ลำตัวยาวรวม ๒.๕ ซม.  ตัวเมียนั้นปีกไม่รุ่งโรจน์  แต่ว่าเพศผู้มีปีกยาว  แต่ว่าปีกมัยยาวไม่พ้นส่วนท้อง  เข้ามาในหมู่บ้านทางท่ออาหารท่อที่มีไว้ระบายน้ำ  มักอยู่ตามดินที่ชื้อนเฉอะแฉะ  เป็นแมลงสาบที่ทำให้มีกลิ่นเหม็น  รับประทานอาหารทุกประเภท  พบมากตสม  กองขยะหรือของเน่าเสียต่างๆ ชอบรับประทานของที่มีแป้งอยู่ด้วย
๓.แมลงสาบอเมริกา  มีชื่อวิทยาศาสตร์Periplanetaamericana(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  American  cockroach  ชาวไทยแมลงสาบ  มีขนาดใหญ่ที่สุด  ลำตัวยาว ๓-๔ ซม.  สีน้ำตาลปนแดง  มีถิ่นเกิดในอเมรกากึ่งกลาง  แต่ว่าเดี๋ยวนี้แพร่หลายไปทั่วโลก  อีกทั้ง ๒ เพศมีปีกยาวปกคลุมถึงท้อง  เป็นแมลงที่รวดเร็ว  ถูกใจที่อุ่น  ที่เปียกแฉะ  ถูกใจอยู่ในที่มืด  ออกหากินใจกลางคือ  รับประทานของที่ตายแล้วและเศษอาหารทุกสิ่งทุกอย่าง
๔.แมลงสาบออสเตรเลีย  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Periplanetaaustralasiae(Fabeius) มีชื่อสามัญว่าAustralian  cockroach  คนประเทศไทยเรียกแมลงสาบ  ชนิดนี้มีสีน้ำตาลปนแดง  คล้ายแมลงสาบอเมริกัน   ๒ เพศมีปีกยาว  ชอบอาศัยอยู่นอกตึก  กินอาหารทุกสิ่งทุกอย่าง  โดยมากกินซากพืชที่ตายแล้ว
๕.แทลงสาบเมืองร้อน  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Supellasupellectilium(Serville) มีชื่อสามัญว่าtropical  cockroachหรือ  brown-banded cockroachคนประเทศไทยมักเรียกแมลงสาบลาย  จำพวกนี้มีลัษณะเหมือนตามแมลงสาบเยอรมัน  แม้กระนั้นมีขนาดเล็กกว่า  ลำตัวยาว ๑-๑.๒ มม.  มีแถบสีเหลืองตามทางขวาง ๒ แถบ แถบแรกอยู่โคนปีก  อีกแถบอยู่ปีก  ส่วนใหย่ปีกมักไม่ปิดปลายส่วนท้อง  เจอทั่วไป  หากินค่ำคืนถูกใจบิน  ชอบอยู่ในที่แห้งรวมทั้งร้อน  ชอบอยู่ที่สูง อย่างเช่นในตู้เสื้อผ้ส  รับประทานอาหารทุกประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่งของเสียรวมทั้งของที่ตายแล้ว
๖.แมลงสาบสุรินัม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pycnocellissurinamensis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่าSurinamcockroach  คนประเทศไทยมักเรียก แมลงสาบหรือแกลบขี้เลื่อย  เพราะว่าพบตามกองขี้เลื่อย  มีขนาดลำตัวยาวราว ๑.๕ เซนติเมตร  ส่วนท้องกว้างที่สุด ๑ เซนติเมตร  ส่วนหัวรวมทั้งอกข้อแรกสีดำ ขอบข้างหน้ารวมทั้งด้านข้างแทบตลอกมีสีเหลืองแก่  ปีกสีน้ำตาล  ขาสีน้ำตาลอ่อน  ยกเว้นขาข้างหลังสีน้ำตาลเข้มตัวเมียปีกสั้นกว่าลำตัว  เมื่อหุบปีกจีงเห็นปลายท้องโผล่ออกมา  อาศัยอยู่นอกบ้านตามกองขี้เลื่อย  กองแกลบ  และกองขยะที่เปื่อยยุ่ย  นิมจับมาเกี่ยวเบ็ดเป็นเหยื่อสำหรับตกปลา

ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “ขี้แมลงสาบ” เข้าเป็นเครื่องยาในยาไทยหลายขนาน  ขี้แมลงสาบที่ใช้นั้นเป็นขี้แมลงสาบที่อาศัยอยู่ตามบ้านเมือง  นำมารวมกัน  ก่อนใช้จะต้อง “ฆ่า” ซะก่อนขั้นตอนการทำก็คือ  ให้นำไปคั่วให้เกรียมก่อนประยุกต์ใช้  หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า  ขี้แมลงสาบคั่วมีรสจืดชืด  แก้อักเสบฟกบวม  แก้พิษร้อน  แก้กาฬโรค ในพระคัมภีร์มุจาปักขันทกาให้ยาแก้นิ่วขนานหนึ่งเข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ หากจะแก้ท่านให้เอาพริกไท ๑ ขิงดีปลีกระเทียม ๑ ผิวมะกรูด ๑ ไพรขมิ้นอ้อย ๑ ทองคำถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ เอาสิ่ง ๑ บาท  น้ำประสารทองคำสตุๆเท่ายาทั้งหลาย  บดทำแท่งไว้  ก็เลยเอาสารส้มยัดเข้าในผลแตงกวา  หมกไฟแกลบห็สุกบีบเอาน้ำฝนยานี้รับประทาน ในพระตำราปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่งชิอ “ยามหาไชยมงคล”  ใช้แก้หอบ  แก้ไข้  ยาขนานนี้เข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ยาเชี่อมหาไชยมงคลแก้หอบ  ท่านให้เอา  กฤษณาจันทน์ชะมด ๑ เปลือกสันมีดพร้านางแอ ๑ หญ้าพันงูแดง ๑ กำมถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ ผลผักชี ๑ นอแรด ๑ งาเขากวาง ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเท่าเทียมกัน  ทำเป็นจุณ  บดปั้นแท่ง  ละลายน้ำมะนาวกินหอบทราง  ถ้าหากจะแก้ไข้เหนือละลายน้ำใบทับทิมต้ม

Tags : สมุนไพร

12
อื่นๆ / สัตววัตถุ หมาร่า
« เมื่อ: ธันวาคม 27, 2017, 04:44:40 PM »

หมาร่า
หมาร่า เป็นแมลงชนิดต่อหรือแตน แต่ว่าสร้างรังรูปร่างไม่เหมือนกันด้วยดินเหนียวหรือดินเหนียวผสมทราย ติดอยู่ที่กิ่งไม้หรือวัสดุอื่นข้างนอกบ้านเรือน หรือตามขื่อ ฝ้าเพดานในบ้าน ดังนี้สุดแต่ชนิดของหมาร่า ซึ่งมีอยู่มากไม่น้อยเลยทีเดียวหลายประเภท ในวงศ์ sphecidae รวมทั้งสกุล Eumenidae สุนัขร่า เป็นแมลงที่มีชีวิตอย่างสันโดษ จึงเรียก solitary  wasp  ไม่อยู่จับกลุ่มกันเป็นแบบสังคม ราวกับต่อหลวงหรือต่อหัวเสือ ซึ่งเป็นจำพวก social  wasp
สมุนไพร หมาร่าเป็นมังล่า เป็นชื่อที่เรียกกันในภาคกึ่งกลาง ทางภาคตะวันออก อาทิเช่น จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี เรียกเป็น หมาร่า หมาล้า หรือ หมาล้า ทางภาคตะวันตกอาทิเช่น   กาญจนบุรี เรียก แมงไม้  ไม้ หรือ ไอ้ไม้ ทางภาคเหนือยกตัวอย่างเช่น เชียงใหม่ จังหวัดลำพูน ลำปาง จังหวัดเชียงใหม่ น่าน เรียก แมงไม้ หรือ ไม้ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเช่น จังหวัดบุรีรัมย์   นครราชสีมา จังหวัดสุรินทร์  ศรีสะเกษ ขอนแก่น มหาสารคาม จังหวัดนครพนม อุดรธานี จังหวัดกาฬสินธุ์ เรียก ไน หรือ สุนัขไน ส่วนด้านใต้ อาทิเช่น ชุมพร กระบี่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต   นครศรีธรรมราช สงขลา จังหวัดยะลา เรียก สุนัขบ้า หรือ สุนัขแมงบ้า

13
อื่นๆ / สัตววัตถุ กุ้ง
« เมื่อ: ธันวาคม 27, 2017, 12:12:39 PM »

กุ้ง
กุ้งเป็นชื่อเรียกสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย อันดับเคดาโพดา (order Decapoda) มีหลายตระกูล สัตว์เหล่านี้หายใจด้วยเหงือก ลำตัวยาว แบน หรือ กลม แบ่งเป็นบ้องๆเปลือกที่ห่อท่อนหัวแล้วก็อกหุ้มลงมาถึงอกปล้องที่ ๘ ส่วนใหญ่กรีมีลักษณะแบนข้าง ก้ามที่ขาอยู่ที่ท่อนหัวรวมทั้งอก มี ๑๐ ขา พบได้อีกทั้งในน้ำจืด เช่น กุ้งหลวง กุ้งก้ามเกลี้ยง รวมทั้งในน้ำเค็ม ยกตัวอย่างเช่น กุ้งว่าวกุลาดำ
กุ้งในประเทศไทย
กุ้งที่พบในประเทศไทยมีมากหลายประเภท แต่ว่าที่มีขนาดใหญ่และบริโภคกันทั่วไป เช่น
๑.กุ้งก้ามกราม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium rosenbergii (de Man)
จัดอยู่ในวงศ์Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า giant freshwater prawn หรือ giant prawn กุ้งใหญ่ กุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามคราม ก็เรียก เพศผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียซึ่งเรียกกันว่า กุ้งนาง
กุ้งชนิดนี้เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาว ๑๕-๒๕ เซนติเมตร ลำตัวสีครามอีกทั้งเข้มและก็จางสลับกันเป็นลายพิงขวางลำตัว ขาคู่ที่ ๒ เป็นขาก้ามขนาดใหญ่ สีน้ำเงินหรือสีฟ้าอมเหลือง ใช้ป้องกันภัย แล้วก็กอดรัดตัวเมียในขณะสืบพันธุ์ ส่วนปลายของกรีเรียวงอน ฟันกรีด้านข้างล่างมี ๘-๑๕  ซี่ มีกระเพาะอยู่กึ่งกลางทางด้านบนใต้เปลือกหัว  ไส้ทอดตามสันหลังไปถึงหาง หัวใจอยู่ถัดจากตอนท้ายของกระเพาะไปถึงตอนท้ายของเปลือกหัว มีตับทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย  เรียก มันกุ้ง อยู่ทางส่วนหน้าบริเวณข้างๆของส่วนหัว  ตับมีไขมันประกอบอยู่มากมายลเป็นส่วนที่นิยมกินกันในหมู่คนไทย ตัวเมียที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้จะมีรังไข่สุกในรอบๆใจกลางของเปลือกหัว มีสีส้มหรือสีเหลือง ดูได้ง่ายชาวบ้านเรียก แก้วกุ้ง กุ้งหลวงรับประทานทั้งยังสัตว์และก็พืชเป็นของกิน โดยมากเป็นหนอนน้ำต่างๆ รากพืช  ซากพืช  หาอาหารโดยการสูดและสัมผัส  ถ้าเกิดขาดอาหารจะกินกันเอง  กุ้งชนิดนี้หาเลี้ยงชีพตลอดทั้งวัน  แต่จะรวดเร็วมากยามค่ำคืน  เป็นปกติอาศัยอยู่ในแม่น้ำ  คลอง  หนอง  สระ ที่มีทา น้ำติดต่อกับสมุทร  สืบพันธุ์และก็ตกไข่บริเวณน้ำกร่อยปากแม่น้ำเมื่อตัวอ่อนโตพอก็จะว่ายน้ำกลับไปยังรอบๆแหล่งน้ำจืด
๒. กุ้งก้ามเกลี้ยง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium sintangensis ( de Man )
จัดอยุ่ในวงศ์ Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า  Sunda  river prawn
กุ้งแม่น้ำขาแดง ก็เรียก กุ้งประเภทนี้เป็นกุ้งน้ำจืด ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาวราว ๙ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลหรือสีฟ้าแกมเขียว เปลือกหัวเรียบ กรีเรียวงอน  ฟันกรีด้านบนมี ๙-๑๓ ซี่ ด้านล่างมี ๒-๖ ซี่ ขาคู่ที่ ๒ มีขนาดใหญ่กว่า  โดยมีความยาวใกล้เคียงกับลำตัว และก็มีปื้นสีน้ำตาลกระจัดกระจายอยู่เป็นหย่อมๆขอบด้านในของโคนปล้องที่ ๗ ของขาคู่นี้คราวตุ่ม ๒-๓ ตุ่ม เฉพาะตัวผู้ที่โตเต็มวัยมีขนนุ่มคล้ายกำมะหยี่สีส้มปนแดง ปกคลุมบริเวณรอยต่อระหว่างปล้องต่างๆของขาคู่ที่ ๓, ๔ และ ๕ เหมือนเคยอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง รวมทั้งแหล่งน้ำจืดชืดที่มีทางน้ำติดต่อกับทะเล  ผสมพันธุ์แล้วก็วางไข่บริเวณน้ำกร่อยปากแม่น้ำ
๓.  กุ้งว่าวกุลาดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus monodon Fabricius
จัดอยู่ในสกุล Penaeidae
มีชื่อสามัญว่า tiger prawn  jumbo หรือ grass prawn
กุ้งจุฬาหรือ กุ้งแขกดำก็เรียก กุ้งชนิดนี้เป็นกุ้งสมุทรขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายห่งยาวราว ๓๐ เซนติเมตร ลำตัวสีน้ำตาลปนเขียวรวมทั้งมีแถบสีเข้มกับสีจางพิงขวางตลอดลำตัว เปลือกหัวเกลี้ยง ไม่มีขน  ฟันกรีด้านบนมี๗-๘  ซี่ ด้านล่างมี ๓ ซี่  ช่องข้างกรีทั้งสองด้านแคบรวมทั้งยาวไม่ถึงฟันกรีซี่ท้ายที่สุด  เป็นกุ้งที่ตัวโต มักอยู่ภายในเขตพื้นที่ที่กระเป๋านทรายผสมโคลน  กินทั้งยังพืชรวมทั้งสัตว์เล็กๆในน้ำเป็นอาหาร  เมื่อโตสุดกำลังจะอพยพจากริมฝั่งไปยังทะเลลึก  ๒๐-๓๐ เมตร เพื่อสืบพันธุ์รวมทั้งตกไข่  ตัวอ่อนที่โตพอก็จะอพยพมาหารับประทานยังชายฝั่ง
ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “มันกุ้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในตำรับยาแผนโบราณหลายขนาน อย่างเช่น ยาขนานหนึ่งในแบบเรียนยาศิลาจารึกวัดราชโอรสาราม ให้ยาแก้ฝีดาษอันกำเนิดในเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ แล้วก็เดือน ๑ เข้า “น้ำมันหัวกุ้ง” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ ขนานหนึ่งเอาน้ำลูกตำลึง น้ำมันงา น้ำมันหัวกุ้ง น้ำมันรากถั่วภูเขา เอาเท่าเทียมกัน พ่นฝีเพื่อเสมหะ  ให้ยอดขึ้นหนองสวยดีนัก

14

ขัณฑสกร
ขัณฑสกร ใช้เป็นน้ำกระสายยารวมทั้งเครื่องยา เนื่องด้วย มีรสหวานมีกลิ่นหอมยวนใจ ใช้ละลายยาเพื่อกินง่ายดายมากยิ่งขึ้น และก็มีรสชาติน่ารับประทานขึ้น สรรพากรที่ใช้ในยาไทยนั้น เป็นของที่ได้จากธรรมชาติ หนังสือเรียนโบราณส่วนมากบันทึกเสียงที่มาไว้แตกต่าง และว่าขัณฑสกรที่ได้จากแหล่งแตกต่างกันนั้นจะมีสรรพคุณต่างกันไปด้วย ดังต่อไปนี้
สมุนไพร
๑.ขัณฑสกร ที่ได้จากหยาดน้ำค้าง เป็นน้ำค้างในช่วงฤดูหนาว(ฤดูหนาว) ที่ตกลงบนใบของพืชประเภทหนึ่งที่หนังสือเรียนเรียก ต้นขัณฑสกร หนังสือเรียนโบราณกล่าวว่า พืชนี้เจอในประเทศอินเดียและมาเลเซียตอนนี้ยังไม่รู้จักว่าเป็นพืชประเภทใดแต่มั่นใจว่าไม่น่าจะเป็นพืชชนิดใดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจเป็นพืชหลายหลายอย่างซึ่งมีดอกที่มีน้ำหวานมากมาย ผู้เก็บจะออกไปเก็บน้ำค้างหรือน้ำฝนที่ชะหรือละลายน้ำหวานแล้วตกอยู่บนใบไม้ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่เก็บใส่กระบอกไม้ไผ่ แล้วค่อยนำไปแขวนทิ้งไว้ กระทั่งน้ำหวานน้ำตกผลึกแล้วก็แห้ง จะได้ขัณฑสกรที่เป็นสีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองขัณฑสกรที่ได้โดยวิธีการแบบนี้ น่าจะเป็นของส่วนประกอบระหว่างเลวูโลส (fructose) หรือน้ำตาลผลไม้ ซูโครส(sucrose) หรือน้ำตาลอ้อย แล้วก็ กลูโคส (dextrose) หรือน้ำตาลองุ่น ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่าจะมีรสหวานจนขม มีคุณประโยชน์ชูกำลัง ทำให้ปัสสาวะช่อง ทำให้ฉี่คล่องแคล่ว แก้เสลดจุกลำคอ ทำให้เปียกแฉะคอ แก้กระหายน้ำ

๒.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำอ้อย ได้จากการนำน้ำอ้อยมาอุ่นที่อุณหภูมิต่ำๆกระทั่งงวด แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง จะได้เกร็ดสีขาวอมเขียว เกร็ดนี้มีองค์ประกอบหลักเป็นผลึกของน้ำตาลอ้อย แต่หากนำน้ำอ้อยไปตกตะกอนโปรตีนออกก่อน ฟอกสีให้ขาว แล้วตกผลึกจะได้น้ำตาลทรายที่ใช้ปรุงแต่งรส ที่รู้จักกันทั่วๆไป ตำราเรียนโบราณว่าขัณฑสกรที่ได้จากน้ำอ้อยนี้มีคุณประโยชน์ บำรุงธาตุ และแก้ฝี ซูบผอมเหลือง
๓.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำผึ้งรวงที่เกิดหาดทราย ว่ากันว่าน้ำผึ้งรวง (น้ำผึ้งที่บีบจากรังผึ้งในธรรมชาติ ไม่ใช่ในรวงผึ้งเลี้ยง) ที่เกิดชายทะเลนั้น เมื่อเอามาอุ่นด้วยไฟอ่อนๆสนงวดลงบ้าง และก็ตั้งทิ้งไว้ จะมีเกร็ดขัณฑสกรมากยิ่งกว่าน้ำผึ้งรวง ที่เกิดตามป่าเขา ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า ขัณฑสกรที่ได้ด้วยวิธีแบบนี้มีคุณประโยชน์แก้นิ่ว แก้โรคท้องมาน แก้สะอึก แก้ไข้เซื่องซึม แก้จุกเสียด แก้ลมพิษ แก้คอแห้ง
๔. ขันทศกร ที่ได้จากเกสรบัวหลวง พบได้บ่อยบนใบบัวหลวง ข้างหลังฝนตกโดยน้ำฝนชัดชัดเอาน้ำหวานจากดอกบัวหลวง แล้วขังไว้บนใบบัว เมื่อแดดออก น้ำระเหยไป จะเกล็ด สีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองเกล็ดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็น่าจะเป็นของผสมระหว่าง น้ำตาลผลไม้ น้ำตาลอ้อย และก็ องุ่น น้ำตาลองุ่น เหมือนกันกับขัณฑสกรที่ได้จากหยดค้าง จึงมีสรรพคุณเท่ากัน ด้วยเหตุดังกล่าวขัณฑสกรหรือที่บางหนังสือเรียนเรียกว่า น้ำตาลกรวด นี้ ในทางเคมีก็เลยเป็นของผสม ของน้ำตาลละลายจำพวกสุดแต่แหล่งเกิด อาจมีทั้งๆที่เป็นมอโนแซ็กคาไรด์ เป็นต้นว่าน้ำตาลผลไม้ น้ำตาลองุ่น แล้วก็ ไดแซ็กคาไรด์ อาทิเช่นน้ำตาลอ้อย ในตอนนี้ขัณฑสกรที่หาซื้อได้ จากร้านขายเครื่องยาไทย มักไม่ใช่ขัณฑสกรที่ได้จากธรรมชาติ ดังที่กล่าวมาแล้ว บางร้านเอาเกร็ดน้ำตาลอ้อย ที่ได้จากการเอาน้ำตาลมาต้มกับน้ำแล้วเที่ยวกระทั่งงวด มาขายเป็นขัณฑสกร แม้กระนั้นร้านค้าโดยมากมักเอาสารสังเคราะห์ที่เรียก แซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มาขายเป็นขัณฑสกร ซึ่งไม่ควรใช้เพื่อการทำยาไทยเนื่องจากว่าเป็นสารก่อโรคมะเร็ง ในตำราพระยารักษาโรคพระนารายณ์เจาะจง ให้ใช้ขัณฑสกรเป็นน้ำกระสายยาในยามี่ใช้แก้ ธาตุไฟ ธาตุไฟ ทุพพลภาพ ขนานที่ ๑ และก็ ๗เช่นตอนที่๗ดังต่อไปนี้ หากมีถอย ให้เอาผลชะพลู ผลสมอไทย ผลจิงจ้อหลวง รากเจตมูลเพลิงเเดง ผลมะขามป้อม ว่านเปราะป่า รากไคร้ต้น รากไคร้เครือ ชะเอมหญ้ารังกา รากกะเบา เสมอภาคทำเป็นจุล ละลายขันทศกร กินตามควรจะ แก้ธาตุไฟให้โทษแลฯ ละลายขันทศมือ กินตามควรนั้นหมายความว่าเมื่อจะกินยานี้ให้เอาขัณฑสกรมาละลายน้ำสุกหรือน้ำฝนหรือน้ำที่สะอาดก่อนแล้วจึงเอาน้ำที่ได้นั้นไปละลายยากิน คำ ขัณฑสกร ที่ใช้ในที่ใช้กันในปัจจุบัน ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ. ศาสตราจารย์ ๒๕๒๕ ในตำราเรียนพระยาพระนารายณ์เขียนเป็น ขันทศกร คำนี้มาจาก คำ ขัณฑ แปลว่าก้อน แล้วก็ ศมือ (อ่านว่า สะ-กะ-ระ มาจากคำสันสกฤต shakara ซึ่งเป็นต้นเหตุของคำ sugar ในภาษาอังกฤษ) มีความหมายว่า น้ำตาล บางหนังสือเรียนก็เลยเรียกว่าขัณฑสกรว่า “น้ำตาลกรวด” มักมี ผู้เข้าใจผิดว่าขัณฑสกรเป็นแซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มันเป็นสารสังเคราะห์ที่มีชื่อทางเคมีว่า 2,3-dihydro-3-oxobenzisosulfonazole เคยใช้แต่งรสหวานแม้กระนั้นปัจจุบันใช้ลดน้อยลงมากเนื่องจากหรือเกือบจะไม่ใช้ก็แล้ว

Tags : สมุนไพร

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่ากระดองเหลือง
« เมื่อ: ธันวาคม 13, 2017, 06:38:18 PM »

กระดองเต่าเหลือง
เต่าเหลืองIndotestudo elongata (Blyth) เป็นเต่าขนาดกึ่งกลาง กระดองยาวนูนสูง สีเหลือง มีลายดำ ไม่มีเดือยราวกับเต่าบกประเภทอื่น อยู่ในที่แล้งได้ พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดงดิบแล้งทั่วทั้งประเทศ พระตำราปฐมจิณดาร์ให้ยาขนานหนึ่งที่เข้า “กระดองเต่าเหลืง” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้
สมุนไพร ยาผายพิษสรรพพิษทั้งสิ้น ขนานนี้ท่านให้เอารากไคร้เครือต้น ๑ รากไคร้เครือ ๑ พิศนาด ๑ ปลาไหลเผือก ๑ รากนมแมว ๑ กรักขี ๑ กระดูกงูงูเหลือม ๑ สังข์ ๑ มุก ๑ กำมะถันแดง ๑ ดีปลี ๑ เนรภูสี ๑ เบ็ญกานี ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทองคำ ๑ เมล็ดในสะเดา ๑ รวมยา ๑๖ สิ่งนี้เอาสิ่งละ ๑ สลึง มะขามป้อม ๒ สลึง หัวมหากาฬ ๒ สลึง จันทน์ขาว ๒ สลึง กระดูกแร้ง ๒ สลึง เปล้าน้อย ๒ สลึง ท้อม ๒ สลึง กฤษณา ๒ สลึง กะลำภัก ๒ สลึง กรามแรด ๒ สลึง กรามช้าง ๒ สลึง เขี้ยวเสือ ๒ สลึง เขี้ยวจรเข้ ๒ สลึง บัลลังก์หินผา ๒ สลึง ผลจันทน์ ๒ สลึง กระดองเต่าเหลือง ๒ สลึง ผลสารพันพิษ ๒ สลึง ยาดำ ๑๒ บาท ๒ สลึง รวมยา ๓๒ สิ่งนี้กระทำให้เปนจุณ บดทำแท้งไว้เท่าผลทองหลางตากให้แห้ง ใส่ขวดไว้อย่าให้ลมเข้าได้ แก้พิษฝีดาด

ฝียอดเดียวแลพิษทรางอันร้ายทั้งปวง ซึ่งทำให้สลบไปแต่เช้าถึงเที่ยง ละลายด้วยน้ำดอกไม้เทศให้กินเข้าไป พอยาตกถึงท้องฟื้นขึ้นมา ถ้าจะแก้ลงละลายน้ำมะเดื่อ ถ้าปวดมวนท้องนักแชกฝิ่นรับประทานถ้าหากรากพิมเสนรำฝึกฝนดีนักแล

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2 3